รู้ทัน IMF พาชาติล่มจม /วิกฤติการเงินไทย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
IMF หรือ International Monetary Fund คือองค์กรที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศพันธมิตรได้ร่วมก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือกำเนิดขึ้นจากการประชุม United Nations Monetary and Financial Conference เมื่อปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) มีวัตถุประสงค์ เพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ อันจะเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการค้าโลก และเป็นพื้นฐานสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
IMF เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี และมีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ มีหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือทางการเงิน การค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ สร้างเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยน ป้องกันการแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า ให้ความสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศสมาชิก ในการปรับฐานะดุลการชำระเงินให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นและประเทศสมาชิกอื่น ๆ โดยส่วนรวม เป็นต้น
ถ้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติอยู่ก่อนแล้ว ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกของ IMF ได้ และ เมื่อเป็นสมาชิกIMF แล้วก็จะได้ “โควตา” โดยจำนวนโควตาจะขึ้นกับขนาดของเศรษฐกิจและเงินสำรองของประเทศนั้นๆ เมื่อได้จำนวน “โควตา” ก็จะรู้ว่าประเทศนั้นๆ สามารถกู้เงินจาก IMF ไปได้จำนวนเท่าใด และ “โควตา” ก็ใช้เป็นหลักในการคิด “คะแนนเสียง” เช่นกัน
เงินทุนที่ IMF ใช้จะเรียกว่า “resources” หรือ “ทรัพยากร” (เงิน) ได้มาจากการชำระเงินค่าโควตาของประเทศสมาชิกเป็นสำคัญ (ค่าสมาชิก) แต่ว่า IMF ไม่ได้ให้กู้เงินเป็น US ดอลลาร์ โดยจะใช้หน่วยเงินเป็น SDR (Special Drawing Rights) คือ สิทธิพิเศษถอนเงินเป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ (1 SDR ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

การเข้าเป็นสมาชิก IMF ของประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นสมาชิก IMF เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นสมาชิกลำดับที่ 44 โดยมีโควตาปัจจุบันเท่ากับ 1,081.9 ล้าน SDR คะแนนเสียง 11,069 คะแนน หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 0.52 ของคะแนนเสียงทั้งสิ้น นับตั้งแต่เป็นสมาชิก IMFประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ตามโครงการเงินกู้ Stand-by รวม 5 ครั้งด้วยกันในวงเงินรวมทั้งสิ้น 4,431 ล้าน SDR โดยเข้าโครงการ Stand-by
1 ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 จำนวนเงิน 45.25 ล้าน SDR
2-4 ต่อมาในช่วงที่ไทยประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2524 -2529 ประเทศไทยได้เข้าโครงการ Stand-by 3 ครั้ง รับจำนวนเงินทั้งหมด 1,486 ล้าน SDR
5 ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 ไทยได้รับความช่วยเหลือจาก IMF เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินเป็นวงเงินทั้งสิ้น 2,900 ล้าน SDR
(ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย )
________________________________________

 

ก่อนไทยจะกู้เงินไอเอ็มเอฟมีการวางแผนดังรายละเอียดดังนี้

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยภายใต้การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
กองนโยบายและวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ   สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

บทความนี้แบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่นำไปสู่การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่วนที่สองรายงานข้อมูลเบื้องหลังของการเจรจาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่วนที่สามสรุปประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ IMF Financial Package ส่วนที่สี่กล่าวถึงพัฒนาการของการจัดทำและปรับปรุงหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือ
ด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 1 2 3 และ 4 สำหรับส่วนสุดท้ายเป็นบทสรุป

1. สาเหตุของวิกฤตการณ์จนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF

1.1 การเปิดเสรีภาคการเงินโดยขาดมาตรการรองรับและขาดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายเปิดเสรีภาคการเงินของรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้องและ
เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากมีการกำกับตรวจสอบและควบคุมธุรกรรมด้านนี้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ ในแผนพัฒนาระบบการเงินของรัฐบาลในอดีตได้ระบุว่าจะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค การสนับสนุนให้มีการดำเนินธุรกรรมด้านการเงินของกิจการวิเทศธนกิจจัดว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลได้นำมาใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกรรมของวิเทศธนกิจไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แทนที่กิจการวิเทศธนกิจจะเน้นหนักการประกอบธุรกรรมประเภท out-out แต่กลับมาเน้นหนักธุรกรรมประเภท out-in

1.2 การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด

การส่งเสริมสนับสนุนการเปิดเสรีภาคการเงินประกอบกับการดำเนินธุรกรรมด้าน out-in ของกิจการวิเทศธนกิจจำนวนมาก และการที่อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศถูกกำหนดให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าต่างประเทศมาก รวมทั้งการผูกค่าเงินบาทไว้กับค่าเงินดอลลาร์ โดยอิงกับระบบตะกร้าอย่างเหนียวแน่น โดยไม่มีการปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ก่อให้เกิดการนำเข้าเงินทุนต้นทุนต่ำความเสี่ยงน้อยจำนวนมากของภาคเอกชนเข้ามาในประเทศไทย เงินทุนที่นำเข้ามานี้ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้นที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมเก็งกำไร เช่นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหนี้ต่างประเทศ โดยทำให้หนี้ระยะสั้นมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหนี้ต่างประเทศทั้งหมด

1.3 การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ไม่เด็ดขาด

ในช่วงเดียวกับการที่มีกระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจอย่างมากมายนี้ ความล้มเหลวอีกประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้แก่ ความไม่มีประสิทธิภาพและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ การปล่อยให้ปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ เรื้อรัง ไม่ได้รับการแก้ไขโดยทันท่วงทีก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่กับผู้ฝากเงินเจ้าหนี้และลูกค้าที่มีคุณภาพดีเป็นอย่างมาก รวมทั้งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการกำกับดูแลสถาบันการเงินของทางการและความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันการเงินทั้งระบบอีกด้วย ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินเริ่มที่จะเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัทเงินทุน จำนวน 16 แห่ง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และประกาศต่อสาธารณชนว่า จะไม่มีการสั่งระงับการดำเนินกิจการสำหรับสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ แต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐบาลได้ประกาศระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัทเงินทุนเพิ่มอีก 42 แห่ง ก่อนที่รัฐบาลไทยจะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพียง 9 วัน

1.4 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงมาก

นอกจากปัญหาด้านเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ใช้จ่ายเกินตัวเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงและน่าเป็นห่วง สาเหตุหลักๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงนี้ได้แก่ การขาดดุลการค้าในระดับที่สูง การขาดดุลรายได้จากการลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินตราต่างประเทศที่ต้องถูกนำไปชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ภาคเอกชนไทยได้นำเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากภาคหลังจากการ
เปิดเสรีภาคการเงิน และการที่ดุลบริการมีขนาดของการเกินดุลลดลง ทั้งนี้เนื่องจากคนไทยเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการส่งบุตรหลาน
ไปฝึกอบรม ศึกษา และการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นนักท่องเที่ยวไทยได้ใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 40-50 ไปในการจับจ่ายใช้สอยซื้อของที่ระลึกในต่างประเทศ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ถือว่าเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
Moody’s S&P และJBRI ใช้เป็นเหตุในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทย

1.5 การขาดเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการเมืองไทย

สาเหตุของการเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของไทยปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ ปัจจัยด้านการเมือง คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่อง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ประชาชนขาดความมั่นใจในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

ปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2540 เกิดกระแสข่าวว่าจะมีการลดค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุนของต่างประเทศ โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินบาท แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต นอกจากนี้ ในช่วงดังกล่าวเกิดความระส่ำระสายในระบบสถาบันการเงินอย่างหนัก มีข่าวลือว่าธนาคารบางธนาคารอยู่ในขั้นล้มละลาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจที่จะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

2. เบื้องหลังการจัดทำหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

2.1 การประชุม Tokyo Meeting

ก่อนที่รัฐบาลจะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นั้น รัฐบาลได้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อเตรียมที่จะกำหนดมาตรการในการเรียกความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยให้คืนกลับมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้จัดการประชุม Tokyo Meeting ขึ้นที่โรงแรม Imperial ณ กรุงโตเกียว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการระดมเงินทุนสมทบช่วยเหลือประเทศไทยใน IMF Financial Package โดยมีประเทศที่ได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่น 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมนอกเหนือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีก 2 สถาบัน ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเซีย และธนาคารโลก

ในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไทย (นายทนง พิทยะ) ได้เริ่ม

กล่าวสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย และชี้แจงถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการปรึกษาหารือเบื้องต้นกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศแล้ว ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบ หลังจากนั้นประเทศที่เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความจำนงในการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศไทย โดยสามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น 4 ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย เกาหลี ประเทศละ 0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยออสเตรเลีย จีน ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเซีย ได้แสดงความตั้งใจที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่จะต้องนำเรื่องนี้กลับไปขออนุมัติก่อน

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับเงื่อนไขของการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ระยะเวลาของการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งอยู่ระหว่าง
3.25-5 ปี อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และการเบิกถอนเงินให้ความช่วยเหลือจะเบิกจ่ายเป็นสัดส่วนเท่ากันสำหรับประเทศที่ให้กู้ทุกประเทศ เป็นต้น ในการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคารกลางของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้เงิน สำหรับในการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเซีย กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้เงิน

2.2.  มาตรการที่รัฐบาลต้องดำเนินการก่อนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะอนุมัติความช่วยเหลือด้านการเงิน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้แนะนำเชิงบังคับให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการ 2 ประการ ก่อนที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะอนุมัติการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (Front-Load Measures) ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้กับประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มาตรการดังกล่าว ได้แก่

(1) การปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายในประเทศ โดยจะต้องแบ่งแยกสถาบันการเงินที่อ่อนแอกับสถาบันการเงินที่ดีออกจากกัน และเข้าควบคุมสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ส่วนสถาบันการเงินที่ดีให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) รับประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในการแห่ถอนเงินของประชาชน รัฐบาลได้ประกาศระงับกิจการของสถาบันการเงิน 42 แห่ง เป็นการชั่วคราวเป็นครั้งที่สองหลังจากครั้งแรกที่ได้ประกาศปิดกิจการชั่วคราวไปแล้ว 16 แห่ง มาตรการนี้ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันการเงินเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้ให้คำมั่นกับประชาชนไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการสั่งระงับการดำเนินกิจการกับสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ตามที่ได้กล่าวข้างต้น แต่เนื่องจากเป็นเงื่อนไขที่กำหนดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการมาตรการดังกล่าว

(2) มาตรการภาษีอากร โดยการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 สิงหาคม 2540

3. สรุปความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

การประชุม Tokyo Meeting เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 เป็นการปูทางของแผนการช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศพันธมิตร หลังจากนั้นรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อแสดงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาเศษฐกิจตาม ข้อ 2 ข้างต้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายทนง พิทยะ) และผู้ว่า

การธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 1 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17.2 พันล้านเหรียญ สรอ.สำหรับเงินให้ความช่วยเหลือที่ได้จากจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น อยู่ในรูป Stand-by arrangement เป็นระยะเวลา 34 เดือน (สิงหาคม 2540 – 31 พฤษภาคม 2543) จำนวน 2.9 ล้าน SDR (Special Drawing Right) หรือเทียบเท่ากับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อรวมกับความช่วยเหลือจากประเทศ
พันธมิตรอีก 9 ประเทศ กับธนาคารพัฒนาเอเซียและธนาคารโลก ทำให้วงเงินความช่วยเหลือเป็นจำนวนเงิน 17.2 ล้านเหรียญ สรอ. ดังนี้

1. ออสเตรเลีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

2. จีน 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

3. ฮ่องกง 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

4. อินโดนีเซีย 500 ล้านเหรียญ สรอ.

5. ญี่ปุ่น 4,000 ล้านเหรียญ สรอ.

6. เกาหลี 500 ล้านเหรียญ สรอ.

7. มาเลเซีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

8. สิงคโปร์ 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

9. บูรไน 500 ล้านเหรียญ สรอ.(แสดงความจำนงหลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2540)

10. ธนาคารโลก 1,500 ล้านเหรียญ สรอ.

11.ธนาคารพัฒนาเอเซีย 1,200 ล้านเหรียญ สรอ.

การเบิกจ่ายเงินกู้จะเบิกจ่ายเป็นงวดทั้งหมด 12 งวด ซึ่งประเทศพันธมิตรจะเบิกจ่ายตามสัดส่วนการให้กู้ตามการเบิกจ่ายของ IMF หรือตามการเจรจาตกลงการเบิกจ่ายแบบทวิภาคี โดยการเบิกจ่ายจาก IMF ครั้งแรก เป็นจำนวน 1,200 ล้าน SDR ครั้งที่สอง 600 ล้าน SDR
งวดที่สาม 200 ล้าน SDR และที่เหลืออีก 9 งวด ครั้งละ 100 ล้าน SDR แต่ละงวดของการเบิกจ่ายห่างกัน 3 เดือน

เงินกู้ในข้อ 1-9 ข้างต้น รวมทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะนำมาใช้เพื่อการอื่นไม่ได้ นอกจากนำมาดำรงเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น สำหรับเงินกู้ใน ข้อ 10 และ 11 นั้น รัฐบาลสามารถนำมาใช้เพื่อการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจได้ แต่ห้ามนำมาใช้ทดแทนหรือเป็นเงินงบประมาณของรัฐบาล

ในการเบิกจ่ายเงินกู้แต่ละงวดข้างต้น จะต้องมีการประเมินการดำเนินมาตรการตามเป้าหมายที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศกำหนดไว้ให้ได้เสียก่อน
โดยในช่วง 34 เดือน ของการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินจะมีการประเมินผลการปฏิบัติการของรัฐบาลไทย ประมาณ 8 ครั้ง หลังการประเมินแต่ละครั้งจะมีการทบทวนและปรับปรุงหนังสือแสดงความจำนงฯ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงมาตรการและเป้าหมายต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์เศรษฐกิจ หนังสือแสดงความจำนงฯ ถือว่าเป็นแผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยที่ได้ตกลงไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการให้ได้ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าว

หนังสือแสดงความจำนงฯ โดยทั่ว ๆ ไปจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนที่สองจะเป็นการระบุมาตรการที่ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการด้านการคลัง มาตรการด้านการเงิน มาตรการปรับโครงสร้าง
สถาบันการเงิน มาตรการด้านต่างประเทศ มาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมาตรการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของเศรษฐกิจต่อกลุ่มบุคคลผู้ด้อย
โอกาสและยากจน ส่วนสุดท้ายจะเป็นตารางกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติและเป้าหมายแนวทางในเชิงปริมาณของการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ข้างต้น ตารางในส่วนสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นตารางที่จำกัดอิสรภาพของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศและรัฐบาลไทยร่วมกันกำหนด

3. พัฒนาการของการจัดทำหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(Letter of Intent – LOI) ฉบับที่ 1 2 3 และ 4

ในการจัดทำ LOI 1 นั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศและรัฐบาลไทยมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องดำเนินมาตรการการเงินและการคลังที่เข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อลดขนาดของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก เท่ากับร้อยละ 7.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงินอย่างจริงจัง เนื่องจากในขณะนั้น ระบบสถาบันการเงินไทยขาดเสถียรภาพ และประชาชนขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งใน LOI 1 ได้แก่ การที่รัฐบาลจะต้องรับภาระต้นทุนของการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้มีการกำหนดให้รัฐบาลต้องมีงบประมาณเกินดุลในปีงบประมาณ 2541 เป็นจำนวนประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และกำหนดให้ฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจโดยรวมต้องสมดุล การกำหนดให้รัฐบาลต้องมีงบประมาณเกินดุล ทำให้รัฐบาลต้องตัดงบประมาณประจำปี 2541 ถึง 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 182,000 ล้านบาท และได้มีการเพิ่มอัตราภาษีหลายประเภท

ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2540 ทางคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 1 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2540 ซึ่งปรากฎว่าประเทศไทยสามารถทำได้ตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทุกประการ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจไทยซบเซามากกว่าที่ได้ประมาณการไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากมีการลดลงอย่างมากในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ส่งผลให้ประมาณการรายได้ภาษีของรัฐบาลตลอดปีงบประมาณ 2541 ไม่เป็นไปตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อีกทั้งได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในอินโดนีเซียและเกาหลีใต้ รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดทำ LOI 2 ยังคงเน้นการดำเนินมาตรการการเงินการคลังที่เข้มงวดต่อไป สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดใน LOI 2 ได้แก่ การกำหนดเงื่อนเวลาและมาตรการในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่เป็นระบบมากขึ้น

ในช่วงของการปฏิบัติตามเงื่อนไขใน LOI 2 รัฐบาลไทยได้รับความยากลำบากมากในการที่จะดำเนินการตามมาตรการที่ระบุไว้ใน LOI 2 โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเกินดุลงบประมาณของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2541 นอกจากนี้ ในช่วงดังกล่าวเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา ค่าเงินบาทยังไม่มีเสถียรภาพ บริษัทเงินทุน 56 แห่ง ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นการถาวร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กประสบปัญหาการขาดทุนและปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับการทบทวนและประเมินผลการปฏิบัติการตามเงื่อนไข ครั้งที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และคณะได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18-25 มกราคม 2541 เพื่อปรึกษาหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจภายใต้เงื่อนไขของ LOI 2 ให้กับเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศทราบ ทั้งนี้ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการกำหนดมาตรการเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้โอกาสการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกานี้เพื่อพบปะกับประธานธนาคารโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ (นายโรเบิร์ต รูบิน) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการยึดมั่นกับการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งส่งผลให้การจัดทำ LOI 3 มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยมากขึ้น

ระหว่างวันที่ 2-14 กุมภาพันธ์ 2541 คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 2 ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2540 ซึ่งปรากฎว่ารัฐบาลไทยสามารถดำเนินมาตรการได้ตามเกณฑ์ปฏิบัติทุกประการ รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์-สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 สาระสำคัญของ LOI 3 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศผ่อนคลายมาตรการด้านการคลังลงระดับหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลกลางสามารถที่จะขาดดุลงบประมาณได้ร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปีงบประมาณ 2541 และอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจสามารถขาดดุลได้ร้อยละ 0.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรการด้านการเงินได้มีการยกเลิกการกำหนดช่วงของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามกลไกตลาดมากขึ้น LOI 3 ได้เน้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสังคมเป็นอย่างมาก โดยได้มีการจัดทำขอบเขตโครงการความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบทางลบต่อสังคม อีกทั้งได้มีการระบุแผนงานในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ รายได้ที่ได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิรูปโครงสร้างระบบการเงิน ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้นับว่าเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากสาธารณชน นอกจากนี้ ประเด็นที่ได้รับการวิพากวิจารณ์อย่างมากจากสาธารณชนอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การที่รัฐบาลจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบที่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชน และคาดว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 4-18 พฤษภาคม 2541 คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 3 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2541 ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถดำเนินมาตรการได้ตามเกณฑ์ปฏิบัติทุกประการ สำหรับในการจัดทำ LOI 4 นั้น ได้เน้นเกี่ยวกับการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) การปรับโครงสร้างของภาคเอกชน (Corporate Sector Restructuring) การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน การผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการการคลังและการเงิน โดยขยายขนาดของการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางจากร้อยละ 1.6 ของ GDP เป็นร้อยละ 2.4 ของ GDP นอกจากนี้ ได้ยอมผ่อนคลายให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยได้แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว

5. บทสรุป

การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปี 2540 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้ลดลงอยู่ในระดับที่อันตราย นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ค่าเงินบาท ระบบเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งรัฐบาลไทยในขณะนั้น การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่เศรษฐกิจไทยระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการต่าง ๆ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้กำหนดไว้ใน LOI มิได้เป็นสิ่งที่ประกันว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจะประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่น่าจะขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของต่างชาติให้เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย

การที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2541 นี้ โดยในปี 2541 จะมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบนั้น หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ทุกประการ อีกทั้งมีการระดมเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อเพิ่มทุน
สถาบันการเงินของไทย และเพื่อมาเสริมสภาพคล่องที่ยังอยู่ในสภาพวิกฤตในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะไม่ติดลบมากเท่ากับที่ได้ประมาณการไว้
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทปัจจุบันมีความผันผวนน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะกลับเข้าสู่เสถียรภาพได้ภายในปีนี้ อัตราดอกเบี้ยก็น่าที่จะมีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลกำลังให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับ การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องซึ่งจะโยงกับอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท รวมทั้งการลดผลกระทบทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นี้จะต้องทำพร้อม ๆ กัน และมีความสมดุล มิใช่เน้นแก้ปัญหาที่คนรวยได้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับภาคการเงิน
ภาคการคลัง ภาคการผลิต และสังคม รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบเตือนภัยที่สามารถส่งสัญญาณให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและสามารถป้องกันได้ก่อนที่
เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต คาดว่าเศรษฐกิจไทยภายหลังจากการออกจากโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะมีโฉมใหม่ที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทนทาน และยืดหยุ่นต่อแรงกดดันภายนอกประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์ และมีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าและการเงินระหว่างประเทศ

ตารางการเบิกจ่ายเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะต้องเบิกจ่ายเป็นงวด รวม 12 งวด โดยประมาณ ดังนี้

งวดที่

วันที่

จำนวนล้าน SDR

เงื่อนไข

1

สิงหาคม 2540

1,200

วันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนอนุมัติคำขอกู้

2

30 พ.ย. 2540

600

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2540 การประเมินครั้งที่ 1

3

28 ก.พ. 2541

200

ปฏิบัติการเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2540 การประเมินครั้งที่ 2

4

31 พ.ค. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2541 การประเมินครั้งที่ 3

5

31 ส.ค. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2541 การประเมินครั้งที่ 4

6

30 พ.ย. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนกันยายน 2541 การประเมินครั้งที่ 5

7

28 ก.พ. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนธันวาคม 2541 การประเมินครั้งที่ 6

8

31 พ.ค. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมีนาคม 2542

9

31 ส.ค. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมิถุนายน 2542 การประเมินครั้งที่ 7

10

30 พ.ย. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนกันยายน 2542

11

28 ก.พ. 2543

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนธันวาคม 2542 การประเมินครั้งที่ 8

12

31 พ.ค. 2543

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมีนาคม 2543
รวม

2,900

หมายเหตุ : (1) ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางด้านการเงินการคลังที่ได้ตกลงในแต่ละงวดทางกองทุนฯ อาจระงับการเบิกจ่ายสำหรับงวดต่อไป

             (2) การเบิกจ่ายเงินกู้จากมิตรประเทศที่ร่วมให้เงินกู้ในวงเงินกู้ 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเบิกเป็นสัดส่วนในอัตราเดียวกับการเบิกเงินกู้จากกองทุนฯ


04/09/98 from  http://www.mof.go.th/fpobul/FFU001.htm

 

 

 

 

ในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ประเทศไทยประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าต่อเนื่องจากรัฐบาลบรรหาร ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท และทางการไทยเลือกที่จะปกป้องค่าเงินบาท จนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศแทบหมดสิ้น…สุดท้ายรัฐบาลพลเอกชวลิตประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” เมื่อวันที่ ๒ ก.ค. ๔๐

   หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยความวุ่นวายต่างๆ การปิดกิจการของบริษัทเงินทุนต่างๆ การเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก จนในที่สุดประเทศไทยต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF (เป็นการกู้ครั้งที่ ๕ นับตั้งแต่ไทยเป็นสมาชิกเมื่อ ๓ พ.ค. ๒๔๙๒) โดย IMF ให้ความช่วยเหลือด้าน “การเงิน” และด้าน “วิชาการ”

   หนังสือแสดงเจตจำนง หรือ Letter of Intent (LOI) ฉบับที่ ๑ ทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ ส.ค. ๔๐ เป็นสมัยของรัฐบาลพลเอกชวลิต โดยมี ดร.ทนง พิทยะ เป็นรมว.คลัง ต่อมาพลเอกชวลิตประกาศลาออกเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๐

   เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่ารัฐบาลที่มารับช่วงต่อคือรัฐบาลชวน ภาระต่างๆ ที่ต้องจัดการก็ยังมีอยู่มาก รวมถึงพันธะที่ได้ทำไว้กับ IMF ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต

   ผมยืนยันไว้ตรงนี้ว่า ผมไม่ขอกล่าวโทษแก่รัฐบาลพลเอกชวลิต เพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ขณะนั้น ทางเลือกของประเทศไทยมีอยู่ไม่มากครับ

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   เป็นที่แน่นอนว่ารัฐบาลชวน หลีกภัย หรือพรรคประชาธิปัตย์เองไม่ได้เป็นที่มาของ IMF 

   ประเด็นต่อมาก็คือใน LOI ฉบับที่ ๑ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีพันธะจะต้องปฏิบัติตามแนวทางและเงื่อนไขต่างๆ…” ทั้งนี้ก็เพราะในขณะนั้นไทยต้องใช้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือด้าน “วิชาการ”

   เรื่องของ “ด้านวิชาการ” ที่ IMF จะให้ความช่วยเหลือก็เพื่อให้ไทยได้ปรับโครงสร้างต่างๆ เพื่อก้าวให้พ้นวิกฤตเศรษฐกิจ (การช่วยเหลือไทยนี้จะด้วยความจริงใจหรือต้องการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์…ผมมิอาจกล่าวในที่นี้ได้ ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาแล้วกัน) เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะด้านพลังงาน ที่ IMF อ้างข้อดีมากมายว่าจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพ หรือลดภาระภาครัฐในสถานการณ์การคลังย่ำแย่ก็ตาม

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   จุดนี้ใช่หรือไม่ครับที่เป็นที่มาของกฎหมาย ๑๑ ฉบับ หรือกฎหมายขายชาติ ที่ผมเองก็ต่อต้าน แต่จะให้ทำยังไงครับในเมื่อ ณ ขณะนั้น ไทยยังอยู่ในพันธะของ IMF จะให้มีนายกชื่อพลเอกชวลิต, ชวน, บรรหาร หรือแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องทำตามพันธะนี้

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   นอกจากนี้พันธะของ IMF (ที่ไม่ได้มาจาก ปชป. อย่างที่หลายคนเข้าใจ) ก็ยังกำหนดให้ “เข้มงวดในการปรับเงินเดือนภาครัฐ…” จุดหมายก็เพื่อไม่ให้กระทบกับฐานะการคลังมากนัก

   ฉะนั้นแล้วการบริหารงานของสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, นายชวน หลีกภัย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงแต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

   ในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แท้จริงปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าได้แก้ไขไปมากแล้ว อีกทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศก็ได้เอื้ออำนวยกับการบริหารงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ การแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ด้วยกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ลดลงอย่างมาก และเปลี่ยนแนวมาเป็นการรุกโดยอาศัยแนวทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แม้ในช่วงแรกจะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเรียกว่าฝ่ายโลกเสรีหรือฝ่ายทุนนิยม โดยมีสัมพันธภาพกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ประเทศแถบลาตินอเมริกา แถบตะวันออกกลาง รวมถึงในแถบเอเซีย ยกเว้นประเทศเวียดนาม พม่า และอีกฝ่ายหนึ่งคือ สหภาพโซเวียต ซึ่งเรียกว่าฝ่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ โดยประกอบด้วยประเทศที่มีการปกครองในระบอบสังคมนิยมเหมือนกัน เช่น ประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก คือ เยอรมันตะวันออก เชคโกสโลวาเกีย โรมาเนีย โปแลนด์ ฯลฯ ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาบางประเทศ เช่น คิวบา และเนื่องจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้แข่งขันกันสะสมอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะระเบิดนิวเคลียร์ จึงเรียกบรรยากาศในยุคนี้ว่า “สงครามเย็น”
ประเทศในกลุ่มโลกเสรีหรือทุนนิยมแตกต่างจากกลุ่มสังคมนิยม คือเอกชนสามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ทำให้เกิดการแข่งขันในการผลิตและสะสมทุน ผลทำให้การพัฒนาประเทศในกลุ่มทุนนิยมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มสังคมนิยมแล้วจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในฝ่ายทุนนิยม และมีสัมพันธภาพอันดีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในกลุ่มทุนนิยมเช่นเดียวกัน
ประเทศไทยได้วางแผนการพัฒนาประเทศโดยเน้นให้ความสำคัญในด้านอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ ซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงจำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร รวมทั้งวัตถุดิบ ซึ่งต้องใช้ทุนเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันการสะสมเงินออมในประเทศมีไม่เพียงพอต่อการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๓๘ ก็พัฒนาได้ค่อนข้างจะต่อเนื่อง แต่การกระจายรายได้อย่างไม่เสมอภาคก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งแม้กระนั้นประเทศไทยก็ยังยึดแนวทางในระบบทุนนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดมา สำหรับการพัฒนาก็โดยอาศัยทุนจากต่างประเทศ และนำเข้าเทคโนโลยีต่างๆ การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูง การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็เติบโตในอัตราสูงเช่นกัน จนทำให้ไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) และเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย
   ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๔ รัฐบาลได้พยายามเปิดเสรีทางการค้า ชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้โดยมีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ และการเปิดให้มีสัมปทานสาธารณูปโภคต่าง ๆ ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อมารัฐบาลก็ได้พยายามที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จึงได้มีมาตรการผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนทางการเงินในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีผลทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกในปริมาณที่มากขึ้น และผลักดันให้ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมีมาตรฐานสากล โดยให้ธนาคารดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS (Bank for International Settlemtents)  และในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐบาลก็ได้ออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นขออนุญาตเพื่อประกอบกิจการวิเทศธนกิจ BIBFs (Bangkok International Banking Facilities) ได้
จากตารางด้านล่างแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตลาดการเงินเป็นระบบเสรีที่เรียกว่า BIBFs ส่งผลให้การปล่อยกู้ของสถาบันการเงินไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ กลับมีเงินฝากทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๑๓ บ่งบอกถึงช่องว่างระหว่างเงินฝากกับสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีระยะกว้างมากขึ้นส่อเค้าอันตราย 
การปล่อยสินเชื่อเมื่อเทียบกับปีก่อน
 

 

พ.ศ.2536

(เริ่มBIBFs)

พ.ศ.2537 พ.ศ.2538
พ.ศ. 2535 ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อทั้งระบบ    2.18  ล้านล้านบาท

 

เพิ่มขึ้น 23% เพิ่มขึ้น 28% เพิ่มขึ้น 23%
บริษัทเงินทุน

 

  เพิ่มขึ้น 37% เพิ่มขึ้น 23%

                 จากตารางด้านล่างแสดงลักษณะการปล่อยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 บริษัทเงินทุนได้ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อส่วนบุคคลเมื่อรวมกันแล้วมีค่าสูงถึงประมาณร้อยละ ๕๐ และแม้จะล่วงเข้าปี พ.ศ. 2539 ก็ยังคงมีสัดส่วนที่สูงเช่นเดิม 

 การปล่อยกู้ช่วงปี 2536 – 2538

 

บริษัทเงินทุน ธนาคารพาณิชย์
อสังหาริมทรัพย์

 

25% 10%
การบริโภคส่วนบุคคล

 

24-29% 12-13%

 

              ตารางต่อไปนี้แสดงถึงปริมาณการกู้เงินภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสถาบันและหน่วยงานภาคเอกชนได้กู้หนี้จากต่างประเทศด้วยอีกประมาณ 25,000ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี พ.ศ. 2536 – 2538 โดยหนี้ส่วนมากเป็นหนี้ระยะสั้นอีกด้วย ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อส่วนบุคคลส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่ใช่ภาคการผลิตที่แท้จริง ในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่สมดุลกับความต้องการของตลาด ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบถึงสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ทำให้ขาดสภาพคล่องไม่สามารถชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ต่างประเทศได้เช่นกัน 

  พ.ศ.2535 พ.ศ.2536 พ.ศ.2539
การกู้เงินภาคเอกชน(ล้านเหรียญสหรัฐ) USD

 

43,621 52,107 90,536

 

จากสาเหตุดังกล่าว กองทุนการเงินข้ามชาติภาคเอกชนที่แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ได้พยายามกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยายามรักษาค่าเงินบาทด้วยวิธีต่างๆ  แต่ผลกลับปรากฏว่าทุนสำรองลดน้อยลง จนต้องประกาศให้ค่าเงินบาทที่ใช้ระบบตะกร้าเงินมาเป็นระบบลอยตัว ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจาก ๒๕ บาท เป็น ๔๑ บาทต่อเหรียญสหรัฐโดยประมาณในระยะเวลาอันรวดเร็ว  ผลกระทบที่ตามมาก็คือทำให้หนี้เงินกู้จากต่างประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสถาบันการเงินหลายแห่งขาดสภาพคล่องจนกระทั่งต้องถูกสั่งปิดเป็นการถาวร ๕๖ แห่ง  และยังส่งผลถึงธนาคารพาณิชย์อีก ๓ แห่ง ที่ถูกสั่งให้ลดทุนและอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นเสมือนการปิดกิจการเช่นกันเพียงแต่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากให้ 

 ผลกระทบยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ปัญหายังได้ส่งผลถึงสภาพคล่องของภาคธุรกิจด้วย และจากการที่ทุนสำรองลดลงอย่างมากทำให้รัฐบาลต้องขอรับการช่วยเหลือจาก IMF ในที่สุด และ IMF ก็ได้เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมากจากจุดนี้เป็นต้นไป

เหตุแห่งทาสในเรือนเบี้ย

              นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่า บทบาทของ IMF เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสร็จสิ้นลง กล่าวได้ว่าเป็นแผนการของสหรัฐอเมริกาภายใต้การขับเคลื่อนของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council for Foreign Relations : CFR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่เป็นทางการของผู้นำกลุ่มทุน และกลุ่มอำนาจต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา สำหรับการจัดตั้ง IMFก็เพื่อจัดระเบียบการเงินและรักษาระดับค่าเงินตราของประเทศต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยการทำให้เงินสกุลดอลลาร์เป็นสกุลมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกาให้เหตุผลว่า เงินปอนด์ของอังกฤษและเงินฟรังก์ของฝรั่งเศสที่เคยเป็นเงินสกุลหลัก มีปัญหาปรวนแปร อันเกิดจากการเสื่อมค่าในภาวะวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งไม่สมควรที่จะเป็นเงินสกุลหลักหรือเป็นมาตรฐานกลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไปดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงได้วางแผนให้ทุกประเทศเทียบค่าของเงินตราของตนเองไว้กับค่าของดอลลาร์ และกำหนดให้ค่าดอลลาร์เทียบค่าไว้กับทองคำในอัตรา 1 ออนซ์ เท่ากับ 35 ดอลลาร์ (1 ออนซ์ = 28.35 กรัม) ด้วยหลักการเช่นนี้ จึงทำให้ค่าเงินตราของทุกประเทศเป็นค่า “มาตรฐานทองคำ Gold exchange standard” โดยมีสหรัฐอเมริกาและIMF ผลักดันให้ทุกประเทศใช้มาตรฐานนี้ติดต่อกันมา จนสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากการเงินของสหรัฐอเมริกาประสบภาวะวิกฤตเพราะผลิตดอลลาร์ออกมาใช้ในสงครามเวียตนามจำนวนมากเกินไป   จนทำให้อัตราเทียบค่า 35 ดอลลาร์เท่ากับทองคำ 1 ออนซ์ไม่เป็นจริง อย่างไรก็ตาม แม้ภารกิจหลักในการทำให้เงินตราทุกประเทศอิงค่าไว้กับทองคำได้สิ้นสุดลง แต่บทบาทของ IMF ในการจัดระเบียบและแทรกแซงระบบการเงินของโลกก็มิได้ยุติลงไปด้วย ซึ่งไทยก็เป็นชาติหนึ่งที่ตกเข้าสู่วังวนนี้

   โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้ากระบวนการกู้ยืมเงินจาก IMF ก็เริ่มเกิดข้อผูกพันต่อชาติในทันที มีข้อตกลงเป็นสนธิสัญญาต่อกันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ในระยะเวลาที่ตีกรอบไว้ให้ โดยที่ประชาชนไม่อาจล่วงรู้รายละเอียดเหล่านี้ได้เลย ดังเช่นเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าแม้แต่นักการเมืองด้วยกันก็ยังไม่ทราบข้อตกลงหรือแม้แต่ในคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเงื่อนไขเหล่านี้คืออะไร (ตามข้อมูลข้างต้น)

 

               หากมองย้อนถึงที่มาของวิกฤตที่เกิดขึ้นในไทยซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจต้องพังพินาศในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นี้ กล่าวได้ว่าเพราะชนชั้นนำของไทยหลงใหลมายาตลาดเงินเสรีว่าจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎข้อที่ ๘ ว่าด้วยการเปิดเสรีทางการเงินของ IMF นอกจากนี้ แม้ว่า IMF จะชอบเตือนและสั่งสอนรัฐบาลไทยอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมเตือนไปก็คือ หากเปิดเสรีทางการเงินโดยที่ยังไม่พร้อม ประเทศไทยจะเผชิญหายนะที่รุนแรงดังเช่นที่หลายๆ ประเทศเคยประสบมาแล้วเมื่อเกิดวิกฤตฟองสบู่ ชนชั้นนำของไทยก็หลงคิดไปว่า หากยอมทำตามเงื่อนไขของ IMF แล้ว สงครามการเงินจะสิ้นสุดลง แต่ผลกลับตรงกันข้าม ค่าเงินไทยก็ยังคงตกต่ำลง โดยที่ IMF ไม่ได้ช่วยไทยเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่จะเจรจากับบรรดานักปั่นหุ้น นักปั่นเงินระดับโลก และกองทุนเก็งกำไรทั้งหลายให้หยุดทำลายค่าเงินไทย IMF กลับปล่อยให้ค่าเงินไทยถูกทำลายอยู่ต่อไปจนทุนสำรองแทบพังพินาศสิ้น  จากนั้นยังแนะนำทางรอดให้ไทยด้วยการให้ไทยกู้หนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้โดยที่ไม่มีใครตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์นี้เลยว่าเป็นการแก้ปัญหา หรือสร้างภาระหนี้ที่หนักหน่วงเพิ่มยิ่งขึ้น  

ตัวอย่างแสดงเงื่อนไขที่ไทยต้องปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตจำนงกับ IMF

 หนังสือแสดงเจตจำนงLetter of Intent

 

 สาระสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการด้านกฎหมาย
ฉบับที่ 1(14 สิงหาคม2540) 1. …2. …3. …
ฉบับที่ 2(24พฤศจิกายน 2540) 1. …2. ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายที่จำเป็น ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นบริษัทจำกัดภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ …       สำหรับกฎหมายทางด้านการเงิน ก็ได้มีการทบทวนและแก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งจะได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา เพื่อให้การออกกฎหมายสำหรับการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยทันสมัยขึ้น …

 

ฉบับที่ 3(28 กุมภาพันธ์2541)

 

1. …2. …3. …
 …

 

 …

              นอกจากนี้หากค้นหาความจริงของประเทศต่างๆ ซึ่งด้อยพัฒนากว่าประเทศไทย และต้องขึ้นต่อแนวนโยบายและเงื่อนไขของ IMF ปรากฏว่า ไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวที่สามารถพัฒนาขึ้นกลายเป็นประเทศที่รุ่งเรืองได้ อย่างเช่น ประเทศเม็กซิโก ที่ IMF อ้างว่าพ้นวิกฤต และข่าวสารตะวันตกสร้างภาพว่าพ้นวิกฤตแล้ว เพราะสามารถจ่ายเงินกู้อเมริกาได้ แต่ที่แท้ก็คือการสร้างภาพมายา เพราะเงินที่ใช้คืนก็คือเงินที่ไปกู้มาใหม่กรณีโปแลนด์ หลังจากที่นายทุนต่างชาติเข้ายึดครอง กิจการขนาดใหญ่ก็สามารถทำกำไรได้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกช่วงหนึ่ง ข่าวสารตะวันตกก็ออกข่าวสร้างภาพความรุ่งเรืองครั้งใหม่ แต่ทุนไร้พรมแดนที่ไปลงทุนส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุนที่ลงทุนทำการผลิตจริง แต่เป็นทุนเก็งกำไร ผลที่ตามมาคือฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ โปแลนด์ได้เผชิญวิกฤตครั้งใหม่ที่หนักกว่าเดิม นอกจากนี้นโยบายของIMF ยังก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในหลายประเทศเช่น เวเนซูเอล่า โมร็อคโค อินเดีย โบลิเวีย จนกระทั่งนักวิชาการประเทศโลกที่สาม เรียกสงครามนี้ว่าการลุกขึ้นสู้ IMF (IMF Riots) ซึ่งเกิดจากแนวทางของ IMF ได้ผลักหายนะทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนที่ยากจน เช่น ความล่มสลายทางเศรษฐกิจของอาเจนตินา  ทำให้ประชาชนนับแสนรวมตัวประท้วงรัฐบาลเมื่อปี พ.ศ. 2545

 

 

 หากพิจารณารูปแบบของสงครามหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เปลี่ยนจากสงครามที่ใช้กำลังกองทัพเข้าทำลายกัน สู่สงครามเย็นหรือสงครามด้านข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะทั้งอเมริกาและรัสเซียต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง ทำให้อเมริกามีการวางแนวยุทธศาสตร์ใหม่ มีเป้าหมายใหญ่คือการดำรงฐานะการนำสูงสุดของอเมริกาในเวทีทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ ยุคหลังสงครามเย็นจึงกลายเป็นสงครามแบบใหม่ เป้าหมายไม่ใช่ยึดอาณาเขตเป็นสำคัญ แต่คือการยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของสภาวะสงคราม คือการปล้นชิงความมั่งคั่ง ผู้ชนะคือผู้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยจากการครอบครองเหนือตลาดเหนือการผลิต และเหนือวัฒนธรรมการบริโภคการดำเนินชีวิตสำหรับผู้แพ้สงครามก็คือผู้ตกเป็นทาส ทาสที่เกือบจะไม่มีทางปลดปล่อยตัวเองได้ ทาสที่มีชีวิตอยู่กับหายนะที่รุนแรงและหนักหน่วงและเป็นหายนะที่ยาวนาน เพราะประเทศที่แพ้สงครามต้องตกเป็นทาสเงินกู้ ประชาชนมีชีวิตอยู่เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ หนี้ที่มีแต่ขยายตัวและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น และเมื่อประเทศใดทำสนธิสัญญากับ IMF ก็เหมือนกับว่าได้ก้าวเข้าสู่ภาวะแห่งความเป็นทาสเรียบร้อยแล้ว โดยประเทศผู้กู้ จะถูก IMF เข้าไปจัดการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ประเทศผู้กู้ทำตาม และเนื่องจาก IMF เกิดจากการลงขันถือหุ้นของประเทศมหาอำนาจ และมีสมาชิกขยายไปทั่วโลก โดยใช้หลักการหุ้นใหญ่ออกเสียงได้มาก หุ้นน้อยออกเสียงได้น้อย ทำให้มติของ IMF จึงถูกครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และมักมีบทบาทในการจัดระเบียบและเข้าแทรกแซงระบบการเงินของโลกและประเทศสมาชิก

ด้วยการเข้าครอบงำเช่นนี้ทำให้กฎเกณฑ์ข้อแนะนำหลายๆ ครั้งของ IMF มักไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและข้อจำกัดของประเทศผู้กู้ กลายเป็นการซ้ำเติมประเทศผู้กู้ให้ได้รับความเสียหายถึงขั้นวิกฤตร้ายแรง ทั้งรัฐบาลและเอกชนของประเทศนั้นๆ ต้องประสบปัญหาล้มละลาย ต้องขายทรัพย์สินให้ต่างชาติ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้สินให้แก่ IMF และหนี้อื่นๆ โดยแปรรูปรัฐวิสาหกิจสำหรับภาครัฐ ส่วนภาคเอกชนนอกจากการบีบให้ขายหุ้นแล้วยังอาจบังคับให้ขายทรัพย์สินโดยตรง เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามากวาดซื้อทรัพย์สินเลหลังถูกๆ ไปเป็นของต่างชาติ หรือให้เปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนข้ามชาติสามารถเปิดดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนก็ย่ำแย่ลงเมื่อเปรียบเทียบกับยุคที่ยังไม่ได้รับเงื่อนไขของ IMF มาปฏิบัติ ภาวะแห่งความเป็นทาสทางเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งใน เม็กซิโก อาเจนตินา ซิลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ฯลฯ ซึ่งต้องเสียเอกราชทางเศรษฐกิจหลายๆ ส่วนไปให้ต่างชาติในที่สุดเมื่อพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ของประเทศต่างๆ นำมาเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์ของประเทศไทยจะเห็นได้ว่า แม้ต้นเหตุและปัญหาจะต่างกันไป แต่เมื่อได้เข้าสู่กระบวนการพึ่งพา IMF โดยกู้ยืมและทำสนธิสัญญาผูกพันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ IMF แล้ว ผลปรากฏว่า ปัญหาซึ่งเดิมก็หนักอยู่แล้วกลับยิ่งถูกกระหน่ำซ้ำเติมให้ดิ่งลงเหวยิ่งขึ้น กรณีของประเทศไทยก็เช่นกัน หลังการกู้ IMFทางการไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น§ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การตัดรายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆ รวมถึงการศึกษา วิจัย และรายจ่ายที่ไม่เกิดผลผลิต§ ให้ไทยเปิดตลาดเป็นระบบการค้าเสรีอย่างเต็มที่ กดดันให้ลดภาษี ลดข้อจำกัดในด้านการลงทุนทั้งส่วนที่เกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้น อีกทั้งสินค้าที่มีการผูกขาดก็ให้มีการแข่งขันอย่างเสรี§กำหนดให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติมีโอกาสในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเข้าบริหารกิจการรัฐวิสาหกิจได้อย่างเต็มที่ และให้ขึ้นค่าสาธารณูปโภคให้สูงกว่าต้นทุน เพื่อทำกำไรหลังจากที่ทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นแล้ว เรียกว่าทำสินค้าให้มีราคาดี แต่เอากิจการไปขายถูกให้ต่างชาติ§ ให้ไทยปฏิรูปกฎหมายเพื่อรองรับในการเข้ามาลงทุน เช่น การถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ การลดระยะเวลายึดทรัพย์ในส่วนของกฎหมายล้มละลาย ฯลฯ§ ให้ไทยยุบทุนสำรองเงินตราหรือคลังหลวงซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายของค่าเงินบาทไทยไปรวมกับทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศ เรียก “การรวมบัญชี” โดยอ้างว่าเพื่อความคล่องตัวในการบริหารทุนสำรอง แต่ถ้าหากไทยถูกโจมตีค่าเงินอีกครั้งจะล้มละลายในทันที และกิจการต่างๆ ในประเทศจะถูกทุนต่างชาติเข้าครอบครองจนหมดสิ้น เป็นการสูญเสียเอกราชอย่างแท้จริงจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขหลายประการส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเป็นวงกว้างโดย IMF ไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนาหรือขนบประเพณีแต่อย่างใดเลย  IMF เห็นความสำคัญเฉพาะเรื่องเงิน ทุน การลงทุน รายได้ กำไร ฯลฯ เป็นสำคัญ และโดยมากเป็นการสร้างความได้เปรียบและเอื้อประโยชน์เฉพาะทุนต่างชาติ ขณะที่ชาติเหล่านั้นค่อยๆ อัปปางและจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ


              ดังนั้นนักวิชาการชั้นนำหลายท่านจึงตั้งข้อสังเกตถึงวิกฤตการณ์ในไทยครั้งนี้ว่า  IMF มีส่วนสำคัญยิ่งในการล่อหลอกประเทศไทยให้หลงกลมายา หลงแสงสี และยอมตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามคำแนะนำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กฎเกณฑ์เหล่านั้นเหมือนเกลียวเชือกที่ ผูกเงื่อนมัดตนเองไปทีละเงื่อนๆ เมื่อแน่นหนามากเข้าจนไม่อาจไหวติงได้แล้ว ก็ต้องหันไปพึ่ง IMF ซึ่งคิดว่าช่วยแก้ปมเหล่านั้นได้ หารู้ไม่ว่าเงื่อนที่มัดแน่นหนาเหล่านั้นก็มาจากกฎระเบียบที่ IMF ได้วางกลหลอกล่อเอาไว้ และเมื่อไทยต้องกู้และพึ่งกระบวนการของ IMF อย่างเต็มที่แล้ว ไทยก็กลับต้องเผชิญกับปัญหานานาประการ และมีข้อเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น ในขณะที่คำแนะนำของ IMF กลับเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ทุนต่างชาติมากยิ่งกว่า

 

๑๙ วิกฤตเศรษฐกิจ ทุนสำรอง ๒ โอ่งย่อยยับ

“…เวลานี้คนกำลังวิ่งตามไอ้หลังลาย (อเมริกา)มันกำลังจะตายรู้ไหมล่ะ ไอ้หลังลายก็ธนบัตรนั่นแหละจะเป็นอะไร ท่านมีมาไว้สำหรับความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันธรรมดา ท่านไม่ได้มีมาไว้ให้คนเป็นบ้าวิ่งตามไอ้หลังลายนะ ไอ้หลังลายก็ประสากระดาษจะมีอะไร มาสมมุติขึ้นใช้ธรรมดา แต่นี้มันไม่ได้เพียงเท่านี้มันดีดมันดิ้นเลยไอ้หลังลายไป ไอ้หลังลายเป็นเจ้าอำนาจใหญ่โตละทุกวันนี้ บีบบี้สีไฟโลกให้ดีดให้ดิ้นไปทั่วหน้ากันหมดเศรษฐีก็ไม่พอ ไอ้หลังลายคว้าเรื่อยๆ เวลาตายแล้วไม่เห็นไอ้หลังลายไปเผา ก็มีแต่ฟืนแต่ไฟ มีแต่ถ่านมีแต่ไฟฟ้าเผากันเท่านั้น ไอ้หลังลายมันเฉยไม่เห็นมีอะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ดิ้นกับมันจนจะเป็นจะตาย ได้มาเท่าไรไม่พอได้ไอ้หลังลายนี่ ไม่มีใครพอ ดีดตลอดเวลา นี่ละถึงได้ว่าพวกบ้ากับไอ้หลังลาย เอามาใช้เฉยๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าเอามาใช้เป็นความสะดวกต่อกันเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเอามาใช้จนกระทั่งไอ้หลังลายเผาหัวคนแทนไฟ…”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน “ความโลภจะทำลายชาติ” ๒๑ พ.ย. ๒๕๔๘ “…มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นเหยียบหัวคน ๆ อะไรก็ไม่รู้ ดินน้ำลมไฟต้นไม้ภูเขาแร่ธาตุต่าง ๆ ก็มีอยู่เต็มแผ่นดินแต่ไหนแต่ไรมา เอามาสมมุติเป็นเงินเท่านั้นก็เป็นบ้ากัน กระดาษเห็นไหมล่ะเอามาพิมพ์เป็นไอ้หลังลายมันเหยียบหัวคนแหลกหมด เวลานี้ไอ้หลังลายมีอำนาจมากนะ คนเอามาใช้ให้ได้ประโยชน์มันไม่ได้เป็นประโยชน์ มันเป็นโทษแก่คนเพราะคนไม่รู้จักประมาณ ถ้ารู้จักประมาณสิ่งเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ทั้งนั้น เพราะท่านทำไว้เพื่อเป็นประโยชน์ไม่ใช่ทำเพื่อความฉิบหายอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ โถ เห่อเป็นบ้ากันเลยนะ กระดาษ ถ้าว่าเงินเหรียญก็แร่ธาตุต่าง ๆ เหมือนหินนั่นผิดแปลกอะไรกัน มันหากเป็นบ้ากันเฉย ๆ มนุษย์เรา อยู่ที่ไหนเหมือนกงจักรนะหมุนติ้ว ๆ อยู่ภายในใจ กิริยาอาการร่างกายภายนอกนี้เก็บไว้ประดับหน้าร้าน ดูว่าสงบเสงี่ยม ภายในเป็นไฟ ๆ อยู่ ดูภายในนั่นซิ นี่คิดภายในนะที่เอามาพูดนี่ไม่ได้คิดภายนอกนะ…”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน “ความพอดี” ๗ ก.ค. ๒๕๓๘

วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็ว“แบบก้าวกระโดด” ขณะที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังไม่เข้มแข็ง จุดตั้งต้นของวิกฤตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเริ่มตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อได้มีการตัดสินใจจะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค และมีความชัดเจนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อได้เริ่มดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน ในขณะที่ยังคงรักษาช่วง (band) อัตราการแลกเปลี่ยนที่แคบมากไว้ (ประมาณ ๒๕ บาท เท่ากับ ๑ เหรียญสหรัฐ) แทนที่จะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากกว่านี้  ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายทางการเงินครั้งสำคัญ และกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. ๒๕๔๐

p19.01.jpg

*วิเทศธนกิจ (BIBF: Bangkok International Banking Facility)  หมายถึง กิจการการกู้ยืมเงินโดยมีแหล่งเงินจากต่างประเทศ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทยครั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากการก่อหนี้ของภาคเอกชน ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินของรัฐดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของระบบการเงินการคลัง การเปิดเสรีทางการเงินมีส่วนทำให้การก่อหนี้บานปลายโดยเฉพาะหนี้สินต่างประเทศ บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยขยายการลงทุนจนเกินความต้องการ ขณะที่ความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน ความตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และนโยบายอัตราค่าเงินบาทคงที่ ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ กระทั่งขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ความผิดพลาดในเชิงนโยบายทางการเงินและการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนปรน เป็นเหตุจูงใจให้บรรดากองทุนเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่หรือกองทุนเก็งกำไรที่เรียกว่า เฮจฟันด์ (Hedge Fund) เห็นโอกาสเข้าโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่งเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นประชาชนผู้ออมก็เกิดความไม่มั่นใจในด้านคุณภาพของสินทรัพย์และความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินและของธนาคารพาณิชย์บางแห่งอีกด้วย และเมื่อมีข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางว่าสถาบันการเงินบางแห่งประสบปัญหาจนถึงขั้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปอีกได้ ยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และพากันระดมถอนเงินที่ฝากไว้

ในขณะนั้นสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ก็มีปัญหาขาดสภาพคล่องในการไถ่ถอนเงินฝากของประชาชน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ)ให้การสนับสนุนสภาพคล่องด้วยการให้กู้ยืมตามความต้องการทุกกรณี แต่ได้กำหนดให้ผู้กู้ยืม(คือสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์) นำเอาสินทรัพย์ ๒ เท่ามาเป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวแต่เนื่องจากมีการวิเคราะห์และมีข่าวลือต่างๆ สะพัดออกมามากมาย กลายเป็นการเร่งให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นและพากันระดมถอนเงินฝากมากขึ้นไปอีก ตกเป็นภาระของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งทวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะต่อมา

p19.02.jpg

 

 

 

จากจุดนี้ทำให้รัฐบาลโดยข้อเสนอสุดท้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว โดยสั่งปิดรอบแรกจำนวน ๑๖ แห่งในวันที่ ๒๗มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และรอบที่ ๒ อีก ๔๒ แห่งในวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ รวม ๕๘ แห่ง และรัฐบาลยังได้ประกาศนโยบายค้ำประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินอีกด้วย ทั้งนี้ได้ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยว่าผู้ฝากบางประเภทยังคงสามารถถอนเงินฝากได้ และสำหรับผู้ฝากเงินอีกบางประเภทได้ให้ย้ายเงินฝากไปยังสถาบันการเงินของรัฐ คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะกำหนดให้เปิดรับการชำระหนี้คืนได้ แต่เนื่องจากสถาบันการเงินทั้ง ๕๘ แห่งไม่สามารถให้บริการด้านธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ซึ่งถือเป็นปกติวิสัยของลูกค้าสินเชื่อโดยทั่วไป จึงทำให้ฐานะและการดำเนินงานของลูกค้าด้านสินเชื่อได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันทีคุณภาพของสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเหล่านี้จึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพสินทรัพย์ของระบบการเงินของประเทศที่เหลือจึงเสื่อมคุณภาพไปด้วย เท่ากับเป็นการซ้ำเติมการถดถอยของระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงภาวะวิกฤตให้หนักยิ่งขึ้น และเนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นนิติบุคคลในธนาคารแห่งประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงกลาย “เป็นหนี้สาธารณะ” และเป็นภาระของชาติ

เงินบาทไม่เป็นเศษกระดาษ..เพราะโอ่งคลังหลวง
              ในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ จากการโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องของกองทุนเก็งกำไรตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่งเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ลอยตัวค่าเงินหรือทำให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นขึ้นทำให้ต้องสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐  ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขปัญหาการโจมตีค่าเงินบาทโดยการทุ่มเททุนสำรองระหว่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลเข้ามาพยุงหรือปกป้องค่าเงินบาทอย่างขาดความรอบคอบ ส่งผลให้สูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจากเดิมที่เคยมีถึงประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เหลือ ๒๖,๖๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐) และลดลงเหลือ ๒,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐) ประเทศไทยจึงต้องประสบกับภาวะล้มละลายทางการเงินจนต้องยอม “ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ จนกระทั่งในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ นับจากต้นปีได้เพียง ๗ เดือนเศษ ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิก็ได้ลดลงเหลือเพียง ๑๕๘ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
p19.03.jpg

ตารางที่ 1
องค์ประกอบของทุนสำรองทางการของไทย
ณ วันที่ 13กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540

ประเภทบัญชี/ทุนสำรอง   

 

ปริมาณเงิน 
(พันล้านเหรียญสหรัฐ)  

 

ร้อยละของ
ทุนสำรองทางการ

 

ร้อยละของ
ทุนสำรองทางการสุทธิ

 

1. บัญชีทุนสำรองเงินตรา[1]

 

21.32

 

55.1

 

80.15

 

2. บัญชีทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน

 

0.69

 

1.8

 

2.59

 

3. บัญชีทุนสำรองทั่วไป

16.64

4. หัก:ภาระผูกพันล่วงหน้า      12.05

 4.59  43.0  17.26
5. เงินทุนสำรองทางการ

(1) + (2) + (3)

38.65 100.0 100.0
6. เงินทุนสำรองทางการสุทธิ (5) – (4) 26.60

 

   


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สภาพการเงินของประเทศในตอนนั้นจึงถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสารพัดอย่าง เช่น ปัญหาความไม่เพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศปัญหาความไม่มั่นใจของประชาชนผู้ออมในระบบการเงินไทยซึ่งต่อมาได้ขยายตัวเป็นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นการทั่วไป และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย ความมั่นคงของระบบการเงิน สภาพการประกอบการของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง การขาดรายได้ของประชาชนทุกระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของประชาชนที่มีรายได้น้อย อันส่งผลให้เกิดผลกระทบด้านสังคม และสภาพของเศรษฐกิจสังคมไทย มิหนำซ้ำยังต้องประสบกับภาวะการขาดความไม่มั่นใจทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ กล่าวได้ว่าเป็นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

 (ล้านเหรียญ)  

สิ้นปี

2539

 

 กุมภาพันธ์ 2540

 

มิถุนายน

2540

 

 

สิงหาคม

2540

 

 ทุนสำรองทางการสุทธิ

 

 39,000

 

 26,600

 

 2,800

 

 158

 

(ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ข้อเท็จจริงในด้านนโยบายเกี่ยวกับ ปรส..”: ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์”))

[1] ภาระผูกพันล่วงหน้า (คือการทำธุรกรรม swap 12.05 พันล้านเหรียญฯ) ไม่ส่งผลกระทบทุนสำรองเงินตรา(โอ่งคลังหลวง) เนื่องจากพ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ห้ามนำทุนสำรองเงินตราไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากเป็นทุนหนุนหลังการออกธนบัตร โอ่งคลังหลวงจึงยังมั่นคงปลอดภัยและมีบทบาทสูงสุดในขณะนั้นในการพยุงค่าเงินบาทไว้มิให้พังพินาศไปยิ่งกว่านี้

p19.8.jpg

 

กู้ IMFเพิ่มทุนสำรอง         
เมื่อทุนสำรองทางการลดน้อยลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในความสามารถชำระเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขหรือหามาตรการใดมารองรับผลเสียหายอาจถึงขั้นต่างประเทศไม่ยอมรับเลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit) ซึ่งใช้สั่งสินค้าและวัตถุดิบเพื่อการผลิต เศรษฐกิจไทยก็จะต้องประสบกับภาวะชะงักงัน เพราะไม่มีวัตถุดิบเพื่อการผลิตสำหรับส่งออก และผลิตเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับประชาชนภายในประเทศ รัฐบาลจึงต้องยอมลดค่าเงินเพื่อดึงความเชื่อถือของต่างประเทศให้กลับมาในระดับหนึ่งด้วยการประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) โดยกู้ในวงเงิน ๑๔,๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำเงินที่กู้ไปทดแทนทุนสำรองซึ่งร่อยหรอลงจากภาวะวิกฤต โดยรัฐบาลมิได้นำเงินกู้นี้ไปใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ขอความช่วยเหลือจาก IMF เมื่อวันที่ ๑๔สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๐ ทำให้รัฐบาลต้องผูกพันเงื่อนไขกับ IMF ไว้หลายประการ โดยถือเป็นการผูกพันต่อภาครัฐด้วย ทำให้รัฐบาลต้องมีวาระการพิจารณาร่างหนังสือแสดงเจตจำนงก่อนลงนามผูกพันโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรียังมีมติแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของ IMF ดังนี้ 

              “ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามเงื่อนไขเวลาและเป้าหมายที่ได้ตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศต่อไป
เงื่อนไขหนึ่งที่ถูกกำหนดในหนังสือแสดงเจตจำนงกับ IMF ก็คือจะดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มงวดโดยได้กำหนดว่าจะต้องมีงบประมาณเกินดุล และหากรายได้ของรัฐมีไม่พอจะต้องขึ้นภาษี (ต่อมาได้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ ๗ เป็นร้อยละ ๑๐) ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินตึงตัวคือให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศคงไว้ในระดับสูงเพื่อหยุดยั้งการไหลออกของเงินตราต่างประเทศนอกจากนี้ต้องจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาทำหน้าที่แก้ปัญหา ๕๘ สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ โดยแยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดีออกจากสินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพ และมีมาตรการให้รัฐคุ้มครองผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน

p19.05.jpg

p19.06.jpg

บางส่วนไปด้วย รวมทั้งได้กำหนดให้รัฐเป็นผู้รับความเสียหายทั้งหมดในอนาคตต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๔๐ จัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”(ปรส.) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการทั้ง ๕๘ แห่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการปรส.มีมติว่า สามารถฟื้นฟูให้ดำเนินกิจการต่อไปได้เพียง ๒ แห่ง ที่เหลืออีก ๕๖ แห่งไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้ และนำเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีต่อไป
สำหรับผลกระทบจากการปิดกิจการสถาบันการเงิน ๕๘ แห่งนานถึง ๗-๙ เดือน ทำให้ลูกหนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก กลายเป็นลูกหนี้เสียเกือบทั้งหมด จากนั้น ปรส. ได้ดำเนินการต่อ โดยนำสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ไม่ผ่านเกณฑ์ให้ตกไปเป็นสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ และเข้าสู่กระบวนการ ปรส. โดยจัดจำหน่ายด้วยวิธีการประมูลขายสินทรัพย์ทั้งหมดออกไป เพื่อให้สินทรัพย์เหล่านั้นถูกถ่ายโอนไปสู่มือของเอกชน หวังช่วยให้การแก้ปัญหาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำได้โดยเร็ว ช่วยให้กิจการของลูกหนี้ฟื้นตัวได้เร็ว และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วยในแง่ของการจ้างงาน สร้างรายได้และรักษารายได้ของประชาชนที่เกี่ยวข้อง
          จากปัญหาในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัญหาในด้านภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง ปัญหาในด้านสภาพคล่องและการประกอบธุรกรรมทางด้านการเงิน ปัญหาวงจรธุรกิจที่ได้เคยมีกับลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการได้ขาดสะบั้นลง ปัญหาค่าเงินบาทที่ได้ลดลงทำให้ภาระหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น และปัญหาความไม่สามารถอำนวยสภาพคล่องของระบบสถาบันการเงินเป็นการทั่วไป ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ย่อมจะกระทบต่อฐานะและการดำเนินงานของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งในด้านการเงิน การผลิต การตลาด และการจ้างงาน รวมทั้งความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งในท้ายที่สุดจะมีผลในด้านคุณภาพของลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ทำให้ความมั่นคงของระบบการเงินไทยทรุดลงอีก เพราะปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือหนี้เสียจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สถาบันการเงินไทยซึ่งเพิ่งผ่านวิกฤตปัญหาความไม่มั่นใจของประชาชนผู้ออม เกิดปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในด้านหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ในด้านภาคประชาชน สำหรับประชาชนผู้ออมซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมากนัก ก็ได้มีพฤติกรรมในการลดการจับจ่ายใช้สอยลง สำหรับภาคประชาชนที่อยู่ในตลาดแรงงานซึ่งรวมถึงทั้งระดับบริหารและลูกจ้าง ทั้งในภาคเอกชนและลูกจ้างราชการ ก็มีความพะวงต่อสถานภาพในการจ้างงาน นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีฐานะยากจนและเป็นลูกจ้างรายวันก็มีปัญหาจากการถูกให้ออกจากงานและการลดลงของรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่ชัดเจนว่าการอุปโภคบริโภคในระบบเศรษฐกิจมหภาคก็จะลดลงไปด้วยอย่างมาก จะคงเหลือเพียงแต่ในด้านภาคการเกษตรที่ยังพอได้รับประโยชน์บ้างจากการขายผลิตผลทางการเกษตรที่มีมูลค่าเป็นเงินบาทมากขึ้น จึงทำให้ภาคเกษตรสามารถรองรับสภาพการณ์พ้นจากงานโดยทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง
ประวัติความเป็นมาของกองทุน
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528  โดยมีเจตนารมณ์เพื่อดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือในทางการเงินเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ  โดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงเกิดขื้นในระบบสถาบันการเงิน  ภายใต้กรอบนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาล  รวมถึงการให้ประกันความเสียหาย และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามสมควรแก่กรณีสำหรับผู้ฝากเงินของสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างร้ายแรง การบริหารจัดการทรัพย์สิน หนี้สินและพันธบัตรกองทุน การกำกับดูแลการจัดการด้านนโยบายบริหารสินทรัพย์ และสถาบันการเงินที่กองทุนเป็นผู้ถือหุ้น ตลอดจนดำเนินการเพื่อเรียกเก็บหนี้ บังคับชำระหนี้และหลักประกันในส่วนที่บุคคลภายนอกเป็นหนี้กองทุน ศึกษาและเตรียมการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
สถานะของกองทุน
กองทุนมีฐานะทั้งเป็นส่วนหนึ่งและเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากธนาคารแห่งประเทศไทย  ในส่วนของการบริหารงานกองทุนเป็นฝ่ายหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสายจัดการกองทุนและหนี้ทำหน้าที่ในการบริหารภายใต้กรอบของคณะกรรมการจัดการกองทุน มีการจัดทำบัญชีและงบประมาณเป็นของกองทุนเอง และมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจบัญชี  โดยได้รายงานผลการสอบบัญชีนั้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบ

p19.12.jpg

การที่ค่าเงินบาทได้ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ ๒๕-๒๖ บาทต่อ ๑ เหรียญสหรัฐ มาอยู่ในระดับ ๔๐ กว่าบาทต่อ๑ เหรียญสหรัฐ ก็ได้ก่อเกิดปัญหาต่อภาคการลงทุนที่ได้มีการกู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศเนื่องจากทำให้มีภาระหนี้สินมากขึ้น ส่วนปัญหาภาคการส่งออกในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบและการบริการ รวมทั้งการต่อรองของผู้ซื้อในต่างประเทศก็มีความเข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้ราคาส่งออกก็ย่อมที่จะได้รับผลกระทบ มีเพียงภาคธุรกิจการท่องเที่ยวขาเข้าที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม สำหรับภาคประชาชนโดยทั่วไป ภาวะการครองชีพก็จะถูกกระทบจากการที่ราคาสินค้าที่มีส่วนประกอบจากต่างประเทศสูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาเวชภัณฑ์สูงขึ้น แม้กระทั่งภาคเกษตรเองก็จะมีปัญหาในด้านต้นทุนสูงขึ้น เพราะราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงขึ้นเช่นกัน
จากสภาพที่ได้เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ ทำให้เศรษฐกิจมหภาคของประเทศได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต้องติดลบอย่างรุนแรง ความมั่นใจทั้งในและนอกประเทศอยู่ในสภาพที่เปราะบาง ประชาชนต่างก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ยากจน และเนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ มีภาระมากในการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินของประเทศ ขณะที่กองทุนฟื้นฟูฯ เองก็ไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง จึงต้องอาศัยการกู้ยืมเงินระยะสั้นในตลาดเงินเพื่อรองรับภาระของตนเกือบทั้งหมด หนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงกลายเป็นหนี้สาธารณะซึ่งเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นก็จะต้องตกเป็นภาระของรัฐบาลต่อไป
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มิได้เป็นปรากฏการณ์แต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยังได้ลุกลามไปอีกหลายประเทศในทวีปนี้ ทำให้เกิดเป็นวิกฤตภูมิภาคเอเชีย และได้ส่งผลต่อกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ประกอบการทั้งจากภายในและภายนอกประเทศเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ผลของวิกฤตยังกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก  โดยความรุนแรงที่สุดจะอยู่ในประเทศแถบเอเชีย ผลของเหตุการณ์ส่งผลร้ายต่อการล้มละลายของภาคการเงินและตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ต่างก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สำหรับประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทยก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF หลังจากที่ประเทศไทยได้เข้ารับความช่วยเหลือจาก IMF ไปได้ระยะหนึ่งก็ได้ถูกวิจารณ์อย่างแพร่หลายว่า ประเทศไทยประสบกับความตกต่ำอย่างรุนแรงเกินความจำเป็น  เพราะนโยบายของ IMF ดังกล่าวนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้แล้วกลับเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น และเกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นได้ถูกบ่มเพาะมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายปีแล้ว การชี้นำให้หลงเดินทางผิดของ IMF จึงไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการที่คนไทยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย หลงในอำนาจเงิน อำนาจทุน ฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่าย เปรียบได้กับแมลงเม่าที่หลงแสงไฟย่อมยินดีที่จะบินเข้าหาภัย ซึ่งในข้อนี้ก็เป็นต้นเหตุวิกฤตการณ์ของชาติด้วยเช่นกัน

ลำดับเหตุการณ์ล่มสลายสถาบันการเงิน

p19.14.jpg

แหล่งที่มาของข้อมูล

http://www.klangluang.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=365&Itemid=343

 

 

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: