นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง

ต่อไปนี้จะเล่านิทาน เรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง แล้วนะครับ กาลละครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเมืองนึงซึ่งมีเศรษฐกิจที่ดีมาก ในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 3% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 7%ประชาชนในเมืองนั้นนิยมฝากเงินไว้กับธนาคารและธนาคารก็เป็นแหล่งเงินทุน หรือ ก็ให้สินเชื่อกับบริษัทห้างร้านต่างๆในเมืองขยายกิจการได้อย่างพอเพียง ทำให้เศรษฐกิจในเมืองนั้นดีมากเลยครับ ประชากรมีกินมีใช้ไม่ลำบาก

 

แต่พอมีเจ้าเมืองคนใหม่ที่มีนโยบายขยายเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานทาง เศรษฐกิจเลยครับ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว บริษัทห้างร้านต่างๆก็ไม่มีเงินทุนเพียงพอก็เลยจัดทำแผนธุรกิจไปเสนอธนาคาร และธนาคารก็ไม่มีเงินพอที่จะปล่อยกู้ให้กับทุกๆคนเนื่องจาก ความต้องการเงินกู้ในเมืองนั้นมีสูงมากเลยครับ สิ่งแรกที่นายธนาคารคิดก็คือ

 

การเพิ่มอัตราอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากธนาคารเพื่อต้องการระดมทุนจากผู้ฝากเงินให้ได้มากที่สุดครับ ในที่สุดก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นจาก3% จนถึง 18% เลยครับ ในขณะที่นายธนาคารเพิ่มอัตราดอก เบี้ยเงินฝากเค้าก็ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จาก 7% มาเป็น 24% ในขณะนั้นคนที่ทำงานในเมืองเหมือนมนุษย์ทองคำเลยครับ เพราะที่คอก็มีสร้อยทองเส้นโต ที่ข้อมือก็มีกำไรข้อมือทองคำเส้นโต แถมยังใส่นาฬิกาแบรนด์เนมยี่ห้อดังอีกครับ

 

เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมนายธนาคารถึงเป็นมนุษย์ทองคำครับ ก็เพราะกิจการธนาคารได้กำไรจากส่วนต่างระหว่าง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครับ ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่ากับ 18% ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 24% ดังนั้นธนาคารก็จะเหลือกำไรถึง 24-18=6% เห็นไหมครับว่านายธนาคารได้กำไรมากในช่วงเวลานั้นครับ

 

แต่ความอยากได้ใคร่มีของนายธนาคารในเมืองนั้นมิได้สิ้นสุดลงครับเค้าคิดว่าถ้ากู้เงินจากเมืองอื่นที่ดอกเบี้ยถูกกว่าแล้วนำมาปล่อยกู้ให้กับบริษัทห้างร้านในเมืองจะได้กำไรเพิ่มขึ้นมาอีกมหาศาลเลยครับ เมื่อกี้เราคำนวนว่านายธนาคารได้กำไร 6% แล้วนะครับ แต่คราวนี้นายธนาคารไปกู้เงินจากต่างเมืองซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ย ถูกมากเลยครับ 3% ดังนั้นนายธนาคารก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นจาก 6% มาเป็น 21% โหผลกำไรมหาศาลเลยครับ

 

ทำให้กิจการธนาคารในเมืองขยายสาขาและจ้างบุคคลากรมาเพิ่มเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้ที่ทำงานธนาคารก็จะได้เงินเดือนและโบนัสสูงมากครับ นี่เข้าข่ายมนุษย์ทองคำล้อมเพชรเม็ดโตเลยครับ เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะครับเดี๋ยวผมจะเล่าต่อครับ ถ้ามีเพื่อนๆยังสนใจอ่านนิทานเรื่อง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ต่อครับ :)

 

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 2

ผมขอเล่านิทาน เรื่องวิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากเมื่อวานนะครับ ขอเกริ่นนำจากตอนเมื่อวานก่อนนะครับ หลังจากที่นายธนาคารได้กำไรมหาศาลจากการกู้เงินในต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และนำเงินมาปล่อยกู้ให้กับบริษัทห้างร้านในประเทศในอัตราที่สูงลิบลิ่ว ธนาคารก็เลยได้กำไรจากส่วนต่างมากถึง 21% เลยนะครับ

 

แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้นนายธนาคารต้องการผลกำไรในปริมาณที่มากขึ้นไปอีกครับ เค้าก็เลยต้องขยายสาขาอีกหลายร้อยสาขา พร้อมทั้งเพิ่มบุคคลากรอีกหลายหมื่นคนครับ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานปล่อยสินเชื่อเพิ่ม คนที่ทำงานธนาคารในช่วงเวลานั้นก็เลยได้เงินเดือนสูงมากเลยครับ เนื่องจากในเมืองเริ่มขาดแคลนคนทำงานในตำแหน่งนายธนาคาร

 

ทำให้ธนาคารต้องจ่ายเงินเดือนให้นายธนาคารในอัตราที่สูงมากเลยครับนอกจากนี้นายธนาคารก็ยังได้โบนัสก้อนโตอีกด้วยครับ จึงทำให้เงินสะพัดในเมืองนั้นมากเป็นประวัติการณ์เลยครับ เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมเงินถึงสะพัดมากขนาดนี้ ก็เพราะว่า นายธนาคารทั้งหลายก็ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับการซื้อสินค้าราคาแพง ใช้บริการราคาแพง รวมทั้งการนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

ก่อนที่ผมจะเล่านิทานต่อ ผมขออธิบายเรื่องเงินสะพัดนิดนึงครับ คำว่าเงินสะพัด นี้ก็สอดคล้องกับคำว่า Money Multiplier (จำนวนรอบหมุนของเงิน) คือ ถ้ามีผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคา 100 บาท เงินจะถูกใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 1,000 บาท แสดงว่าจำนวนรอบหมุนของเงินเท่ากับ 1,000/100 = 10 รอบ เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าทำไมใช้เงินแค่ 100 บาทถึงมีมูลค่าถึง 1,000 บาทในระบบเศรษฐกิจ

 

ผมขออธิบายอย่างงี้ครับ หากว่าเราไปซื้อสินค้าราคา 100 บาท ทางร้านค้าจะได้รับเงิน 100 บาทในขณะเดียวกันร้านค้าก็มีภาระต้องจ่ายเงินให้กับโรงงาน 70 บาท และต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานขายอีก 10บาท และจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ  ทำให้รายจ่ายของร้านค้าเป็นรายได้ของโรงงาน,​ พนักงาน,​ และเจ้าของร้าน

 

ดังนั้นเงิน 100 บาทก็ไม่ได้หายไปไหนครับเพราะว่า โรงงานผลิตสินค้า, พนักงาน, และเจ้าของร้านก็จะนำเงิน 100 บาทไปซื้อของต่ออีกเรื่อยๆครับ จนทำให้คำนวนยอดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 1,000 บาทเลยครับ

 

เล่านิทานต่อละครับ อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเงินสะพัดของเมืองนี้เกิดจากการใช้จ่ายของเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงมากเลยครับเพราะว่า บริษัทห้างร้านจะต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการของตนเองให้สูงเพื่อจะได้เอาเงินกำไรที่ได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราสูงลิบลิ่ว (24%) ในขณะนั้นราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกันครับ

 

ในเวลานั้นผู้คนในเมืองก็มีความสุขสนุกกับการใช้ชีวิตเยี่ยงราชาเลยครับ รวมทั้งมัวเมาไปกับความศิวิไลของเมืองในขณะนั้น ประชาชนในเมืองส่วนมากก็จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อรถยนต์ ซื้อสิ่งของราคาแพง ซึ่งเงินที่นำไปซื้อของเหล่านี้ก็มาจากเงินกู้ที่ธนาคารกู้มาจากต่างเมืองทั้งนั้นเลยครับ

 

แต่ตอนนั้นไม่มีใครในเมืองคิดว่าจะมีอะไรมาทำลายความสุข หรือหมายถึง การทำลายเศรษฐกิจ สิ่งนั้นคือ “อัตราเงินเฟ้อ”  ครับ (สำหรับเพื่อนๆยังไม่แม่นว่า “เงินเฟ้อ” คืออะไรก็ลองกลับไปอ่านข้อความที่ผมเขียนไว้ดูนะครับ) เงินเฟ้อค่อยๆเริ่มทำลายระบบเศรษฐกิจของเมืองครับ สินค้า, บริการ, อสังหาริมทรัพย์, ฯลฯ ก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของเมืองนั้นเริ่มอ่อนค่าลงเรื่อยๆครับ

 

ผมเริ่มรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มดราม่าแล้วครับ จะให้เล่าต่อดีรึเปล่าครับ ผมรู้สึกยังไม่อยากเล่าถึงความหายนะของคนในเมืองเลยรู้สึกเจ็บปวดแทนคนในนิทานจริงๆครับ

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 3

ผมขอเล่านิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากเมื่อวานครับ วันนี้ก็เป็นตอนที่ 3 แล้วครับ ก่อนจะเล่าต่อผมขอบอกว่าตอนนี้เป็นตอนที่ดราม่ามากเลยครับ เมื่อวานผมเล่าถึง ศัตรูตัวฉกาจที่ค่อยๆทำลายเศรษฐกิจของประเทศทีละน้อยทีละน้อย ก็คือ “เงินเฟ้อ” ครับ ช่วงเวลานั้นในเมืองก็มีเจ้าเมืองคนใหม่มาบริหารเมือง เจ้าเมืองคนนี้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในเมืองนั้นครับ โดยที่คนในเมืองทุกคนฝากความหวังไว้และอนาคตไว้กับเจ้าเมืองคนนี้มากเลยครับ

 

ถ้าเราเปรียบความฝันของประชาชนในเมืองนั้นหนึ่งคน กับ ลูกโป่งหนึ่งใบที่มีก๊าซอยู่ข้างในซึ่งลูกโป่งใบนั้นจะสามารถลอยขึ้นไปได้ สิ่งที่จะไม่ทำให้ลูกโป่งใบนั้นลอยไปบนท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมายก็คือ เชือก นั่นเอง ในเวลานั้นเจ้าเมืองคนใหม่พร้อมกับคณะผู้บริหารเมืองนั้นมีภารหน้าที่ในการจับเชือกลูกโป่งแห่งความฝันของประชาชนทุกคนเอาไว้ เพื่อไม่ให้ลูกโป่งลอยไปอย่างไร้จุดหมายครับ

 

สิ่งที่เจ้าเมืองทำก็เพื่อรักษาความฝัน และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในเมือง โดยพยายามปิดบังว่าเมืองกำลังจะตกอยู่ในภาวะอันตรายหลังจากนี้ การที่ไม่ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังของประเทศเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ โดยการปล่อยให้เศรษฐกิจโตแบบฟองสบู่ ทำให้ต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าครับ

 

ผมขอเวลานิดนึงนะครับก่อนที่จะเล่าต่อ เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นถึงอ่อนค่าลง และทำไมเจ้าเมืองถึงต้องทำการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้อ่อนค่าลงครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายเหตุผลว่าทำไมอัตราแลกเปลี่ยนถึงอ่อนค่าลงก่อนนะครับ จากการที่เศรษฐกิจในเมืองขยายตัวแบบก้าวกระโดด ทำให้ประชาชนในเมืองใช้ข้าวของอย่างสุรุ่ยสุ่ร่าย ซึ่งสินค้าในเมืองก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในเมือง

 

ส่งผลให้จะต้องนำเข้าสินค้ามาจากต่างเมืองเป็นจำนวนมากเลยครับการที่เมืองต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมาก ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากในการชำระค่าสินค้าที่นำเข้ามาใช้ในเมือง พ่อค้าในเมืองก็ต้องนำเงินสกุลท้องถิ่นมาแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองเพื่อชำระค่าสินค้าที่นำเข้าครับ

 

ก็อย่างที่รู้กันอยู่นะครับ หลักกลไกตลาดง่ายๆ คือ ความต้องการขายเงินสกุลท้องถิ่น มีมากกว่า ความต้องการซื้อเงินสกุลท้องถิ่น ทำให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลงเนื่องจากความต้องการเงินสกุลท้องถิ่นลดลงครับ

 

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเจ้าเมืองต้องแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้อ่อนค่าลง ก็เพราะว่าเจ้าเมืองต้องการให้ประชาชนสุขสบายเหมือนเดิม ไม่อยากปล่อยเชือกลูกโป่งที่ถือเอาไว้ ไม่อยากให้ประชาชนต้องรับรู้ความจริงว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้อยู่ทุกวันนี้แพงขึ้นเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง รวมทั้งนายธนาคารก็มีอิทธิพลล๊อบบี้ให้เจ้าเมืองแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นด้วยครับ

 

อย่างที่เล่าให้เพื่อนๆฟังไปแล้วในตอนที่ผ่านๆมาครับ นายธนาคารไปกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำจากต่างเมืองเพื่อมาปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยแพงให้กับบริษัทห้างร้านในเมืองครับ ในขณะนั้นธนาคารจะได้กำไรขั้นต้นจากส่วนต่างถึง 21%

 

ส่วนต่างที่ได้นี้นายธนาคารก็นำมา จ่ายเงินเดือนให้ผู้บริหารธนาคารในอัตราที่สูงมาก, ขยายสาขาธนาคารอีกหลายพันแห่ง, จ้างบุคคลากรมาเพื่อปล่อยสินเชื่ออีกหลายหมื่นคน, ส่วนที่เหลือก็เป็นกำไรให้กับผู้ถือหุ้น และก็โบนัสของนายธนาคาร  ส่วนต่างที่ธนาคารได้นี้เป็นจุดเริ่มต้นของเงินสะพัดอย่างที่ได้อธิบายไปแล้วครับ

 

นายธนาคารรู้ว่าถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงจะทำให้ธนาคารมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาลจนทำให้ธนาคารขาดทุนมหาศาล นายธนาคารจึงล๊อบบี้ให้เจ้าเมืองเอาทุนสำรองระหว่างประเทศมาแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ในขณะที่เจ้าเมืองก็กลัวคะแนนนิยมตกเนื่องจากเศรษฐกิจในเมืองจะเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงถ้าหากว่าปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาด

 

เจ้าเมืองจึงตัดสินใจแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นโดยการนำเอาเงินตราสกุลต่างเมืองที่เก็บไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน มาซื้อเงินสกุลท้องถิ่น เมื่อพ่อค้าที่นำเข้าสินค้าต้องจ่ายเงินค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างเมือง จึงทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เก็บเอาไว้เริ่มลดลงเรื่อย และไม่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเลย

 

เพราะว่าในช่วงเวลานั้นไม่มีคนต่างเมืองคนไหนที่ต้องการแลกเงินสกุลท้องถิ่นเลย ทำให้ไม่มีเงินสกุลต่างเมืองเข้ามาในคลังของเมืองเลย ก็มีแต่ต้องใช้ไป เพราะเจ้าเมืองไม่บอกความจริงกับประชาชนในเมืองว่า ต้องหยุดความเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ทางออกของเมืองตอนนั้นคือ ลดความฟุ้งเฟ้อ เพิ่มความพอเพียง

 

แต่ด้วยความกลัวเสียคะแนนนิยมในตัวเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็ปฎิเสธคำว่า “พอเพียง” ก็ทำให้เจ้าเมืองต้องใช้เงินแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงเวลานั้นก็มีนักเก็งกำไรค่าเงินซึ่งเป็นคนต่างเมืองคนนึง มองเห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจของเมืองนี้ ซึ่งเค้าเจอจุดอ่อนของนโยบายการแทรกแซงค่าเงินของเจ้าเมือง

 

เพื่อนๆลองคิดดูนะครับว่าจุดอ่อนของเมืองคืออะไรครับผมจะยังไม่บอกตอนนี้ เพราะผมอยากจะเปรียบเทียบกับภาพยนต์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรครับ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆเคยดูตอนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงวางแผนเข้าโจมตีเมืองคังรึเปล่าครับ ถ้าเพื่อนๆยังจำได้ผมว่าเพื่อนๆก็คงรู้แล้วครับว่าอะไรคือจุดอ่อน

 

เมืองคังมีจุดอ่อนอยู่ที่เป็นเมืองบนภูเขาสูง สิ่งที่ขาดก็คือน้ำ เพราะธรรมชาติของน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เมืองคังเป็นเมืองที่อยู่บนภูเขาสูงซึ่งยากต่อการที่ข้าศึกจะเข้าไปยึดเมือง ลองนึกดูสิครับกว่าที่ข้าศึกจะเดินขึ้นไปถึงประตูเมือง ทหารเมืองคังก็โยนหิน โยนลูกไฟลงมา ยิงธนูลงมา ทำให้ข้าศึกขึ้นไปประชิดประตูเมืองไม่ได้เลยครับ กองทัพพม่าจึงไม่สามารถยึดเมืองคังได้ครับ

 

แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรทรงวางแผนที่จะเข้าตีเมืองคังในทิศทางที่ทหารเมืองคังต้องลำเลียงน้ำขึ้นไปใช้ในเมือง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเมืองคังเลยครับ ในที่สุดสมเด็จพระนเรศวรก็ทรงยึดเมืองคังได้ตามพระประสงค์ครับ เพื่อนๆเห็นไหมว่าจริงๆแล้วกลยุทธ์ไม่ได้ต่างกันเลยครับ ระหว่าง กลศึกซึ่งสมเด็จพระนเรศวรใช้เพื่อเข้าตีเมืองคัง กับ วิธีที่นักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติเข้าโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่น

 

ตอนนี้ยาวนิดนึงนะครับเพราะผมอยากให้เพื่อนๆคิดตามและเข้าใจนิทานอย่างละเอียด ความหวังในใจลึกๆของผมก็คือ อยากให้เพื่อนๆสามารถเล่านิทานเรื่องนี้ให้กับคนอื่นๆได้ครับ เพราะผมคิดว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านคิดได้ครับ ผมก็เลยขออธิบายทฤษฎีต่างๆไปพร้อมกับการเล่านิทาน ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะเบื่อกันรึยัง ถ้าเบื่อเดี๋ยวผมจะรีบรวบรัดให้สั้นขึ้นครับ

 

ตอนแรกผมคิดว่าจะให้จบในตอนนี้เลยแต่ผมคิดว่าเพื่อนๆคงเหนื่อยกันแล้วครับ ผมขอเล่าต่อในตอนหน้าละกันนะครับ ตอนหน้าจะเฉลยว่านักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติใช้วิธีอะไรในการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ถ้าเพื่อนๆคิดได้แล้ววันพรุ่งนี้มาลองดูกันว่าเราคิดตรงกันรึเปล่าครับ

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 4

ผมขอเล่านิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 แล้วนะครับ และก็เป็นวันที่ 6 ของการเปิด Page นี้นะครับตอนที่แล้วผมได้ทิ้งคำถามให้เพื่อนๆคิดกันว่า นักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติใช้วิธีอะไรในการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ก่อนที่ผมจะอธิบายถึงกลยุทธ์นะครับ ผมอยากให้เพื่อนๆคิดก่อนว่าจุดอ่อนของนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ของเจ้าเมืองคืออะไร

 

เมืองนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่ การชำระเงินค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศใช่ไหมครับ เกิดมาจาก การบริโภคและการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายของประชาชนในเมืองทำให้ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างเมืองเป็นจำนวนมากครับ ซึ่งเจ้าเมืองก็รู้ดีว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องอ่อนค่าลงตามกลไกของตลาด

 

แต่เพื่อไม่ให้ราคาสินค้านำเข้าในเมืองมีราคาสูงขึ้น ประกอบกับการล๊อบบี้ของนายธนาคารในเมืองที่กลัวว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ ก็เลยต้องนำเงินตราต่างประเทศที่เก็บไว้ในคลังของเมืองมาแทรกแซงเงินสกุลท้องถิ่นครับ ซึ่งนักเก็งกำไรค่าเงินก็รู้จุดอ่อนนี้ เพราะว่าการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินท้องถิ่นไม่ให้อ่อนค่าไปตามกลไกของตลาดจะต้องใช้เงินสกุลเงินต่างเมืองเป็นจำนวนมหาศาลเลยครับ

 

ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เจ้าเมืองจะต้องเอาเงินสกุลต่างเมืองที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ มาแลกกับ เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อให้พ่อค้าเอาเงินสกุลเงินต่างประเทศไปชำระค่าสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างเมือง แต่ในขณะนั้นเงินสกุลต่างเมืองที่ได้จากการส่งออกมีจำนวนน้อยกว่าเงินสกุลต่างเมืองที่ต้องใช้สำหรับชำระค่าสินค้านำเข้าครับ จึงทำให้เงินทุนสำรองที่มีอยู่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ

 

เมื่อเพื่อนๆเข้าใจว่าจุดอ่อนคืออะไรแล้ว ผมจะขออธิบายกลยุทธ์ของนักเก็งกำไรค่าเงินต่างเมืองเลยนะครับ กลยุทธ์ที่นักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติใช้ ก็เป็นกลยุทธ์ง่ายๆที่เพื่อนๆทุกคนก็คิดได้ครับ

 

ขั้นตอนแรก ก็ต้องกู้เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองโดยที่หวังว่าเจ้าเมืองจะประกาศให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง(หมายความว่า ในอนาคตนักเก็งกำไรค่าเงินจะใช้เงินสกุลต่างประเทศในจำนวน ที่น้อยกว่า เพื่อแลกกับเงินสกุลท้องถิ่น ในการชำระหนี้เงินกู้สกุลท้องถิ่น ที่เค้ากู้ไว้ในขั้นตอนแรก ส่วนที่เหลือก็คือกำไรครับ)

 

ขั้นตอนที่สอง นั่งเฉยๆเพื่อรอ เจ้าเมืองประกาศให้เงินอ่อนค่าลงครับ

 

และขั้นตอนสุดท้าย ก็ทำตามแผนที่วางไว้เลยก็คือ เอาเงินสกุลเงินต่างเมือง มาแลกเป็น เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่ได้กู้ไว้ในขั้นตอนแรกครับ ส่วนเงินสกุลต่างเมืองที่เหลือก็เป็นกำไรของนักเก็งกำไรค่าเงินทันทีครับ กลยุทธ์ที่ผมอธิบายนี้เหมือนกับกลยุทธ์ที่เพื่อนๆคิดรึเปล่าครับถ้าไม่เหมือนกัน เพื่อนๆแลกเปลี่ยนวิธีการเก็งกำไรค่าเงินในแบบที่เพื่อนๆคิดมาได้นะครับ

 

ตอนนี้เพื่อนๆ รู้กลยุทธ์ในการโจมตีค่าเงินแล้วนะครับ ผมขอเล่านิทานต่อเลยนะครับ เจ้าเมืองก็พยายาม งัดข้อกับ นักเก็งกำไรค่าเงินจากต่างชาติครับ เพราะสิ่งที่เจ้าเมืองและผู้ว่าการธนาคารประจำเมืองนั้นคิด ก็คือ นักเก็งกำไรค่าเงินก็ต้องมีต้นทุนในการเก็งกำไรค่าเงินใช่ไหมครับ อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วในขั้นตอนแรกนักเก็งกำไรค่าเงินจะต้องกู้เงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเมืองสูงมากเลยครับ

 

แล้วนำไปแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองเพื่อฝากเงินในธนาคารต่างเมืองซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่ามาก กล่าวคือ ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ประกาศลดค่าเงินในช่วงเวลาที่กำหนด นักเก็งกำไรค่าเงินก็จะขาดทุนเนื่องจากต้องแลกเงินจากสกุลเงินต่างเมืองมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อชำระหนี้ในเวลาที่กำหนดครับ

 

ในการโจมตีค่าเงินครั้งแรก เจ้าเมืองชนะครับ ทำให้นักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติขาดทุนเป็นจำนวนมากครับ ซึ่งในเวลานั้นเจ้าเมืองรู้สึกดีใจมากเลยครับ เพื่อนๆอยากรู้ไหมว่าเจ้าเมืองใช้วิธีอะไรถึงเอาชนะนักเก็งกำไรค่าเงินได้ครับ ผมขอเฉลยเลยละกันว่า เจ้าเมืองใช้ธุรกรรม SWAP ในการต่อสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินครับ

 

ก่อนที่ผมจะเล่านิทานต่อ ผมขอธิบายเกี่ยวกับ ธุรกรรม SWAP ให้เพื่อนๆเข้าใจก่อนนะครับ แต่เพื่อความเข้าใจของเพื่อนๆ ผมจะอธิบาย การทำธุรกรรม SWAP ที่ใช้สำหรับนิทานเรื่องนี้เท่านั้นนะครับ การทำธุรกรรม SWAP เป็นการที่ ธนาคารประจำเมืองเอาเงินสกุลท้องถิ่น ไปแลกกับ เงินสกุลต่างเมือง ทันทีครับ โดยมีเงื่อนไขว่าจะเอาเงินสกุลต่างเมือง มาแลกกับ เงินสกุลท้องถิ่น ภายในวันที่ระบุไว้ในสัญญาการทำธุรกรรม SWAP ในอนาคตครับ

 

ดังนั้นเมื่อธนาคารประจำเมืองตัดสินใจทำธุรกรรม SWAP ก็หมายความว่า ธนาคารประจำเมืองก็จะมีภาระที่ต้องหาเงินสกุลต่างเมืองมาคืนในอนาคตครับ ซึ่งในขณะนั้นการทำธุรกรรม SWAP เป็นการที่ทำให้ธนาคารประจำเมืองได้เงินสกุลต่างประเทศมาเพื่อให้เพียงพอต่อการแลกเงินของนักเก็งกำไร และ เพื่อให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างเมืองครับ

 

หลังจากการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครั้งแรกไม่นาน ก็ถึงช่วงเวลาที่ประชาชนในเมืองต่างก็มีความสุขสนุกสนานกับเทศกาลสาดน้ำประจำปี ในช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น นักเก็งกำไรค่าเงินซึ่งแพ้และขาดทุนจาการโจมตีค่าเงินในครั้งแรกก็เริ่มดำเนินการ โจมตีค่าเงินอีกครั้งนึง แต่คราวนี้เค้าวางแผนอย่างแยบยลกว่าครั้งแรก และเรียกเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์มาร่วมโจมตีค่าเงินในครั้งนี้ด้วย

 

ทำให้ปริมาณเงินที่ใช้ในการโจมตีค่าเงินในครั้งที่สองนี่มากกว่าครั้งแรกถึงสองเท่าตัวครับ แต่เจ้าเมืองก็ยังใช้วิธีเดิมในการต่อสู้ในครั้งที่สองอีก การต่อสู้กันครั้งนี้ไม่นานครับใช้เวลาแค่เดือนเดียวเจ้าเมืองก็แพ้อย่างราบคราบเลยครับเพราะว่า การทำธุรกรรม SWAP เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสกุลต่างเมืองที่ต้องหามาให้นักเก็งกำไรแลกกลับไปเป็นเงินสกุลต่างเมืองนั้น

 

ทำให้ธนาคารประจำเมืองมีภาระหนี้เป็นเงินสกุลต่างเมืองเป็นจำนวนมหาศาลครับจนไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ (ไม่มีเครดิตเพียงพอ) ที่จะทำธุรกรรม SWAP ได้อีกต่อไปแล้วครับ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเจ้าเมืองก็ไม่อาจจะจับเชือกลูกโป่งแห่งความฝันของประชาชนในเมืองได้อีกต่อไปเช่นกัน ทำให้ลูกโป่งแห่งความฝันว่าจะได้กินดีอยู่ดีของชาวเมืองหลุดลอยไปอย่างไร้จุดหมายเลยครับ

 

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองปล่อยลูกโป่งออกไป เจ้าเมืองและผู้บริหารเมืองบางคนในขณะนั้นก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาบริหารเมืองอีกรอบแล้ว ก็เลยทิ้งทวนไว้พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสของประชาชนในเมือง แต่โชคดีที่ในเวลานั้น ชาวเมืองยังไม่มีความรู้ทางการเงินที่ดีพอก็เลยไม่รู้ว่าก่อนที่เจ้าเมืองจะประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่น เจ้าเมืองได้ฝากแผลรอยใหญ่ไว้ที่กลางใจคนในเมืองทุกคนเลยครับ

 

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าเมืองทิ้งทวนอย่างไร ทำไมผมถึงบอกว่าหากชาวเมืองรู้ก็จะเจ็บปวดแสนสาหัสเลยครับ ก็ใช้วิธีง่ายๆเลยครับ คือ ใช้วิธีเดียวกับนักเก็งกำไรค่าเงินเลยครับ คือ กู้เงินเป็นสกุลท้องถิ่นจำนวนมาก เพื่อเอาไปแลกกับ เงินสกุลต่างเมือง หลังจากนั้นเจ้าเมืองก็ประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่นเท่าตัวเลยครับเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง

 

และหลังจากนั้น นักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ก็นำเงินสกุลต่างเมืองที่แลกไปแล้ว กลับมาแลก เป็นเงินสกุลท้องถิ่นโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลังจากการประกาศลดค่าเงินแล้ว ทำให้ นักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ใช้เงินสกุลต่างเมืองเพียง ครึ่งเดียว ของจำนวนที่ได้แลกไว้ก่อนการประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่น

 

ดังนั้นนักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ก็จะมีเงินสกุลต่างเมืองเหลืออีกครึ่งนึง ซึ่งถือว่าเป็น กำไรที่ได้จากการโจมตีค่าเงิน ผมถือว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินที่ได้จากหยาดน้ำตาของประชาชนในเมืองเลยครับ

 

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนๆอยากให้จบแค่ตอนนี้ หรือว่า อยากจะให้ผมเขียนต่ออีกตอนนึงครับ ถ้าเพื่อนๆยังไม่เบื่อ และอยากให้ผมเล่านิทานเรื่องนี้ต่ออีกหนึ่งตอน ผมก็จะเล่าถึงเหตุการณ์ในเมือง หลังจากการประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ตอนนี้อำนาจอยู่ในมือเพื่อนๆแล้วครับ (ยืมประโยคจากรายการ Take Me Out มาใช้บ้างนะ) จะให้ผมเล่าต่อ หรือ ว่าจะให้ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายครับ

Saturday, July 23, 2011

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: