จาก Conflict of Interest สู่ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

ในการประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ครั้งที่ 5 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 
ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาในงานดังกล่าวด้วยครับ สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ก็เพื่อต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ
ทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และเปิดโอกาสให้เหล่านักเศรษฐศาสตร์จาก สถาบันต่างๆเสนอผลงานทางวิชาการที่ตนเองสนใจ 
ทั้งนี้ทางผู้จัดได้แบ่งกลุ่มสาขาเศรษฐศาสตร์ออกเป็นหลายแขนง โดยส่วนตัวผมเองสนใจที่จะเข้าฟังใน
 “กลุ่มเศรษฐศาสตร์สถาบันและธรรมภิบาล” ครับ ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับ “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”

สำหรับหัวข้อที่เกี่ยวกับการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้น ผู้นำเสนอเป็นอาจารย์และศิษย์จากสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 คือ ผศ.นพนันท์ วรรณเทพสกุลและคุณต่อภัสสร์ ยมนาค โดยหัวข้อที่ทั้งสองท่านนำเสนอในวันนั้น คือ
 “ข้อสังเกตบางประการสำหรับลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ครับ

อย่างที่ทราบนะครับว่าช่วงระหว่างที่รัฐบาลของคุณทักษิณบริหาร ประเทศนั้นมีข้อสังเกตรวมไปถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ 
“การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อยู่หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน, นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค, 
การเซ็นสัญญา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย, การให้ EXIM BANK อนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า หรือ 
การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ในธุรกิจโทรคมนาคม เป็นต้น

ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเราจะคุ้นชินกับการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองขี้โกง ข้าราชการขี้ฉ้อผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเป็นหลัก
 จนอาจกล่าวได้ว่า ส.ส. ไปจนกระทั่งรัฐมนตรีนั้นส่วนใหญ่ผูกพันอยู่กับการทำธุรกิจกับรัฐด้วยกันทั้ง นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
“ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง”ครับ

อย่างไรก็ตามใน สมัยรัฐบาลคุณทักษิณได้เกิดกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาแทนที่กลุ่มทุนเดิมที่เคย หากินอยู่กับการผูกขาดงานประมูลต่างๆของรัฐ
 โดยกลุ่มทุนใหม่ที่ว่านี้มาพร้อมกับความพยายามที่จะผลักดันนโยบายต่างๆผ่าน ทางฝ่ายบริหารและพยายามจัดวาง “สมดุลแห่งผลประโยชน์”
 (Balance of Benefit) ระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนตัวเองกับผลประโยชน์ของประชาชนในฐานะผู้ลง คะแนนเสียงเลือกตั้ง
 ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งคุณทักษิณเคยกล่าวในทำนองว่า “การบริหารประเทศก็เหมือนกับการบริหารบริษัท”

จริงๆแล้วการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption or Structural Corruption) นั้นยังไม่มีนักวิชาการท่านใดออกมาให้คำจำกัดความ
ที่ชัดเจนมากเท่าไรนะครับ อย่างไรก็ตามในทัศนะของศาสตราจารย์ ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้นเป็นการทุจริตที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายที่ เกิดจากฝ่ายการเมืองตัดสินใจโครงการหรือดำเนินมาตรการใดๆแล้วส่งผลต่อ ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องโดยไม่อาจเอาผิด
ทางกฎหมายได้ ซึ่งท่านอาจารย์ผาสุกมองว่าการคอร์รัปชั่นประเภทนี้เกิดขึ้นจากการทับซ้อน ของผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest นั่นเองครับ

ในงานวิจัย ของอาจารย์นพนันท์และคุณต่อภัสสร์ได้พยายามหยิบชุดความคิดทางเศรษฐศาสตร์การ เมือง เศรษฐศาสตร์สถาบันและแนวคิดทางรัฐศาสตร์
มาอธิบายเรื่องคอร์รัปชั่นเชิง นโยบาย ซึ่งชุดความเหล่านี้ประกอบไปด้วยเรื่องหน่วยงานราชการสมัยใหม่ (Public Office),
 เรื่องผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest), เรื่องกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups), เรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ
 (Economic rent seeking) และเรื่องการคอร์รัปชั่นทางการเมือง (Political Corruption) 

จะ ว่าไปแล้วแนวทางการศึกษาและอธิบาย “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) นั้นสามารถอธิบายได้อย่างน้อย
สองแนวทางนะครับ 

แนว ทางแรกนั้นเป็นแนวทางที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหยิบหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค เรื่องทฤษฎีนาย-บ่าว (Principal-Agent Theory) 
มาอธิบายและยังพัฒนาไปสู่การหาระดับการคอร์รัปชั่นที่เหมาะสมในสังคมรวมไป ถึงการคำนวณต้นทุนในการควบคุมการคอร์รัปชั่น
 ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าการคอร์รัปชั่นนั้นเปรียบเสมือน “มลภาวะ” ที่ไม่มีวันจะทำให้หมดไปได้เพียงแต่จะหาระดับที่เหมาะสมและ
ควบคุมมันไว้ได้ อย่างไร

นอกจากนี้ชุดความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอีกชุดหนึ่ง ได้พยายามหาสาเหตุ (Causes) หรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นรวมไปถึง
การคำนวณถึงผลกระทบ (Consequences) จากการคอร์รัปชั่นซึ่งงานส่วนใหญ่ศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์คอร์รัปชั่นสายมหภาคที่มีความชำนาญใน
การสร้างโมเดลประมาณการผลกระทบของการคอร์รัปชั่น  ขณะเดียวกันแนวทางการศึกษาคอร์รัปชั่นแนวทางที่สองนั้นเป็นแนวทางของนักเศรษฐศาสตร์
ที่มักเรียกตัวเองว่า “กระแสรอง” ครับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics)
 และสำนักคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) โดยในเมืองไทยนั้น กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันมีฐานที่มั่นอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์
 ธรรมศาสตร์ (สำนักท่าพระจันทร์) ส่วนกลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมีฐานที่มั่นอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา (สำนักสามย่าน)

ทั้งนี้แนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสำนักสามย่าน นั้นพยายามหาหลักเกณฑ์ในการจำแนกลักษณะของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายโดย
 พิจารณาจากเรื่องความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ Conflict of Interest เป็นสำคัญ
 ขณะเดียวกันก็ยังยึดโยงกับเรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent seeking) ที่เป็นฐานคิดดั้งเดิมของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ว่า
ด้วยการคอร์รัปชั่นซึ่งนำ โดยนักเศรษฐศาสตร์หญิงอย่าง แอน โอ ครูเกอร์ (Ann O. Kruger)

นอก จากนี้เกณฑ์ในการจำแนกลักษณะการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายยังมองไปที่เรื่องของ การใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม 
(Political legitimacy) ซึ่งเกณฑ์ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจได้ชัดเจนว่า “ทำไมนักธุรกิจส่วนใหญ่จึงต้องลงมาเล่นการเมือง”

อย่างไรก็ตามการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายยังต้องพิจารณาถึงการกระจายตัวของผู้รับประโยชน์ (Rent Diversification) อีกด้วยครับ 
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายไม่ได้เป็นการ “ขโมย” เงินเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่มันได้กระจายผลประโยชน์
ไปยังกลุ่มคนต่างๆ ซึ่งลักษณะนี้เองที่ทำให้เราสามารถเข้าใจได้อีกเช่นกันว่า “ทำไมชาวบ้านส่วนใหญ่ถึงเสพติดกับนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณ”

สุด ท้ายการพิจารณาหลักเกณฑ์การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้นเราอาจจะต้องดูการ สร้างขึ้นหรือการรักษาไว้ซึ่งค่าเช่าทางเศรษฐกิจครับ
 ซึ่งตรงนี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลประชานิยมทั้งหลายพยายาม ครองอำนาจให้ได้นานที่สุด

จะว่าไปแล้วการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้น มีพัฒนาการมาจาก Conflict of Interest ครับ ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องคอร์รัปชั่นมอง
คล้ายๆกันว่าการ คอร์รัปชั่นทุกกรณีเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เองการป้องกันและควบคุมการคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุด
 คือ การแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

งานวิจัยชิ้นนี้สรุปไว้น่าสนใจว่ารูปแบบการทุจริตของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามความเหลื่อมล้ำและความก้าวหน้าของสังคมครับ 

นักเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งสองท่านจากสำนักสามย่านมองว่าหากระดับความเหลื่อม ล้ำในสังคมมีน้อยขณะที่ระดับความก้าวหน้าของสังคมก็ยังพัฒนาไป
ไม่มากเท่าไร การคอร์รัปชั่นก็ยังเป็นเพียงแค่การยักยอกเงินหลวง ติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือเอาทรัพย์สินของหลวงไปใช้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นเพียง
การคอร์รัปชั่นระดับเล็กๆหรือ Petty Corruption ครับ

และแม้ว่าสังคมยังไม่พัฒนาไปมากนักแต่ปรากฏว่าเกิด ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น รูปแบบการทุจริตก็จะเปลี่ยนไป เช่น
 เริ่มมีการจับจองสัมปทานให้กับตัวเองและพวกพ้อง มีการฮั้วประมูลงานหลวง เกิดการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือใช้อิทธิพลข่มขู่ เป็นต้น
 ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้เริ่มแพร่หลายในยุคที่สังคมไทยเต็มไปด้วยมาเฟีย หรือเจ้าพ่อท้องถิ่นครองเมือง

อย่างไรก็ตามหากสังคมก้าวเข้าสู่การ พัฒนาที่ทันสมัยแล้วแต่ยังมีระดับความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมอยู่มาก รูปแบบการคอร์รัปชั่นก็จะเริ่มเข้าสู่การ
แสวงหาประโยชน์จากการใช้ข้อมูลภาย ใน (Insider) เช่น รู้ว่าจะตัดถนนเส้นไหนก็จะรีบไปกว้านซื้อที่ไว้เก็งกำไร, มีการบิดเบือนกฎระเบียบของรัฐ
เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง เช่น แก้ไขกฎหมายบางอย่างเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ควรจะต้องจ่ายให้รัฐ, มีการยักย้ายถ่ายเทฟอกเงิน
อย่างสลับซ้อน รวมไปถึงเกิดองค์กรอาชญากรรมขึ้นมาควบคุมดูแลจัดสรรผลประโยชน์จากการ คอร์รัปชั่น เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ารูปแบบ
การทุจริตลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ นะครับโดยเฉพาะเมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่รวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองและอาศัย กติกาที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”
 เข้ามาในตลาดการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองตลอดจนสร้าง สมดุลแห่งผลประโยชน์ใหม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งทางการเมือง

และท้าย ที่สุดหากสังคมที่พัฒนาทันสมัยมากขึ้นและมีระดับความเหลื่อมล้ำของคนใน สังคมลดลงแล้ว การคอร์รัปชั่นก็จะเป็นไปในรูปแบบของ
การแข่งขันนโยบายที่หวังผลทางการเมือง เป็นหลัก ซึ่งการคอร์รัปชั่นในลักษณะนี้เราจะพบได้ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น
 เป็นต้นครับ

ในฐานะที่ผมสนใจเรื่องการ คอร์รัปชั่นแต่ไม่คิดที่จะเอาดีด้วยการคอร์รัปชั่น ผมคิดว่าแนวทางการอธิบายของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งสองจากสำนัก 
เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬานั้นน่าจะทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ “ทักษิณกินเมือง” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดีนะครับ 

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นผมว่าการที่เราจะใช้ “วิชา” เพื่อกำจัด “อวิชชา” หรือความไม่รู้ทั้งปวงได้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการไม่มีอคติกับใครคนใดคนหนึ่งนะครับ

 โดย hesse004

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: