เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes), 2426-2489
 John Keynes

ผู้อภิวัติโลกเศรษฐศาสตร์ด้วยการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจมหภาค อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบทบาทและแนวนโยบายของรัฐในการบริหารเศรษฐกิจระดับมหภาค และยังมีส่วนผลักดันให้การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์แตกแขนงออกเป็นเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค จึงแน่นอนว่าเขาคือ ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค”

ผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์ ได้แก่
–          Indian Currency and Finance
–          Economic Consequence of the Peace
–          Tract on Monetary Reform
–          Treatise on Money
–          The General Theory of Employment, Interest and Money
File:Keynes-Is-Lm.svg

The IS-LM Model is used to analyse the effect of demand shocks on the economy

เคนส์ชี้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจจะต้องเกิดขึ้นที่ภาวการณ์จ้างงานเต็มที่เสมอไป

นั่นคือขณะใดขณะหนึ่งเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ดุลยภาพโดยที่ยังมีการว่างงาน พร้อมๆกับปัญหาเงินเฟ้อหรือเงินฝืดได้ และในหลายกรณีลำพังกลไกราคาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน เงินเฟ้อและเงินฝืด หรือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ หากแต่อยู่ที่การจัดการด้านอุปสงค์มวลรวม ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาบทบาทของรัฐบาลโดยผ่านนโยบายการเงินและการคลัง

 

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

John Maynard Keynes.jpgเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (อังกฤษ: Keynesian Economics) คือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่มีพื้นฐานจากความคิดของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ทฤษฎีนี้กล่าวว่าภาครัฐสามารถรักษาอัตราเจริญเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ในเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนล้วนมีบทบาทที่สำคัญ เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์เกิดขึ้นจากการหาคำตอบให้กับปัญหาความล้มเหลวของตลาดเสรี ซึ่งกล่าวว่าตลาดและภาคเอกชนจะดำเนินการได้ดีกว่าหากภาครัฐไม่เข้ามาแทรกแซง ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ปรากฏครั้งแรกใน The General Theory of Employment, Interest and Money ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1936

ในทฤษฎีของเคนส์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับจุลภาคของบุคคลหรือบริษัทอาจรวมกันออกมาเป็นผลในระดับมหภาคที่ต่ำกว่ากำลังการผลิตที่แท้จริง นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค ส่วนมากเชื่อใน กฎของเซย์ ซึ่งกล่าวว่าอุปทานสร้างอุปสงค์ ดังนั้นจะไม่มีทางเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด แต่เคนส์แย้งว่า อุปสงค์รวม อาจจะมีไม่เพียงพอในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ จึงนำไปสู่อัตราการว่างงานที่สูงและการสูญเสียผลผลิต นโยบายของภาครัฐสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเพิ่มอุปสงค์รวม ซึ่งเป็นการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดการว่างงาน และช่วยแก้ภาวะเงินฝืด ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์นั้นเป็นผลสะท้อนจากการปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรงในประเทศอังกฤษในทศวรรษที่ 1920 และ สหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1930

 สหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ 1930  : ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ( Great Depression) เป็นเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดในอเมริกาเหนือและยุโรป ในปี ค.ศ. 1929 หลังสงครามโลกครั้งที่1 และแพร่สะพัดความสูญเสียไปยังนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ได้ประสบผลกระทบไปด้วย จนเกิดเหตุการณ์อภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ. 1932 ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งประสบความเสียหายจากภัยพิบัติของสงครามบูรณะฟื้นฟูประเทศ และระบอบเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ปกติได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและผลิตของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและการบริการ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยให้ประเทศยุโรปฟื้นตัวได้เร็ว เพราะจัดส่งสินค้าและสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูระบบการผลิตและอุตสาหกรรม รวมทั้งให้สินเชื่อและเงินช่วยเหลือจำนวนมากมาให้แก่ประเทศต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็เป็นระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้เพราะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงการสร้างภาพแก่นักลงทุนในแต่ละปีหุ้นมีราคาสูงขึ้นประมานร้อยละ 22 ดัชนีหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นจาก 100 ใน ค.ศ. 1926 เป็น 225 ในปี ค.ศ. 1929 ทำให้คนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมาก เพราะหวังผลกำไรในระยะเวลาอันสั้นแต่เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มประสบปัญหาเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลง การกู้ยืมมีมากและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ความต้องการในสินค้าเริ่มลดลงจนทำให้ผู้ประการงดลงทุนเพราะเกรงว่าสินค้าที่ผลิตจะจำหน่ายไม่หมด

ตั้งแต่ ค.ศ. 1925 เป็นต้นมา ราคาหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างรุนแรง นักธุรกิจและธนาคารซึ่งไม่มั่นใจในตลาดหุ้นจึงพยายามเรียกคืนหนี้สินที่ปล่อยกู้ไปราคาหุ้นจึงดิ่งลงเรื่อยๆ จนตลาดหุ้นที่วอลสตรีท นครนิวยอร์กล้มลงเมื่อวันอังคารที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1929 เหตุการณ์ดังกล่าวต่อมาเรียกว่าอังคารทมิฬ (Black Tuesday) ความเสียหายทางการเงินครั้งนี้ไม่เพียงทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมากจนธนาคารหลายพันแห่งต้องล้มลงและมูลค่าความเสียหายมากกว่า 30000 ล้านเหรียญดอลลาร์ แต่ยังนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและขยายตัวไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็วภายในเวลาอั้นสั้น

เคนส์เสนอวิธีการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโดยการกระตุ้น (จูงใจให้ลงทุน) ผ่านการใช้สองวิธีรวมกัน คือ การลดอัตราดอกเบี้ย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นการอัดฉีดรายได้และส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการผลิตและการลงทุนมากขึ้น จนทำให้เกิดรายได้และการใช้จ่ายมากขึ้น และส่งผลวนเวียนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จึงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีค่าหลายเท่าของการลงทุนครั้งแรก[1]

เคนส์ และ คลาสสิค

เคนส์ ได้ค้นหาความแตกต่างทฤษฎีของของจาก เศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค ซึ่งเขาได้โจมตีเกี่ยวกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ของ เดวิด ริคาร์โด้ และ ผู้ที่มีแนวความคิดเหมือนกับเขา ซึ่งรวมไปถึง จอห์น สจ๊วต มิลล์, อัลเฟรด มาร์แชล และ อาเธอร์ พิกกู

การสร้างความเจริญเติบโตตามแนวคิดของสำนักเคนส์เซี่ยน

กระบวนการสร้างความเจริญเติบโตตามแนวคิดของเคนส์นั้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ เป็นผลมาจากกลไกตลาดไม่สามารถทำให้เกิดการปรับตัวเข้าสู่ดุลภาพทางเศรษฐกิจได้โดยที่อุปสงค์มวลรวมขณะนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำและลำพังภาคเอกชนไม่สามารถทำให้เกิดกลไกส่งผ่านในการกระตุ้นอุปสงค์ได้ หรือทำได้แต่ช้าและไม่มีขนาดอุปสงค์ที่มากเพียงพอต่อการกระตุ้น เคนส์จึงได้เสนอให้ภาครัฐเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ให้กับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยการทำผ่านเครื่องมือทางด้านการคลัง ในด้านของรายจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเคนส์ให้น้ำหนักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงนั้น โดยการให้ความสำคัญกับการจัดการด้านอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) โดยในความเป็นจริงแล้วการกระตุ้นอุปสงค์สามารถทำได้ทั้งในด้านของภาครัฐและเอกชน แต่ปัจจัยเหตุในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ภาคเอกชนไม่สามารถขับเคลื่อนกลไกดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเคนส์จึงเสนอให้ภาครัฐเข้ามาเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนกลไกดังกล่าว โดยกลไกการสร้างความเจริญเติบโตตามกรอบความคิดของเคนส์จะมองด้าน Aggregate Demand หรือบางครั้งเราอาจเรียกว่าเป็นเป็นการมองทางด้านการใช้จ่าย

Y          =       GDP       =      C + I + G + (X-M)

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันมีสาเหตุมาจากการหดตัวของอุปสงค์ ดังนั้นเคนส์จึงมองว่าการที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดดุลภาพอีกครั้ง คือ การกระตุ้นทางด้านอุปสงค์มวลรวม ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่สมมติในการผลิตสินค้าคือ การทำขนมครกขาย เริ่มต้นที่ เราใช้ทุนโดยมีเตาทำขนมครก ๑๐ เตา ราคาเตาละ ๕๐ บาท และมีเราเป็นแรงงานในการผลิต เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตและสามารถทำขนมครกได้ ๕๐๐ ชิ้น ถ้าหากว่าเราต้องการทำขนมครกให้เพิ่มขึ้นสามารถทำได้โดยเพิ่มจำนวนเตา (ทุน) หรือเพิ่มคนทำขนม (แรงงาน) สมมติว่าเราเพิ่มจำนวนเตาอีก ๑ เตา รวมเป็น ๑๑ เตา สามารถทำขนมครกเพิ่มเป็น ๕๕๐ ชิ้น หรือถ้าเราต้องการทำขนมครก หรือ ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก เราอาจเพิ่มจำนวนเตาเป็น ๑๓ เตา สามารถทำขนมครกได้ ๖๕๐ ชิ้น โดยที่ในการเพิ่มเตาดังกล่าวสามรถผลิตได้ด้วยแรงงาน ๑ คนเท่าเดิม

แต่กระบวนการดังกล่าวเมื่อเผชิญกับช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การที่จะผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายเพิ่มเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะประสบกับภาวการณ์ขาดทุน ขายสินค้าไม่หมดเกิดสินค้าล้นตลาดในกรณีดังกล่าวสมมติว่า เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ๕๐ ชิ้น และ ๑๕๐ ชิ้น ตามลำดับ ในกรณีดังกล่าวในมุมมองของเคนส์เสนอให้มีการบริหารจัดการด้านอุปสงค์รวมเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวสามารถใช้กลไกภาครัฐโดยการใช้ผ่านงบประมาณรายจ่าย (งบประมาณขาดดุล) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ทำให้ปริมาณเงินในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และส่งผลทำให้การบริโภคของภาคเอกชนขยายตัวซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าและบริการในที่สุด ซึ่งก็จะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนและขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่ากระบวนการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสำนักคลาสสิคและสำนักเคนส์เซี่ยน มีปรัชญาที่คล้ายคลึงกันในการบรรลุซึ่งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เน้นตลาดเสรี แต่แตกต่างกันตรงเครื่องมือและวิธีการการนำไปสู่จุดหมาย โดยสำนักคลาสสิคให้น้ำหนักกับกลไกตลาดโดยผ่านเครื่องมือของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดบทบาทภาครัฐไว้ในส่วนของการสร้างกลไกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนรวมถึงการรักษาอธิปไตยของประเทศเท่านั้นเอง ส่วนบทบาททางด้านเศรษฐกิจควรปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินอย่างเสรี เพราะไม่ว่าอย่างไรท้ายที่สุดกลไกตลาดโดยเครื่องมือราคา ก็จะนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่จุดดุลยภาพได้เสมอ เพราะถ้าหากปล่อยให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงก็จะทำให้การทำงานของกลไกตลาดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ดุลยภาพของเศรษฐกิจก็จะเสียสมดุลไป การที่สำนักคลาสสิคเชื่อในปรัชญาข้อนี้ ทำให้สำนักคลาสสิคเชื่อในประสิทธิภาพของAggregate Supply ไม่ว่าจะผลิตสินค้าและบริการออกมาเท่าไร ก็สามารถที่ขายสินค้าและบริการหมด โดยมีกลไกตลาดคือราคา เป็นเครื่องมือจัดสรรผลผลิตให้กับภาคการบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะถ้าหากผลผลิตมีมากเกินหรือน้อยกว่าความต้องการ ราคา ก็จะเข้ามามีบทบาทเกลี่ยให้เกิดดุลภาพได้เสมอ จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า อุปทาน (supply) ก่อให้เกิดอุปสงค์ (demand) ตามกฎของซาย ในส่วนของสำนักเคนส์เซี่ยนจะให้ความสำคัญกับทางด้านการจัดการด้านอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) เนื่องจากมองว่าการเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อทศวรรษที่ ๑๙๓๐ เกิดจากระดับอุปสงค์ที่ต่ำเกินไปการที่จะกระตุ้นอุปสงค์รวมสามารถทำได้ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ ณ ช่วงเวลานั้นเครื่องมือและกลไกที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายและรวดเร็วต่อการกระตุ้นอุปสงค์ดังกล่าวคือ เครื่องมือรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินของภาครัฐ เคนส์จึงเสนอให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมที่อยู่ในระดับต่ำให้เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ให้ภาครัฐเข้าควบคุมทั้งหมด

โดยสาระสำคัญของปรัชญาการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเคนส์ก็เห็นด้วยกับคลาสสิคในการปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินอย่างเสรี แต่แตกต่างกันที่เคนส์ให้ความสำคัญกับภาครัฐในการเข้าทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าสำนักคลาสสิค โดยที่เคนส์ให้ความสำคัญแก่บทบาทของรัฐในด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เนื่องจากความล้มเหลวของกลไกราคาในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เงินฝืด และการว่างงาน แต่เคนส์ไม่ได้ต้องการให้มีการวางแผนจากรัฐบาลกลาง (central planning) เข้าไปแทนที่กลไกราคาในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แท้ที่จริงแล้วในทัศนะของเคนส์กลไกราคายังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร เพียงแต่เศรษฐทรรศน์แบบเคนส์ไม่เชื่อประสิทธิภาพของกลไกราคาในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ก่อให้เกิดการวางแผนแบบชี้นำ (indicative planning) ซึ่งแตกต่างจากระบบการวางแผนชนิดบังคับ (imperative planning) ดังที่ใช้กันในประเทศคอมมิวนิสต์ภายใต้ระบบการวางแผนแบบชี้นำ รัฐเพียงแต่ชี้นำทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยที่รัฐลงทุนสร้างโครงข่ายพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (infrastructure) พร้อมทั้งกำหนดนโยบายไปในทิศทางที่กำหนด แล้วปล่อยให้เอกชนเป็นฝ่ายตัดสินใจลงทุน ระบบการวางแผนแบบชี้นำจึงเป็นกลไกแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นทางสายกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างกลไกราคากับระบบการวางแผนแบบบังคับ อิทธิพลของเศรษฐทรรศน์แบบเคนส์ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศ  ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกโดยฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสยอมรับระบบการวางแผนแบบชี้นำเท่านั้น หากทว่าระบบนี้ยังแพร่ระบาดไปสู่โลกที่สามอีกด้วย

การที่เศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคและเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ให้ความสำคัญกับแนวทางการสร้างความเจริญเติบโตในแนวคิดที่แตกต่างกัน คือเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคให้ความสำคัญกับ Aggregate Supply ส่วนเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ให้ความสำคัญกับ Aggregate Demand นั้น เป็นเพราะหลักปรัชญาที่เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ ณ ช่วงนั้น เพราะว่าบางครั้งปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ต่างกันตรงที่เวลา การแก้ไขปัญหาก็อาจจะแตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่กระทั่งปัญหาทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกันและเกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่กัน การแก้ไขปัญหาก็อาจจะแตกต่างกันออกไปได้เหมือนกัน ที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าเหตุปัจจัยของปัญหา ณ เวลานั้นเกิดขึ้นด้าน Aggregate Supplyหรือ Aggregate Demand ปรัชญาของสำนักคลาสสิคจุติขึ้นในภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวและเจริญรุ่งเรือง ดังนั้น หลักปรัชญาของสำนักคลาสสิคจึงเป็นหลักปรัชญาที่เสมือนเป็นการใช้บริหารและจัดการรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นกลไกตลาดจึงมีอิทธิพลในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่ปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ของเคนส์เกิดขึ้นเมื่อทั่วโลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจเกิดการตกต่ำเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐ เพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ทำให้ หลักปรัชญาของสำนักเคนส์เซี่ยนจึงเป็นหลักปรัชญาที่เสมือนเป็นการใช้แก้ปัญหาเมื่อประสบกับภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ from (http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=421.0)

จากทฤษฏี ของเคนส์ ปริมาณการลงทุนประกอบด้วย 


1.  ประสิทธิภาพของทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Efficiency of Capital) คือ
ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเมื่อหักค่าผลิตออกแล้ว  ต่อมามูลค่าของทุนที่ลงทุนเพิ่มหนึ่งหน่วย ประสิทธิภาพของทุนหน่วยสุดท้ายจะลดลง เมื่อการลงทุนเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
2.  อัตราดอกเบี้ย (Rate of Interest) อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับความต้องการถือเงิน
หรือความต้องการสภาพคล่อง (Liquidity Preference) และปริมาณเงิน (Quantity of Money)อัตราดอกเบี้ย คือ ผลตอบแทนของการไม่ถือเงินสด หากอัตราดอกเบี้ยสูงความต้องการเงินก็มีน้อย และหากอัตราดอกเบี้ยต่ำความต้องการเงินก็มีมากสำหรับความต้องการถือเงินนั้นเคนส์ได้ขยายทฤษฎีการถือเงินสดของสำนักเคมบริดจ์ออกไป  โดยเคนส์มีความเห็นว่า เงินเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่มีอรรถประโยชน์มากในฐานะที่เป็น   สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ต่างๆ    ดังนั้นในขณะใดขณะหนึ่ง   คนเราจึงอาจต้องการถือเงินไว้เพื่อจุดมุ่งหมายอื่นๆ นอกเหนือจากการถือเงิน
เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเคนส์ได้แบ่งจุดมุ่งหมายในการถือเงินเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.   ความต้องการถือเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอย (Transaction Demand for Money)เนื่องจากใน   ชีวิตประจำวันของทั้งครัวเรือนและธุรกิจนั้นรายรับและรายจ่ายมิได้มีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีความจำเป็นต้องถือเงินจำนวนหนึ่งไว้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันวัน หากรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ความต้องการถือเงินเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ก็จะยิ่งสูงขึ้น

2.   ความต้องการถือเงินเพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน (Precautionary Demand for Money)เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตามทัศนะของเคนส์ ความต้องการถือเงินเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยกะทันหัน เช่น เกิดอาการเจ็บไข้ หรืออุบัติเหตุ  ดังนั้นความต้องการถือเงินเพื่อสำรองไว้ยามฉุกเฉินจะมีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกันกับระดับรายได้ประชาชาติ เช่นเดียวกันกับความต้องการถือเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอย

3.     ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร (Speculative Demand for Money)การที่เคนส์เพิ่มความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร นับได้ว่าเป็นผลงานสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีของเขาแตกต่างไปจากทฤษฎีปริมาณเงิน  โดยมีความเห็นว่าคนเรายังมีความต้องการถือเงินไว้เพื่อเป็นเครื่องสะสมมูลค่า หรือสะสมทรัพย์สินด้วย  ในการวิเคราะห์เคนส์ได้พิจารณาสินทรัพย์ทางการเงินเพียงชนิดเดียว คือ พันธบัตร ซึ่งคนอาจเลือกถือพันธบัตรแทนเงินในการเป็นเครื่องสะสม  มูลค่า เพราะพันธบัตรให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือในรูปอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่การถือสินทรัพย์ในรูปของเงินจะไม่ได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด  เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในอนาคตไม่แน่นอน  การลงทุนในพันธบัตรจะทำให้ได้รับกำไรส่วนทุน หรือขาดทุนส่วนทุน  และโดยทฤษฎีพบว่าราคาพันธบัตรมีความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยในทิศทางตรงกันข้าม

ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย                     

ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยของเคนส์ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณเงินออมไม่ได้ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ย แต่ขึ้นอยู่กับรายได้  ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็เป็นเพียงกลไกที่ทำให้อุปสงค์ของเงินเท่ากับอุปทานของเงิน ไม่ใช่กลไกที่ทำให้การลงทุนเท่ากับการออม  ดังนั้นการปรับอัตราดอกเบี้ยจึงไม่จำเป็นว่าจะทำให้การลงทุนเท่ากับการออม  แต่ถ้าการลงทุนจะปรับเท่ากับการออมได้นั้นต้องผ่านทางการปรับรายได้ประชาชาติ  หากการออมมีปริมาณสูงกว่าการลงทุน  ไม่ใช่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงแล้วการลงทุนจะเพิ่มขึ้น  แต่จะทำให้การผลิตและรายได้ประชาชาติลดลงเพราะอุปสงค์มวลรวมมีไม่มากพอ

from : http://www.oknation.net/blog/kritapas/2011/05/12/entry-1

เคนส์ได้ทำงานที่หนังสือ อีโคโนมิคจอร์นัล เป็นที่แรก และได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์หลายฉบับ เช่น 

ทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับการจ้างงาน, ดอกเบี้ย และเงินตรา (The General Theory of Employment, Interest and Money)

เขาเป็นผู้ที่สร้างผลงาน ซึ่งพลิกวงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก(คือ เศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค ในสมัยนั้น) ก็คือ การให้รัฐเข้าไปแทรกแซงและสนับสนุนให้ใช้นโยบายของรัฐ อันได้แก่ นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (Monetary Policy & Fiscal Policy) อันจะกระตุ้นให้เกิด อุปสงค์ที่มีประสิทธิผล (Effective Demand) แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กลไกตลาด ตามแนวความคิดเดิมของ อดัม สมิธ ซึ่งเคนส์มองว่า กลไกตลาดสามารถล้มเหลวได้ และ การไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาในการปรับตัวเข้าหาดุลยภาพของกลไกตลาดได้แน่นอน ทำให้ สุดท้ายแล้ว ปัญหาอาจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

ซึ่งในขณะนั้น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 2470 ที่เรียกว่า the great depression สร้าง ความฉงนฉงายให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ในสำนักคลาสสิคจำนวนมาก บางคนกล่าวโทษรัฐบาลว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่ปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างเต็มที่ ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นแต่บางคนถึงกลับหงายหลังเมื่อพานพบกับกอง ทัพคนว่างงานนับล้าน ปี พ.ศ. 2472 ทั่วทั้งอเมริกายังเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปี 2471 เติบโตราว 10% ในช่วง 2 ปีหลัง ในเวลาเดียวกันสภาพซื้อขายในตลาดหุ้นก็สดใส หุ้นของกลุ่มทุนผูกขาดรถยนต์เยเนอรัลมอเตอร์ เติบโต 50% หุ้นของกลุ่มบริษัทเหล็กกล้าอเมริกา ก็เช่นเดียวกัน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐอเมริกาได้ให้ความมั่นใจว่า “การเติบโตของเศรษฐกิจจะมีติดต่อไปเรื่อย ๆ”

แต่ทว่า หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ตลาดหุ้นในนิวยอร์คของสหรัฐเกิดกระแสเทขายหุ้นกันใหญ่ ปกติปริมาณการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันอยู่ที่ 2-3 ล้านหุ้น แต่วันที่ 24 ต.ค. 2472 เพียงวันเดียวหุ้นถูกเทขายมีถึง 13 ล้านหุ้น สภาพต่อจากนั้นอาการยิ่งทรุดหนัก ราคาหุ้นภายในหนึ่งเดือนร่วงลง 40% ต่อจากนั้นก็ร่วงลงต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็ม

โดยราคาหุ้นเฉลี่ยของโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้น 55 แห่ง ในตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์กลดลงจาก 252 เหรียญสหรัฐเหลือ 61 เหรียญสหรัฐ

หุ้นของกลุ่มทุนบริษัทเหล็กกล้าในช่วงเวลาเดียวกันก็ลดลงจาก 262 เหรียญสหรัฐเหลือ 22 เหรียญสหรัฐ

หุ้นของกลุ่มทุนผูกขาดรถยนต์เยเนอรัลมอเตอร์ลดจาก 193 เหรียญสหรัฐ เหลือ 8 เหรียญสหรัฐ

ในช่วงวิกฤต เฉพาะที่อเมริกาก็มีธนาคาร 5,000 แห่งปิดกิจการ วิกฤตส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจลุกลามไปทุกภาคส่วน ปี ค.ศ. 2475 อุตสาหกรรมเหล็กกล้าของอเมริกาเดินเครื่องด้วยกำลังผลิตเพียง 12% เท่านั้น ปี ค.ศ. 2476 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรมและรายได้ประชาชาติลดฮวบลงเกือบครึ่ง การบริโภคภายในประเทศลดลง 65%

วิกฤต เศรษฐกิจใหญ่ครั้งนั้นได้ลุกลามจากภาคการเงินและการคลังสู่ภาคอุตสาหกรรมและ เกษตรกรรม ลุกลามจากอเมริกาไปยังทั่วโลก ซึ่งในช่วงวิกฤต การผลิตอุตสาหกรรมของโลกทุนนิยมหดตัวลง 36% การค้าของโลกหดตัวลงเกือบ 2 ใน 3 แรงงานตกงานมีมากกว่า 30 ล้านคน ชาวนาหลายล้านคนล้มละลาย ธนาคารนับหมื่นแห่งปิดกิจการ วิกฤตลุกลามจากอเมริกาไปยังเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งพึ่งพาการลงทุนของอเมริกามาตลอด เนื่องจากบริษัทเงินทุนของอเมริกาเรียกคืนเงินกู้ระยะสั้นที่ปล่อยกู้ในต่าง ประเทศ

ปัญหาดังกล่าว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคในยุคนั้น ไม่สามารถอธิบายสาเหตุ และ หาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นอกจากโทษว่า รัฐบาลไม่ปล่อยให้กลไตตลาดทำงานอย่างเสรีเต็มที่ และเฝ้ารอให้กลไกตลาดปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ (ซึ่งดูเหมือนเป็นการสวดอ้อนวอน มากกว่าการแก้ปัญหา ??)

เคนส์ ไม่ได้มองเช่นนั้น เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำว่าดุลยภาพมากเท่า การจ้างงานเต็มที่ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ต้องได้รับการแก้ไข เนื่องจาก มีคนว่างงานในโลกมากเกินไป เคนส์ชี้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นที่ดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจจะต้องเกิดขึ้นที่ภาวการณ์ จ้างงานเต็มที่เสมอไป นั่นคือขณะใดขณะหนึ่งเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ดุลยภาพโดยที่ยังมีการว่างงาน พร้อมๆกับปัญหาเงินเฟ้อหรือเงินฝืดได้ และในหลายกรณีลำพังกลไกราคาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน เงินเฟ้อและเงินฝืด หรือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ หากแต่อยู่ที่การจัดการด้านอุปสงค์มวลรวม ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาบทบาทของรัฐบาลโดยผ่านนโยบายการเงินและการคลัง

ประโยคสำคัญซึ่งท้าทายเศรษฐศาสตร์คลาสสิค คือ
เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ คลาสสิค ให้ความเห็นถึง การแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในเวลานั้นว่า
“ในระยะยาว กลไกตลาดจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างเอง”
(หมายถึง ในระยะยาว กลไกตลาดจะปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ และทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพได้เอง ซึ่ง ระยะยาวของทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิคนั้น กำหนดเป็นเวลาแน่นอนไม่ได้ คำว่า ระยะยาวหมายถึง ระยะเวลาที่ตลาดจะซึมซับข้อมูลใหม่ๆ และ ปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่า จะกี่ปี หรือ กี่สิบ กี่ร้อยปี)

เคนส์ จึงได้กล่าว อมตะวาจาของเขาออกมาว่า
“ระยะยาว เราคงลงหลุมกันไปหมดแล้วล่ะคู้นน”
(In the long run, we are all dead)

ซึ่งสะท้อนเรื่องความไม่สมบูรณ์ของการปรับตัวในระยะยาว และ ความบกพร่องของกลไกตลาด โดยตลาดสามารถล้มเหลวได้ในหลายกรณี เช่น กรณีของสินค้าสาธารณะ และต้นทุนทางสังคม เป็นต้น

เศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ สามารถเรียกได้อีกนัยหนึ่งว่า เศรษฐศาสตร์ด้านอุปสงค์ หรือ เศรษฐศาสตร์ด้านการบริโภค เนื่องจาก เคนส์ ใช้การบริโภคเป็นตัวนำ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของ

การบริโภคของประชาชน (Consumption : C)
การบริโภคของเอกชน (การลงทุน) (Investment : I)
การบริโภคของรัฐบาล (Government : G) …

ซึ่ง เป็นคนละตัวกับการบริโภคของนักการเมืองนะครับ 5555 เคนส์ไม่ได้ใส่เข้าไปในสมการเพราะที่บ้านเคนส์อาจจะเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับ GDP แต่ประเทศไทย คงต้องเอาตัวแปรใส่เพิ่มเข้าไป เพราะเป็นสัดส่วนที่มากอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต ที่หักจาก G ( เช่น G – Cr : Government – Corruption เอานโยบายภาครัฐ หักด้วยเงินกินเปล่าที่นักการเมืองแดกไปนั่นเอง )

และการบริโภคสุทธิของต่างชาติ (ส่งออก – นำเข้า : nX) 

กลายเป็นสมการพื้นฐานของการเรียนเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่ว่า 
Y=C+I+G+(nX) 

Y คือ รายได้ประชาชาติ
C คือ การใช้จ่าย หรือการบริโภคของประชาชน หรือครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการ
I คือ การใช้จ่ายภาคเอกชน หรือการลงทุน (การก่อสร้าง ซื้อปัจจัยทุน และ ส่วนเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงเหลือ)
G คือ การใช้จ่ายภาครัฐ ได้แก่เงินที่จ่ายให้ภาคธุรกิจเพื่อการลงทุน และเงินเดือน ค่าตอบแทนของข้าราชการ
nX หมายถึง ส่งออกสุทธิ = ส่งออก – นำเข้า ซึ่งก็คือตัวเดียวกัน

จากสมการดังกล่าว เคนส์บอกว่า ในเมื่อ C และ I (รวมถึง nX) ซึ่งรวมกันแล้ว เป็นการใช้จ่ายของภาคเอกชนไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐ หรือ ตัว G ในสมการรายได้ประชาชาติ น่าจะสามารถสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ ให้เกิดการฟื้นของเศรษฐกิจได้เพราะการใช้จ่ายของรัฐ จะกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน เมื่อคนมีเงินก็บริโภค และเมื่อคนบริโภค ก็จะเกิดการลงทุน ดังนั้นส่วนที่เติมเข้าไปในระบบ คือ การลงทุนของ รัฐ บวกกับของ เอกชน โดยส่วนที่รั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ ก็คือ การออม และ ภาษี ซึ่งจะเกิดดุลยภาพเมื่อ ส่วนที่อัดฉีด กับรั่วไหล เท่ากันพอดี

ถ้าอัดฉีดมากไป ก็จะเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อ
ถ้ารั่วไหลมากไป ก็จะเสี่ยงกับภาวะเงินฝืด

เคยได้ยินคำว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป” ในโฆษณาของธนาคาแห่งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนไหมครับ
(ใครจำได้แสดงว่า อายุพอสมควรเลย รู้สึกจะเป็น KTB)

เงินหมุนไปไหน ?

นั่นหมายถึงว่า การที่รัฐโยนเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ 1 บาท จะมีการนำไปใช้ต่อๆกันไป

ตัวอย่าง เช่น
หมู่บ้าน ก ทำนา ได้เงินสนับสนุนจากรัฐมา 100 บาท เอาไปซื้อเครื่องไถนาจาก หมู่บ้าน ข ในราคา 80 บาท
หมู่บ้าน ข ขายเครื่องไถนาได้เงิน 80 บาท ก็เอาไปซื้อ เกลือ จากหมู่บ้าน ค 10 กระสอบในราคา 64 บาท
หมู่บ้าน ค ขายเกลือ ได้เงิน 64 บาท ก็เอาไปซื้อข้าวสารจากหมู่บ้าน ก 1 กระสอบ เป็นเงิน 51 บาท

สรุป การที่รัฐโยนเงินเข้าไปในระบบ 100 บาท แต่มีเงินหมุนเวียนเพิ่มในระบบ (80 + 64 + 51) 195 บาท

ส่วนการที่ให้เงินไป 100 และมีเงินหมุนเวียนเพิ่มเท่าไหร่ ก็ไม่แน่นอนขึ้นกับ ค่าโน้มเอียงในการบริโภคหน่วยสุดท้าย หรือ Marginal Propensity to Consume (MPC) ของแต่ละสังคม MPC หมายถึง ถ้าได้เงิน 1 บาท จะใช้กี่บาท และเก็บกี่บาท ถ้าได้เงิน 1 บาท ใช้ 80 สตางค์ MPC = 0.8 ครับ

ความสำเร็จ หรือล้มเหลวของแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หากศึกษา ประวัติลัทธิเศรษศาสตร์ จะพบว่า เงื่อนไขอยู่ที่สภาพแวดล้อมครับ โดยทฤษฎีของ เคนส์ ยอดเยี่ยมมากในยุค Great Depression เพราะ เงื่อนไขของภาวะเศรษฐกิจในยุคนั้น รัฐบาลไม่ต้องกลัว ว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้เกิดแรงผลักให้เกิดเงินเฟ้อด้วย เพราะอัตราการจ้างงานยังต่ำอยู่มาก

ในขณะที่ อดัม สมิธ ก็ไม่ผิด อย่างน้อย ก็ไม่ผิดในช่วงเวลาที่เขาทำการศึกษาอยู่ สภาพแวดล้อมในยุคนั้น ยังไม่มีความแตกต่างด้าน ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี มากนักกลไกราคา ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบัน เป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัญหาเรื่อง ความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลข่าวสาร การผูกขาด ทำให้กลไกราคาก็ไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ได้

ทุกวันนี้ ทฤษฎีของเคนส์ ซึ่งมีอิทธิพลกับการศึกษาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาช้านาน ก็ยังถูกตั้งคำถาม ในภาวะการณ์ทาง สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไป และมีผู้ท้าทายแนวคิดของเคนส์อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม เหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างยกให้ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักของสาขาวิชา เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)

from: http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?p=6757616&sid=5e12bf86e74632f3ea5b216962c08129

คิดอย่างเคนส์รศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์  มติชนรายวัน ประจำวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2545การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากลำบาก ส่วนหนึ่งนั้นทางการ มักมีเครื่องมือทางนโยบายไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนเป้าหมาย และปัญหาที่รอการแก้ไขในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจทรุดตัว และส่งผลกระทบไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม ส่วนหนึ่งนั้นแม้ว่า ทางการจะถูกคาดหวัง ให้แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว แต่ก็มักขาดประสบการณ์ที่เพียงพอ เกี่ยวกับพื้นฐานแห่งวิกฤต และทิศทางที่เหมาะสมในการฟื้นฟูประเทศ

การขาดแคลนประสบการณ์ภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ หมายถึงความจำเป็น ที่รัฐต้องรับฟังประชาชนและนักวิชาการ โดยในขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ก็จักต้องใช้ทฤษฎีเป็น “เครื่องนำทาง” ด้วย ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยง อันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบาย ตามแรงจูงใจทางการเมือง และความฉาบฉวยของสามัญสำนึก

ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกช่วงต้นทศวรรษ 1920 ซึ่งติดตามมาด้วย ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ช่วงปี ค.ศ.1929-1933 เป็นประสบการณ์ใหม่ของรัฐในยุคนั้น ทฤษฎีเศรษฐกิจที่เคยมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ขาดความเหมาะสม และเคนส์ (kenyes) ก็ได้สร้างคุณูปการ ด้วยการปฏิรูปความคิดทางเศรษฐศาสตร์ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เป็นจริง จนกระทั่งเป็นที่มาของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค อันเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน

เคนส์ปฏิเสธแนวคิดดั้งเดิม ที่ปล่อยให้กลไกตลาดแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำโดยลำพัง และเสนอให้รัฐเข้ามามีบทบาทจริงจัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือคนว่างงาน

ณ วันนี้ ความคิดของเคนส์กลายเป็นทั้งเหตุผล และความหวังที่รัฐจะต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอาศัยนโยบายการเงิน-การคลัง ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในญี่ปุ่น ไทย ตลอดจนสหรัฐอเมริกา

คำถามก็คือว่า รากฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ ที่ก่อกำเนิดจากปัญหาเมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว จะยังเป็นคำตอบ สำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของโลก และเอเชียในยุคนี้หรือไม่ และเราจะสามารถอาศัย ความคิดของเคนส์ ในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร

เคนส์เป็นอัจฉริยบุคคล เป็นนักคิด เท่าๆ กับที่เป็นนักมนุษยธรรมผู้ไม่ยอมทนเพิกเฉยต่อความทุกข์ร้อนของประชาชน เคนส์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของแนวทางดั้งเดิม และความล้มเหลวของกลไกตลาด ในการจัดภาวะการว่างงานขนานใหญ่ โดยเห็นว่า ถ้ารัฐไม่ดำเนินการเชิงรุกก็จะทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วนั้นทรุดหนักลงไปอีก ดังนั้น การเข้ามากระตุ้นอุปสงค์รวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ จึงเป็นแนวทางสำคัญของเคนส์

ข้อสรุปทางนโยบายของเคนส์นี้ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซบเซาในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา  รวมทั้งในประเทศไทยของเราเอง แต่น่าเสียดายที่เรามักหยิบยืม เอาข้อสรุปของเคนส์มาใช้อย่างง่ายๆ  โดยมิได้คำนึงถึงข้อจำกัดในนโยบายแบบเคนส์เซียน ลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน ระหว่างวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน กับในยุคที่เคนส์มีชีวิตอยู่ รวมทั้งมิได้ดำเนินรอยตามความคิดที่แท้จริงของเคนส์ ที่มุ่งปฏิรูปแนวความคิด ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย

เรามักเชื่อว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจสามารถกระทำได้โดยง่ายถ้ารัฐบาลทุ่มเทงบประมาณรายจ่าย และลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อเพิ่มอุปสงค์รวมของระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นและล้มเหลวมาแล้วในประเทศญี่ปุ่นและก็เป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นอีกกับประเทศสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มชะลอตัวลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยทางการเชื่อว่าเป็นปัญหาวัฏจักรธุรกิจระยะสั้น และมิได้ยึดเป็นโอกาสสำคัญที่จะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ แนวทางการแก้ไขปัญหานั้นตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีปัญหามาจากการที่อุปสงค์รวมอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป และสามารถแก้ไขได้ ด้วยการเพิ่มปริมาณเงินหรือลดอัตราดอกเบี้ย ทางการญี่ปุ่นต้องการเห็นค่าเงินเยนต่ำโดยหวังว่าการส่งออกหรือดุลบัญชีเดินสะพัดจะช่วยเพิ่มรายจ่ายรวมของประเทศ แต่การดำเนินนโยบายการเงิน-การคลัง ของญี่ปุ่นก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ก็เชื่อว่าปัญหาญี่ปุ่น มีสาเหตุมาจากการขาดอุปสงค์รวม เนื่องจากประชาชนออกมาก หรือบริโภคน้อยเกินไป พอล ครุกเมน จึงเสนอให้ดำเนินนโยบายการเงินขยายตัว ในอัตราเร่งเพื่อให้ประชาชนรีบจับจ่ายใช้สอย (โดยทำให้เชื่อว่า ราคาสินค้าในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก) ศาสตราจารย์เคนเนธ รอกอฟฟ์ (Kenneth Rogoff) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็มีความเห็นแตกต่างจาก พอล ครุกเมน เพียงเล็กน้อย คือต้องการเห็นรัฐบาลญี่ปุ่น ใช้นโยบายการคลัง มากกว่านโยบายการเงิน แต่ก็เชื่อว่าการเพิ่มอุปสงค์รวมโดยรัฐ จะช่วยแก้ปัญหาได้

ประเด็นสำคัญคือถ้าญี่ปุ่นมีปัญหาหลักอยู่ที่ระดับอุปสงค์รวมต่ำเหมือนที่โลกตะวันตกประสบในช่วงทศวรรษ 1920-1930 แล้ว ทำไมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ดำเนินมาโดยตลอด จึงไม่สามารถสร้างผลสำเร็จได้ทั้งๆ ที่ได้นำไปสู่การก่อหนี้สาธารณะที่สูงถึงร้อยละ 140 ของจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับต่ำมากเพียงร้อยละศูนย์เท่านั้น

ในสหรัฐอเมริกา ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น และการลงทุนที่มากเกินไป ในช่วงที่เอเชียเผชิญกับภาวะวิกฤต ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตผิดปกติ และยากที่จะรักษา อัตราการเติบโตที่สูงไว้ได้ แนวโน้มแห่งภาวะชะลอตัวนี้ ถูกซ้ำเติมด้วยเหตุการณ์ 11 กันยายน ดังนั้นการขาดความเชื่อมั่น ของนักลงทุนจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเผชิญปัญหาความขาดแคลนอุปสงค์ ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในทฤษฎีของเคนส์ นักวิเคราะห์จำนวนมากรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์บางคนเช่นศาสตราจารย์ลอรา ไทสัน (Lsaura Tyson) ที่ปรึกษาอดีตประธานาธิบดี คลินตัน เคยเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวโดยเร็ว ตามมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และมาตรการทางการคลังของประธานาธิบดี บุช

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของแนวทางแบบเคนส์เซียนนั้นมีมากกว่าที่คิด เนื่องจากงบประมาณที่เกินดุลมาไม่กี่ปีจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดดุลอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายทางการทหารและการรักษาความปลอดภัย ส่วนนโยบายการเงินก็กำลังเข้าสู่ภาวะการเงินกำลังเข้าสู่ภาวะกับดักกับสภาพคล่อง ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากอย่างไรไม่เคยเป็นมาก่อน

ในประเทศไทย การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบประมาณของภาครัฐกำลังเป็นคาถาทางการเมืองที่กระตุ้นความหวังจากประชาชน แต่รัฐมิได้บอกถึงข้อดีข้อเสียของนโยบายดังกล่าวและก็มิได้เตือนว่าเป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ให้ผลบวกในระยะสั้น แต่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะยาวหรืออ่อนแอลง

นโยบายสำคัญ เช่น นโยบายควบคุมราคาบริการสาธารณสุข นโยบายเงินกู้สำหรับกองทุนหมู่บ้านและนโยบายพักการชำระหนี้เกษตรกร มิใช่นโยบายที่จะมีผลชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากแต่เป็นนโยบายที่นอกจากจะเป็นการก้าวถอยหลังแล้วยังจะสร้างภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษีอากรในอนาคต เฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” เพียงโครงการเดียว รัฐต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2546 สูงถึง 55,700 ล้านบาท นี่ไม่นับภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นอีกจากกลไกการประนอมหนี้ภายใต้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(TAMC)

แม้ว่าสาเหตุแห่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทยอาจมีหลายประการ แต่ภาวะชะลอตัวของอุปสงค์รวมนั้นเป็น “ผล”  (effect)  มากกว่าที่จะเป็น “เหตุ” (cause) ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่า ในอนาคตเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ในขณะที่มีการกล่าวน้อยมากถึงความจำเป็น ที่จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในทางโครงสร้าง อุปสงค์รวมที่อยูในระดับต่ำ มีสาเหตุสำคัญ มาจากการที่เศรษฐกิจไทยในอดีต เติบโตอาศัยการก่อหนี้ ทำให้การประหยัดรายจ่ายของประชาชน เป็นการปรับตัวทางธรรมชาติ และเป็นแนวทางที่จำเป็น ประเทศไทยจึงต้องมุ่งสร้าง แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีประสิทธิภาพสูง มีเกณฑ์ทางการคลังที่ชัดเจน และหวังผลได้จริงในทางเศรษฐกิจ

นโยบายกระตุ้นรายจ่ายแบบที่ทำกันอยู่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณ และสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจมีสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ต่ำเหมือนกับที่เคนส์วินิจฉัยไว้เมื่อประมาณ 70 กว่าปีก่อน

ความจริงแล้วในยุคของเคนส์นั้น รายจ่ายภาครัฐมีขนาดเล็กมาก และอังกฤษเองก็ดำเนินนโยบายเพิ่มค่าเงินปอนด์ และชะลอรายจ่ายอยู่ก่อนหน้านั้น ภาวะตกต่ำของอุปสงค์รวมจึงเป็นประเด็นใหญ่ แต่ในปัจจุบันปัญหาความล้มเหลวในญี่ปุ่น และไทย อยู่ที่หนี้ภาคเอกชน ซึ่งยากต่อการแก้ไขด้วยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ส่วนในสหรัฐอเมริกา มีการใช้งบประมาณรายจ่ายเกินตัว มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการด้านสาธารณสุข

แม้แต่เคนส์เองก็มิได้สนับสนุนให้รัฐใช้จ่ายในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต ถ้ามีโครงการทางเลือกที่ดีกว่า

รัฐบาลควรคิดอย่างเคนส์ แต่ควรคิดมุ่งปฏิรูปแนวทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิผลมากขึ้นกว่าที่เคนส์เคยเสนอ รัฐต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ที่มุ่งหวังผลทางการเมืองแต่ขาดความรับผิดชอบในทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องหันหน้าสู่แผนที่มีประสิทธิภาพ และมีหลักเกณฑ์ที่หวังผลได้

การคิดอย่างเคนส์ ไม่ใช่การยึดเอาสิ่งที่เคนส์สรุปไว้เป็นเหตุ เพราะนั่นจะกลายเป็นความผิดพลาด ที่ปล่อยให้ปัญหาพื้นฐานสำคัญๆ ดำรงอยู่ตามยถากรรม ซึ่งมิใช่สปิริตหรือความคิดของเคนส์เลย

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002dec4p1.htm

เมื่อทฤษฎี”เคนส์”กลับมา กู้วิกฤติศก.โลก

โดย : วัชรา จรูญสันติกูล

“ปัญหาที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของโลก มักมีการทะเลาะกลับไปกลับมาตลอดเวลา ระหว่างรัฐบาลกับตลาดการเงิน”

ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเกริ่นนำ ก่อนที่จะอธิบายความต่อว่าในยุคหนึ่งช่วงทศวรรษ 1980 เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจจากทวีปละตินอเมริกา ซึ่งโทษกันว่า เป็นปัญหาเกิดจากรัฐบาล (รัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคดังกล่าวมีการก่อหนี้สินสูงจำนวนมหาศาล จนประเทศเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ต้องเข้ามาให้การช่วยเหลือทางการเงิน)

ต่อมาเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของเอเชียช่วงปลายทศวรรษ 1990 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ในประเทศไทย ลุกลามสู่เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็โทษกันว่า เป็นปัญหาจากตลาดการเงิน ในรอบนี้ก็เช่นกัน มีการโทษว่าเป็นเพราะภาคตลาดการเงิน โดยเฉพาะเริ่มจากตลาดที่เป็นศูนย์กลางการเงินโลกในสหรัฐอเมริกา ลามสู่ยุโรป จนแพร่กระจายไปทั่วโลกในขณะนี้นั้น

ทำให้ทุกประเทศได้ยอมรับและนำมาตรการทางการคลัง โดยที่รัฐบาลของแต่ละประเทศอัดฉีดเงินเข้ามาช่วยแก้ไขวิกฤติตามทฤษฎีของเคนส์ โดย ดร.บัณฑิต เห็นว่า ประเทศต่างๆ ยังได้ใช้มาตรการทางการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำจนเกือบถึง 0% ควบคู่กันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายการคลังทั้งอัดฉีดเงินของรัฐบาล หรือมาตรการลดหย่อนภาษี มาใช้ในตอนนี้นั้น รวมทั้งมาตรการทางการเงินที่ลดดอกเบี้ยเหลือ 0% ล้วนแต่มีต้นทุนที่ต้องใช้คืนในอนาคตทั้งสิ้น

ทำให้การดำเนินมาตรการกอบกู้วิกฤติในครั้งมีเพดานที่จำกัดไว้ หากมีการอัดฉีดเงินเข้ามามากๆ ก็จะสร้างปัญหาการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล รวมถึงการก่อภาระหนี้สินของรัฐบาล และของประเทศ ที่อาจจะทำให้เปิดปัญหาขาดเสถียรภาพในระยะยาว

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทำไมทุกประเทศจึงยอมให้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ เข้ามาครอบงำการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ไทยรายหนึ่ง อธิบายว่า ก็เพราะเคนส์ (จอห์น เมนาร์ด เคนส์ เจ้าของของทฤษฎีที่เรียกว่า Keynesian) นั้น เน้นการใช้จ่ายแบบสุดเหวี่ยง หากจะเกิดปัญหาก็ค่อยว่ากันทีหลัง

โดยเฉพาะทฤษฎีของเคนส์เชื่อว่า การที่เศรษฐกิจเกิดตกต่ำอย่างรุนแรง ปัญหาการว่างงานจะเลวร้ายตามมา ดังนั้น รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อหยุดยั้งการทรุดตัวของเศรษฐกิจ และเพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อไปให้ได้

ถึงแม้ว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศจะมีฐานะการเงินที่จำกัดอยู่มากก็ตาม จำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพิ่มก็ต้องทำ เพื่อทำให้ real resource เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าเศรษฐกิจยังถดถอยต่อเรื่องในระยะยาว ต่อไปก็ถึงเวลาที่ธนาคารกลางของประเทศจะต้องออกโรงมาสนับสนุน โดยใช้นโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำกดให้ลดลงเหลือ 0% รวมทั้งการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ปล่อยให้ค่าเงินอ่อนเข้ามาเสริม เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

แต่ทฤษฎีของเคนส์ก็มีจุดอ่อน โดยได้ถูกปฏิเสธจากไอเอ็มเอฟในช่วงทศวรรษ 1980-1990 อย่างรุนแรง ซึ่งในขณะนั้น ไอเอ็มเอฟถูกครอบงำโดยสำนักของ Neo Classic ซึ่งไม่สนใจใช้มาตรการทางการคลัง แต่ให้ยึดหลักกลไกตลาดเป็นตัวนำในการแก้ไขวิกฤติ เช่นเดียวกับกรณีที่ไอเอ็มเอฟกำหนดให้ประเทศไทยแก้ไขวิกฤติ ต้องเข้มงวดในเรื่องมาตรการทางการคลัง ซึ่งไอเอ็มเอฟในครั้งนั้นได้ออกมายอมรับกับการให้ “ยาผิด” ในการแก้ไขปัญหาของไทย

จากบทเรียนในอดีต นับตั้งแต่ยุคเกิดเศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งรุนแรง (The Great Depression) ในปี 1929 มาจนถึงต้นศตวรรษที่ 21 ที่มีการดึงเอาภาคสินเชื่อของระบบธนาคารได้ถูกนำเข้ามาช่วยเสริม รวมทั้งวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ที่ทำให้ไอเอ็มเอฟ ต้องออกมาหนุนให้ใช้มาตรการทางการคลังเป็นหลัก รวมทั้งเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกันกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นทั่วโลกโลกในครั้งนี้

ไอเอ็มเอฟยังเรียกร้องให้ร่วมมือกันโอบอุ้มในเรื่องสภาพคล่อง และใส่เงินเพิ่มทุน เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงในระบบธนาคารอีกด้วย หลังจากที่พบว่า สินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารใหญ่ทั่วโลกจะเกิดความเสียหายถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

แต่ไม่ว่า รัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะทุ่มเทเม็ดเงินมหาศาลนับหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกอบกู้ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ โดย ดร.บัณฑิต ก็ไม่แน่ใจว่า ผลลัพธ์ที่ตามมา จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เมื่อไร และไม่รู้ว่าแม้กระทั่งว่า จะเป็นวัฏจักรแบบไหน ในรูปที่เป็นตัว “V” ตัว “U” ตัว “W” หรือตัว “L” กันแน่

ดร.บัณฑิต ยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ เรียกได้ว่า เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี นับตั้งแต่ปี 1932 ซึ่งในแต่ละรอบของวิกฤติก็ล้านกินเวลาที่แตกต่างกัน และเกิดความเสียที่ไม่เท่ากัน โดยที่วิกฤติในปี 1932 ต้องใช้เวลานานถึง 34 เดือน ขณะที่ความเสียหายในตลาดหุ้นโลกกินลึกถึง 89%

ขณะช่วงที่เกิด Oil Shock ในปี 1973 ต้องใช้เวลา 20 เดือน โดยที่ความเสียหายกินลึก 49% ต่อมาในช่วงปี 2000-2002 เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ต้องใช้เวลานานถึง 30 เดือน

มาถึงรอบล่าสุดในปี 2007-2008 เกิดขึ้นมาแล้ว 17-18 เดือน ตลาดหุ้นโลกตกต่ำไปแล้ว 49% ขณะที่ในปีนี้ยังมีแต่ความไม่แน่นอนว่าวิกฤติครั้งนี้จะกินลึกถึงแค่ไหน ซึ่งถือได้ว่าเป็น “Steep Correction” ที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

“แต่ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นมาแล้ว 124 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 125 โลกจะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่โลกก็มีความหวังว่า หลังจากที่ความเลวร้ายที่สุดผ่านพ้นไป โลกจะเกิด Big Change และ Power Shift ในที่สุด”

ดร.บัณฑิตกล่าวโดยเชื่อว่า เมื่อกางแผนที่โลกออกมาแล้ว ในที่สุดภูมิภาคจะหลุดพ้นวิกฤติได้เร็วกว่าสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางวิกฤติในรอบนี้ และกินความเสียหายทางเศรษฐกิจ ไปเกือบครึ่งหนึ่งของโลกก็ตามที   From:http://www.bangkokbiznews.com/

ผมมีโอกาสได้เข้าฟังการบรรยายสาธารณะ 3 ตอนติดกันของ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของปีที่แล้วไปเมื่อวันที่ 8-10 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ London School of Economics and Political Sciences (LSE) ในคืนแรก Krugman นำเสนอว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ (Keynes) โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่าด้วย “กับดักสภาพคล่อง” (Liquidity Trap) นั้นสามารถนำมาใช้อธิบายภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี พูดอีกแบบคือ Krugman เห็นว่าโลกตะวันตกกำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะกับดับสภาพคล่องนั่นเอง

แนวคิดของเคนส์โดยตัวมันเองถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายและเสนอทางออกให้กับภาวะ วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression) ในทศวรรษ 1930 ทฤษฎีของเคนส์ซึ่งต่อมาเราเรียกว่า เคนส์เซียน (Keynesian) นั้นครอบงำวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคมาตลอดจนกระทั่งทศวรรษ 1970 สำนักเคนส์เซียนจึงเริ่มถูกท้าทายจากทฤษฎีสกุลใหม่ๆ นำโดยนาย Friedman เจ้าพ่อแห่งสำนักการเงินนิยม ณ มหาวิทยาลัย Chicago ตามมาด้วยทฤษฎีในสกุล Rational Expectation และ Real Business Cycle จุดร่วมของสำนักใหม่ๆ เหล่านี้ก็คือการท้าทายและปฏิเสธแนวคิดของเคนส์ สำนักคิดเหล่านี้ภายใต้การนำของมหาวิทยาลัย Chicago ได้รับการยอมรับสูงจนกระทั่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาหากนักวิชาการคนไหนถูกเรียกว่าเป็นเคนส์เซียนแล้วก็เหมือนกับการ ถูกตบหน้าว่าตามโลกทางวิชาการไม่ทัน ยังคงเชื่อในทฤษฎีเก่าๆ ล้าสมัยที่ไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป

ดังนั้น การนำเสนอของ Krugman ในค่ำคืนนั้นจึงเป็นการทวนกระแส “แฟชั่น” ทางวิชาการครั้งใหญ่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล

กล่าวอย่างหยาบๆ แล้ว เคนส์เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเกิดขึ้นได้ในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ เนื่องจากความต้องการสินค้าและบริการ (ดีมานด์) จะมีน้อยกว่าความสามารถในการผลิตสินค้า (ซัพพลาย) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักธุรกิจคาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ จึงลดการลงทุนลง เป็นต้น ดังนั้นการว่างงานจึงเป็นสิ่งที่ตามมา ในภาวะเช่นนี้รัฐบาลสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินหรือการคลังแบบขยายตัวฉีด เข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อเป็นการยกระดับอุปสงค์มวลรวม ทดแทนการลงทุนที่ลดลงของภาคเอกชน ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาการว่างงานนั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว เคนส์ยังได้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า กับดักสภาพคล่อง ซึ่งเกิดขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยของระบบเศรษฐกิจมีค่าต่ำมากๆ ภายใต้สภาวะเช่นนี้การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจจะใช้ไม่ ได้ผล ดังนั้นเครื่องมือเศรษฐศาสตร์มหภาคชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของรัฐบาลก็คือ การใช้นโยบายการคลังขยายตัว

ถึงจุดนี้เคนส์ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดทั้ง หมดของนักเศรษฐศาสตร์ก่อนหน้าเขา ซึ่งเคนส์เรียกว่าพวกคลาสสิก (classic) คนพวกนี้เชื่อว่าในระยะยาวแล้ว ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมีกลไกอัตโนมัติที่จะทำให้ดีมานด์เท่ากับซัพพลายเสมอ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะสามารถเบี่ยงเบนออกจากจุดการจ้างงานเต็มที่ได้ในระยะ สั้นก็ตาม รัฐบาลจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแทรกแซงระบบเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินการ คลัง แต่ประเด็นของเคนส์คือปัญหาในระยะสั้น โดยตอบโต้พวกคลาสสิกว่า หากรอจนถึงระยะยาว (กว่าที่ระบบจะปรับตัวแก้ปัญหาการว่างงานได้เอง) เราคงตายหมดเสียก่อนเป็นแน่ (“In the long run, We are all death”) ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความชอบธรรมในการแทรกแซงเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น

ในค่ำคืนนั้น Krugman เสนอว่าในขณะนี้เศรษฐกิจทั้งในอังกฤษและอเมริกาตกอยู่ภายใต้ภาวะกับดักสภาพ คล่องแล้ว และภายใต้ภาวะนี้กลไกอัตโนมัติที่จะฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะตกต่ำแม้ กระทั่งในระยะยาวก็จะไม่ทำงาน จึงเป็นไปได้ที่การว่างงานจำนวนมากจะดำรงอยู่ต่อไปเป็นเวลาอีกหลายปี กล่าวคือ ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ติดกับดักสภาพคล่องนั้น เมื่อภาวะถดถอยเกิดขึ้น ซึ่งแปลว่ามีดีมานด์น้อยกว่าซัพพลาย ดังนั้นในระยะยาวแล้วระดับราคาจะต้องลดลง ผู้คนก็จะบริโภคมากขึ้น ผู้ผลิตก็จะผลิตเพิ่มขึ้นทำให้การจ้างงานกลับเข้าระดับดุลยภาพที่ไม่มีการ ว่างงานอีกต่อไป

แต่ในภาวะกับดักสภาพคล่องปัจจุบันนั้น กระบวนการปรับตัวนี้จะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากระดับราคาที่ลดลงนั้นจะไม่ทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นในระดับที่จะก่อ ให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ได้อีกครั้งหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าระดับหนี้สินของครัวเรือนมีสูงเกินไปกล่าวคือ เมื่อราคาลดลงเราอาจจะรู้สึกว่าเรารวยขึ้น (real balance effect) เราจึงบริโภคมากขึ้น

ในอีกทางหนึ่งนั้น เมื่อราคาลดลงแต่เราเป็นหนี้อยู่ หนี้ของเราจึงมีมูลค่าหนี้ที่แท้จริงสูงขึ้นด้วย (debt deflation) เราจึงบริโภคน้อยลง ณ จุดนี้ Krugman เชื่อว่าผลของ debt deflation จะมีค่ามากกว่า real balance effect ในอเมริกา

หากเชื่อว่ากลไก ข้างต้นตามที่ Krugman เสนอจะเป็นจริงแล้ว และในภาวะที่ไม่ติดกับดับสภาพคล่อง ธนาคารกลางอเมริกาก็อาจจะแก้ปัญหาโดยการลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นให้ระดับ ราคาเพิ่มขึ้น (สร้างภาวะเงินเฟ้อขึ้น) เพื่อไม่ให้ภาวะ debt deflation เกิดขึ้น แต่เอาเข้าจริงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอเมริกาในปัจจุบันก็มีค่า เกือบจะเท่ากับศูนย์อยู่แล้ว มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลดดอกเบี้ยต่อไป

ดังนั้น หากจะทำให้ระดับราคาเพิ่มขึ้น ทางเดียวที่ยังเหลืออยู่ก็คือการที่ธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินฉีดเข้าไปในระบบ เศรษฐกิจ เพื่อทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามความเชื่อกระแสหลักหลัง 1970s ที่เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินจะต้องก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างแน่ นอน (Friedman กล่าวทำนองว่า Inflation is always a monetary phenomenon)

Krugman เสนอต่อไปว่า เอาเข้าจริงแล้วธนาคารกลางอเมริกาได้ “พิมพ์เงิน” เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาวะเงินเฟ้อก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี พูดภาษาเทคนิคก็คือ ฐานเงิน (monetary base) ของอเมริกาเพิ่มขึ้นมาก แต่ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) กลับไม่เพิ่มขึ้น หรือพูดอีกแบบคือตัวทวีคูณทางการเงิน (monetary multiplier) มีค่าน้อยกว่าหนึ่ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสถาบันการเงินของอเมริกานั่งทับเงินที่ถูกพิมพ์ เพิ่มขึ้นไว้โดยมิได้เอาไปปล่อยกู้ต่อ

ข้อสรุป ณ จุดนี้คือเครื่องมือทางการเงินของรัฐบาลก็ใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งเดียวที่รัฐบาลเหลืออยู่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการ คลังขยายตัว แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องมือนี้จะเป็นยาวิเศษจนทำให้เศรษฐกิจออกจากภาวะ ตกต่ำได้อย่างรวดเร็ว มันเพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจไม่ตกต่ำมากไปกว่านี้เท่านั้น โอกาสที่ภาวะว่างงานรอบนี้จะกินเวลาอีกนานหลายปีแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ ญี่ปุ่นนานนับ 10 ปียังคงเป็นไปได้ และจะไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกระทั่งภาระหนี้สินของระบบเศรษฐกิจค่อยๆ ลดลง

ข้อสรุปที่ว่าภายใต้ภาวะกับดับสภาพคล่อง ระบบเศรษฐกิจไม่มีกลไกอัตโนมัติในการปรับตัว และนโยบายการเงินไม่มีประสิทธิผลในการแก้ปัญหา เศรษฐกิจตกต่ำนั้นเป็นหัวใจของการอธิบายสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของเคนส์ ซึ่งทฤษฎีในยุคหลังจาก Friedman ต่างพากันปฏิเสธ โดยหันไปหาแนวคิดแบบคลาสสิกที่เน้นการปรับตัวโดยอัตโนมัติของกลไกตลาด ความไร้ประสิทธิผลของนโยบายการคลัง และความมีประสิทธิผลของนโยบายการเงิน อันเป็นขั้วตรงข้ามกับความคิดของเคนส์ ทั้งหมดนี้มีนัยอย่างไรต่อทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน ?

การวิเคราะห์ข้างต้นของ Krugman ตามแนวคิดของเคนส์นั้น Krugman เชื่อว่าทฤษฎีของเคนส์ซึ่งปฏิวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ก่อนที่ภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อ 1930s ยังคงใช้การได้ดี มันเพียงแต่ถูกลืมไปตามกระแสแฟชั่นทางวิชาการของนักทฤษฎียุคใหม่ซึ่งเน้นการ สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่แน่นอนชัดเจน (rigorous) บนสมมติฐานที่สอดคล้องกับวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค (เน้น microfoundation) จนกระทั่งหลงลืมแก่นสารของวิชาไปในที่สุด

หมายเหตุ – ผู้สนใจรายละเอียดของการบรรยายครั้งนี้สามารถฟังได้ที่http://www.lse.ac.uk/resources/podcasts/publicLecturesAndEvents.htm

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2552

from: http://www.onopen.com/apichat/09-06-26/4876

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: