อนาคตของระบบตลาดเสรี

ความเป็นมาของการต่อสู้ทางความคิดเรื่องตลาดเสรี: เคนส์, ฮาเยก, และฟรีดแมน

ช่วงเวลา 25 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (1945 – 70) แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียน (Keynesianism) มีบทบาทสำคัญในการยึดกุมพื้นที่ทางความคิด จนกลายเป็นกระบวนทัศน์หลัก (Dominant Paradigm) ของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในประเทศต่าง ๆ และผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes: 1883 – 1946) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ แนวคิดของเขานับได้ว่าเป็นการปฏิวัติทางกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ทางเศรษฐศาสตร์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ (รังสรรค์ 2548: 2-3) โดยเคนส์เรียกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ก่อนที่หนังสือ The General Theory of Employment, Interest, and Money ของเขาจะตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1936 ว่า“เศรษฐศาสตร์คลาสสิก” (Classical Economics) ที่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกราคาในการจัดสรรทรัพยากร โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง เคนส์ปฏิเสธกฎของซาย (Say’s Law) ที่เชื่อว่า “Supply creates its own demand”เพราะอุปสงค์มวลรวมอาจมีไม่เพียงพอความคิดของเคนส์เข้าแทนที่เศรษฐศาสตร์คลาสสิกเพราะกระบวนทัศน์เดิมอธิบายปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ (The Great Depression) ไม่ได้ ลักษณะสำคัญของแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนคือ

1. สนับสนุนให้รัฐเข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแทรกแซงระบบตลาด (Active Intervention) ด้วยความเชื่อที่ว่า ภาคธุรกิจเอกชนไม่มีเสถียรภาพและเป็นสาเหตุของความผันผวนของเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินนโยบายเพื่อต้านทานวัฏจักรทางเศรษฐกิจ (Countercyclical)

2. มุ่งแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค การออม การว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ด้วยนโยบายด้านมหภาค เช่น นโยบายการเงินและการคลัง ผ่านการจัดการอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand Management) กล่าวคือ เคนส์พัฒนาแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก ทฤษฎีหลายประเภทเป็นการคิดขึ้นใหม่ เช่น ทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยทฤษฎีความต้องการถือเงิน

3. ให้ความสำคัญกับนโยบายการจ้างงาน (Employment) เนื่องจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์เซียนได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ ที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมากกว่า 20% ในช่วงปี ค.ศ.1932 – 35

4. มีความเชื่อว่าการใช้นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากเกิดกับดักสภาพคล่อง(Liquidity Trap)
ในตลาดการเงิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Froyen 2008: Ch 5) อีกทั้งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุลได้ ซึ่งขัดกับแนวคิดของเศรษฐศาสตร์คลาสสิก

5. มีความเชื่อว่าระดับราคาสินค้าและค่าจ้างตัวเงินปรับตัวได้ค่อนข้างช้า (Sticky) ส่งผลให้กลไกตลาดทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไม่
เพียงพอจึงปรับการคาดการณ์ได้ช้า

เคนส์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมสมัยใหม่ (Modern Liberalism) ที่ยังคงสนับสนุนระบบทุนนิยมโดยวิสาหกิจเอกชน แต่ให้รัฐมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมากขึ้นด้วยเหตุผลทางสังคมและการเมือง ส่งเสริมมีการจัดสวัสดิการแก่คนที่ตกงาน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาและบริการสาธารณะ ใช้นโยบายการกระจายรายได้ด้วยภาษี (Redistribution) เพื่อช่วยให้คนที่ด้อยกว่ามีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้อื่น(Equality of Opportunity) ลักษณะของแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่จะละม้ายคล้ายคลึงกับแนวทางสังคมเสรีนิยม (Social Liberalism) (สมเกียรติ 2551: 43) อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาในสหรัฐก็ยังพยายามโจมตีแนวคิดของเคนส์ว่าเป็นสังคมนิยม และได้รับการคัดค้านในช่วงทศวรรษ 1950 เนื่องจากกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์กำลังครอบงำสังคมอเมริกันในขณะนั้น

ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของกระแสความคิด ฟรีดริช ฮาเยก (Friedrich A. Hayek: 1899 – 92) นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ.1974 เป็นอีกหนึ่งคนที่ส่งอิทธิพลทางความคิดอย่างมากในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการปฏิรูประบบตลาดในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1980 ฮาเยกเชื่อมั่นในสกุลความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิก และยืนยันความเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรี เขาคัดค้านแนวคิดของเคนส์ที่ปรากฏในหนังสือ The General Theory ในงานเขียนสำคัญของเขาคือ The Road to Serfdom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1944 เขาคัดค้านระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบรวมหมู่ (Collectivism) ระบบสังคมนิยม และการวางแผนจากส่วนกลาง ที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี และสหภาพโซเวียต สิ่งที่ฮาเยกกังวลก็คือ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประชาชนต่างสิ้นหวังในชีวิตและหันไปเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในทุกมิติเพื่อแก้ไขปัญหาความยากลำบาก นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮาเยกไม่พึงปรารถนาเลย เขาเปรียบเทียบว่ามหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งยังมีอำนาจน้อยกว่าข้าราชการของรัฐเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจบังคับ (Coercive Power) ในการชี้เป็นชี้ตายชีวิตมนุษย์ได้ เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น จะทำให้เสรีภาพ ของมนุษย์ถูกลดทอนลง

แม้ว่าฮาเยกจะเชื่อว่าพลังของการแข่งขันโดยเสรีจะเป็นกลไกที่ประสาน (Coordinate) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์เข้าด้วยกันโดยที่ไม่ต้องการอำนาจบังคับใดๆ แต่เขาก็มิได้สนับสนุนแนวคิดแบบปล่อยเสรี (Laissez Faire) หรือการปล่อยทิ้งไว้โดยลำพัง (leaving things just as they are) โดยปราศจากการควบคุมของกฎหมาย เขาเชื่อว่าบทบาทของรัฐยังมีความจำเป็น เช่น จำกัดชั่วโมงการทำงาน กำหนดมาตรฐานสุขอนามัย ให้บริการสาธารณะต่อสังคม ดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม จำกัดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขัน (Hayek 1945/2005: 45-46) กล่าวคือรัฐบาลที่ดีควรมีหน้าที่กำกับดูแลระบบตลาด (Regulation) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ฮาเยกก็มิได้หมายความว่าจะมี “ทางสายกลาง” (Middle Way) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนโดยรัฐ เพราะเขาเชื่อว่าการวางแผนมิได้อยู่ตรงข้ามกับการแข่งขัน แต่เป็นการวางแผนคือเงื่อนไขพื้นฐานของการแข่งขัน

ฮาเยกคัดค้านการวางแผนเศรษฐกิจโดยรัฐ ที่มีข้ออ้างว่าทำไปเพื่อ “ความเป็นธรรมทางสังคม” (Social Justice) การวางแผนโดยรัฐที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” ท้ายที่สุด
แล้วจะนำไปสู่หายนะหรือที่ฮาเยกเรียกว่า “A Fatal Conceit” เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครจะรอบรู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมากเพียงพอที่จะวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเคยเกิดขึ้นและล้มเหลวมาแล้วในระบบคอมมิวนิสต์ การตัดสินใจผลิตอะไร อย่างไร ควรเป็นหน้าที่ของปัจเจกบุคคลผ่านการแข่งขันอย่างเสรีในระบบตลาด ระบบตลาดเสรีดำเนินงานโดยไม่มีการวางแผน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของใคร (Market outcomes are arbitrary) และคาดการณ์ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นระบบตลาดจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐานทางคุณธรรม” (Moral Standard)เพราะตลาดไม่มีคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ (Impersonal) การเรียกร้องความเป็นธรรมจากระบบตลาดจึงสูญเปล่า เพราะไม่สามารถจะเรียกร้องเอาจากใครได้ (No one is to blame) (Macedo 1999: 292-294)

ในช่วงปี ค.ศ.1930 – 50 ระบบตลาดเสรีกำลังอ่อนโรยและไม่น่าเชื่อถือ ฮาเยกเขียนบทความขึ้นในปี ค.ศ.1949 ชื่อ The Intellectuals and Socialism กล่าวว่า บุคคลที่ช่วยโหมกระแสต่อต้านระบบตลาดและสนับสนุนให้รัฐบาลขยายตัว (Growing Government) ประกอบด้วย ปัญญาชน สื่อสารมวลชน คอลัมนิสต์ นักเขียน ศิลปิน ฮาเยกเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น“the second-hand dealers in ideas” โดยเฉพาะในอังกฤษที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยสนับสนุนแนวทางสังคมนิยม สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางขึ้นมาทำหน้าที่แทนตลาด พวกเขาเชื่อระบบตลาดเป็น “ความชั่วร้าย” มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรม พวกเขาใฝ่ฝันถึงสังคมในอุดมคติ (Utopia) ที่ไม่มีระบบตลาดเสรี แต่ฮาเยกกล่าวว่าวิธีคิดแบบนี้สุดท้ายจะนำไปสู่ระบบฟัสซิสม์หรือไม่ก็ระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้น ฮาเยกเป็นนักคิดและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความคิดที่แปลกไปจากคนอื่นๆแทบทั้งหมด

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman: 1912 – 2006) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิคาโก และได้รับรางวัลเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อ ค.ศ.1976 เป็นนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่สนับสนุนการจำกัดบทบาทของรัฐมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดของเขาคล้ายคลึงกับของฮาเยก ในหนังสือ Capitalism and Freedom ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1962 ในบทนำของหนังสือเขาคัดค้านคำพูดของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ที่ว่า “ท่านโปรดอย่าถามเลยว่าประเทศจะทำอะไรให้ท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง” ฟรีดแมนอธิบายว่า สังคมประกอบขึ้นด้วยปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระเสรีต่อกัน ประชาชนมิได้มีหน้าที่ต้องรับใช้รัฐ พวกเขามีชีวิตและรับผิดชอบชีวิตของเขาเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นผู้อุปถัมภ์แก่ประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้แก่ประชาชน (Friedman 1962/1982: 1-2) เคนเนดี้จึงไม่ควรกล่าวเช่นนี้ในสังคมที่นิยมเสรีภาพ

ฟรีดแมนเห็นว่าสิ่งที่ปัจเจกบุคคลควรเรียกร้องจากรัฐบาลของตนคือการพิทักษ์เสรีภาพ(Freedom) ทั้งเสรีภาพในการพูด การคิด การเขียน การนับถือศาสนา การประกอบธุรกิจ การซื้อขายแลกเปลี่ยน และสิ่งที่เป็นภัยต่อเสรีภาพคือการรวมศูนย์อำนาจ(Concentration of Power) สิ่งที่จะควบคุมอำนาจของรัฐบาลได้มี2 ประการคือ การจำกัดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutionalism) และการกระจายศูนย์กลางอำนาจรัฐออกไป(Decentralization) เมื่อรัฐถูกจำกัดอำนาจลงแล้ว ฟรีดแมนเห็นว่ารัฐควรมีหน้าที่เพียง 3ประการคือ รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย (preserve law and order) บังคับใช้สัญญาของเอกชน (enforce private contracts) และส่งเสริมการแข่งขันในตลาด (foster competitive market) (Friedman 1962/1982: 2) ฟรีดแมนมีผลงานที่ครอบคลุมหลายแขนงในทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งด้านนโยบายการเงิน ระบบการเงินระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การศึกษา นโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งโดยรวมแล้วเขาเห็นว่าการมีรัฐบาลเป็นสิ่งที่จำเป็น เพียงแต่เขาไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเข้าดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง รัฐบาลควรดำรงตนในฐานะกรรมการ (Umpire) ผู้กำกับดูแลกติกาของเกม (Rules of the game)

อย่างไรก็ตาม ตลาดผูกขาดในบางสถานการณ์จะมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการผูกขาดโดยผู้ผลิตรายเดียว ฟรีดแมนเรียกว่า “การผูกขาดในเชิงเทคนิค” (Technical Monopoly) (Friedman 1962/1982: 28) เช่น กิจการโทรศัพท์ กิจการรถไฟ ในสภาวะเช่นนี้มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ เอกชนเป็นผู้ผูกขาด (Private Monopoly) รัฐเป็นผู้ผูกขาด (Public Monopoly) ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และทางเลือกสุดท้าย ให้เอกชนผูกขาดแต่รัฐคอยกำกับดูแล (Public Regulation) ฟรีดแมนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลือกยาก เพราะต้องเลือกสิ่งที่ “เลวร้าย” น้อยที่สุด ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกวิธีแรก (อย่างไม่เต็มใจนัก) โดยอธิบายว่าสองวิธีหลังมีข้อเสียคือ ตอบสนองได้ช้าต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และอาจจะนำไปสู่การปกป้องรัฐวิสาหกิจมิให้เผชิญแข่งขันจากธุรกิจใหม่ๆ ในขณะที่การผูกขาดโดยเอกชนในระยะยาวยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่ เขายกตัวอย่างกิจการรางรถไฟในสหรัฐที่เป็นการผูกขาดเชิงเทคนิคในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาวแล้วก็ยังต้องต้องเผชิญกับการแข่งขันโดยธุรกิจการบิน และการขนส่งทางรถยนต์ เว้นแต่จะได้รับการปกป้องโดยรัฐ สิ่งที่ฟรีดแมนต้องการจะสื่อก็คือ การผูกขาดเชิงเทคนิคของเอกชนโดยลำพังแล้วกีดกันผู้อื่นมิให้เข้ามาแข่งขันไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลคือผู้ออกกฎหมายว่ากิจการใดมีลักษณะเป็น “กิจการสาธารณะ” ที่รัฐบาลเท่านั้นมีอำนาจผูกขาดในการให้บริการเพียงรายเดียว

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 

จากคอลัมน์ “คุณภาพ ดุลยพินิจ” ของ ศาสตราภิชาญอัมมาร สยามวารา เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังที่ดูเหมือนสมดุล แต่แท้จริงขาดดุล หากรวมดุลนอกประเทศเข้าไปด้วย เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2541-2544 และสรุปว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นแบบเคนส์ คือกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภค

การใช้นโยบายที่ล้วนแต่สร้างหนี้ให้กับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน การพักชำระหนี้ ธนาคาร SME การยกหนี้ให้คนรวยผ่าน บสท.โดยสรุปว่ารัฐบาลกำลังก่อหนี้ให้กับประชาชนทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ตัวรัฐบาลเอง

ในทางทฤษฎี การก่อหนี้ที่กล่าวหาว่า หนึ่ง เป็นการก่อหนี้จริงๆ ที่ผูกพัน สอง หนี้ดังกล่าวนี้เองที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และ สาม ทำให้อัตราการเจริญเติบโตเป็นไปได้มากกว่าร้อยละ 5

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความเป็นจริง แม้พิจารณาอัตราการเจริญเติบโตทางด้านอุปสงค์เพียงด้านเดียว เราพบว่าอัตราการขยายตัวของการบริโภค การลงทุน การนำเข้า-การส่งออก มิได้มีการขยายตัวในอัตราสูงจนเกินปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางจากแนวโน้มในอดีต โดยเฉพาะในกรณีภาคการค้าระหว่างประเทศจากการถดถอยไปสู่การขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่การบริโภค และการลงทุนฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าทำไม ในเมื่อสถาบันการเงิน มีการปล่อยสินเชื่อ ของธนาคารพาณิชย์ยังต่ำอยู่มาก โดยภาพรวมแล้วยังมีภาพคล่องส่วนเกินอยู่มาก แต่ทำไมอัตราการเจริญเติบโตเป็นร้อยละ 5 ได้ สอง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จะอธิบายสาเหตุของการขยายตัวของอัตราการเจริญเติบโตของประเทศได้อย่างไร ในเมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตอัตราที่ค่อนข้างต่ำคือเพียงร้อยละ 61.3 (ณ สิงหาคม 2545) เท่านั้น การใช้กำลังการผลิตอย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเกินกว่าอัตราที่กล่าวนี้มากนักในภาพรวมสำหรับปี 2545 สาม อัตราการว่างงาน มีอัตราต่ำ แสดงถึงการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจริงหรือไม่

ถ้าเป็นเช่นนี้ การอธิบายแหล่งที่มาของการเจริญเติบโตน่าจะไม่ใช่มาจากการคำนวณ บัญชีการเติบโต (Growth Acounting) จากด้านอุปสงค์(Demand Side) ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวดังบทความเชื่อตามความเข้าใจ โดยทั่วไปของนักวิชาการ หากแต่ต้องพิจารณาการเจริญเติบโตที่เกิดจากการปรับตัวสูงขึ้นของอุปทาน(Shift in Supply) จากการเพิ่มของผลิตภาพมวลรวม (Total Factor Productivity)

จากแบบจำลองของโซโลและสวอน (Solow and Swan) ซึ่งเป็นนิโอคลาสสิคขนานแท้และดั้งเดิม ได้ชี้ให้เห็นว่าที่สภาวะพลวัตเปรียบเทียบ(Steady State) การเจริญเติบโตอาจมาจากการที่อุปทานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ นอกจากการขยายตัวของปริมาณและคุณภาพแรงงานและทุนแล้ว อุปทานรวมก็เพิ่มได้ ด้วยการเพิ่มของประสิทธิภาพมวลรวม(TFP) ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ทางนิโอคลาสิคไม่ได้อธิบายว่าอะไรเป็นตัวกำหนดผลิตภาพมวลรวม นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลนี้เสนอคือสิ่งที่น่าวิเคราะห์ กล่าวคือนอกจากจะกระตุ้นอุปสงค์ตามที่คาดเดา (Posterlate) แล้วการอธิบายด้วยผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Analysis) น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากกว่า

การเติบโตจากภายในระบบ (Endogeneous Growth) จากการที่หน่วยผลิต ได้แก่ ชุมชน บริษัทขนาดเล็ก-กลาง ตื่นตัวเพื่อปรับวิถีการผลิตสู่การมีเหตุมีผล กล่าวคือด้านหนึ่ง หน่วยผลิตลดต้นทุนลง โดยหันหาปัจจัยการผลิตที่เป็นวัตถุดิบของภายในประเทศราคาถูก ซื้อด้วยเงินบาท ในอีกด้านหนึ่งเกิดการวิจัยพัฒนาแบบชาวบ้าน โดยนำภูมิปัญญาของตนเองกลับมาใช้ในวิถีการผลิตอีกครั้งหนึ่ง การผลิตสมัยใหม่ด้วยเครื่องจักร เครื่องมือง่ายๆ ทำในไทยผสมกับภูมิปัญญาไทย เป็นการสะสมทุน (Capital Deepenning) ที่เกิดจากภายใน

ในด้านอุปสงค์ การเติบโตมีรากฐานจากการสร้าง-ฟื้นรสนิยมสินค้า ภูมิปัญญาไทยให้กลับคืนมาในทางทฤษฎีที่ไม่ใช่กระแสหลักอย่างนิโอคลาสสิค การสร้างสินค้าขึ้นมาหลากหลายคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การขยายตัวของความหลากหลายแห่งผลิตภัณฑ์ จะเป็นไปได้ต้องอยู่ในวิถีการผลิตที่มุ่งไปสู่การมีส่วนร่วมของผู้ผลิตมากรายไม่ใช่การผูกขาดโดยผู้แข่งขันน้อยราย ภาวะเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในกรณีของสุราและเครื่องดื่ม,โทรศัพท์และสื่อสาร ตลอดจนสินค้าชุมชน-SMEs ต่างๆ โอกาสทางสังคมด้านต่าง ๆ ของคนด้อยโอกาส เช่นการรักษาพยาบาลโดยอาศัย 30 บาท การสร้างรายได้จากการคิดอย่างสร้างสรรค์(Creativity) การมีส่วนร่วมในขบวนการทางการผลิต และทางสังคม-การเมือง แน่นอนโครงการหนึ่งตำบล-หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการโน้มน้าวให้เกิดการเจริญเติบโตภายใน เพราะการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยการออกแบบจะนำไปสู่การลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ใหม่ของสังคม

หากพยายามจะอธิบายการเจริญเติบโตว่ายั่งยืนหรือไม่ หรือจะต้องดูมากกว่าการก่อหนี้ให้กับประชาชน-ประเทศ เราอาจต้องคำนวณ ผลิตภาพมวลรวม ดังกล่าวเป็นเบื้องต้น ก่อนจะก้าวล่วงเข้าไปคำนวณสิ่งที่สลับซับซ้อนกว่า

ผลิตภาพมวลรวมน่าจะเป็นแก่นในการอธิบายแหล่งที่มาของการเจริญเติบโต นอกจากการเจริญเติบโตด้านแรงงานและทุนแล้ว แน่นอนการเพิ่มการผลิตภาพมวลรวมร้อยละ 1.26 อธิบายว่าการเจริญเติบโตมาจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นของสังคม ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย ปัจจัยการผลิตแรงงาน-ทุนเพียงสองประการ หากแต่เกิดจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ มีบวนการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วม การเพิ่มโอกาสของชุมชนในการเข้าถึงแหล่งทุน การลดการผูกขาด การเพิ่มพูนของข้อมูลข่าวสารทุก ๆ ด้าน การปรับโครงสร้างระบบราชการ การตื่นตัวของการปกครองท้องถิ่น ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการปรับระดับ(Shift) ของโครงสร้างอุปทานของสังคม มากกว่าการเพิ่มตามแนวโน้มในอดีตของอุปทาน และเนื่องจากอุปสงค์รวมเพิ่มขึ้นจากก่อหนี้ของรัฐบาล-ประชาชนตามที่บทความชี้แนะ

การใช้หลักของการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตจากด้านอุปทาน ที่เน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ(Quality Growth) มากกว่า การใช้หลักการการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบเคนส์ ตามที่เข้าใจหากจะเป็นเคนส์ก็ต้องเป็นโพสเคนเซียน (Post-Keysian-Ricardian) มากกว่าที่จะเป็นเคนส์ตามตำรา (Text Book) รากฐานโพสเคนเซียน คำนึงถึงปัญหาของความไม่พอเพียงต่างๆ เช่น ความแตกต่างของการกระจายรายได้ การถือครองสิทธิที่แตกต่างกัน ความไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของคนจน-การมีความเสี่ยงในชีวิตของคนจน-ด้อยโอกาสภายใต้กระแสโลกใหม่ ในขณะที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์ภายในประเทศ และจากต่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพภายใน-ภายนอกอย่างมีอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

หลักการทางทฤษฎีเหล่านี้เกิดก่อนจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก่อนรัฐบาลนี้มานานแล้ว เป็นหลักสากลทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก นิโอคลาสสิค หรือ เคนส์ ตามตำราอย่างที่เข้าใจ ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินตามทฤษฎีที่กล่าวข้างต้น คือหลักการสากลแห่งความเป็นจริงของสังคมและของโลก

รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เศรษฐกิจตลาดเสรี: ความพอเพียงอยู่ตรงไหน

หลังจากการล่มสลายของภาคการเงินไทยในปี 40 เป็นต้นมา คนไทยแทบทุกคนเป็นกังวลห่วงใยกับ “เศรษฐกิจ” ของประเทศ คนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเศรษฐกิจ ก็มารู้จักเอาตอนเศรษฐกิจเข้าสู่วิกฤตนี้แหละเพราะได้รับผลกระทบเข้ากับตัวเอง คนเคยมีเงินเดือนประจำก็ถูกหักลดหรือถูกให้ออก ธุรกิจที่เคยซื้อง่ายขายคล่องก็ไม่มีคนมาซื้อ แท็กซี่หาผู้โดยสารยาก เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังกันถ้วนหน้า ต่างรอคอยว่าเมื่อไรเศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นมาใหม่

เงินคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เศรษฐกิจคือกลไกที่ผลิตของซื้อของขาย และของคล้ายกันที่อาจจับต้องไม่ได้ คือบริการต่าง ๆ ถ้าเรายิ่งซื้อมากเท่าใดเศรษฐกิจก็จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องใช้มาตรการระยะสั้นช่วยกระตุ้นให้มีการซื้อมากขึ้น โดยหาทางเอาเงินไปใส่กระเป๋าคน จะได้มี“อำนาจซื้อ” มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนมักจะไม่มีการออมเงินเข้ากระเป๋าเมื่อไรก็จะกลับออกไปทันทีเพื่อซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นในการยังชีพ จึงมีส่วนสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้เงินหมุนเวียนโดยไหลขึ้นไปเข้ากระเป๋านายทุนเจ้าของกิจการ จะได้มีรายได้ไปใช้หนี้ และมีกำไรไปลงทุนต่อ

ถ้ามีคนจนกระจุกตัวอยู่ในเขตใดของประเทศ วิธีแก้ปัญหาความยากจนของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือต้องหาวิธีเอาเงินเข้าไปในชุมชนนั้น ๆ มากขึ้น ถ้าเขตใดมีทิวทัศน์สวยงาม ทำไมเราไม่ดึงให้นักลงทุนมาทำธุรกิจสนามกอล์ฟ หรือกิจการการท่องเที่ยว ถ้าเขตนั้นมีป่าไม้ที่ยังสมบูรณ์และมีแร่ธาตุใต้ดิน เราก็เชิญชวนให้บริษัทต่าง ๆ มาลงทุนทำกิจการสะกัดทรัพยากรธรรมชาติขายในตลาดโลกให้เป็นเม็ดเงินขึ้นมา คนจนแถวนั้นจะมีงานใหม่ ๆ ทำ และได้ค่าแรงเป็นเงินเข้ากระเป๋า จะได้หายจน แถมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

นอกจากการกระตุ้นให้เงินไหลขึ้นดังกล่าวแล้ว รัฐบาลไทยยังใช้อีกวิธีหนึ่งคือผันเงินลงไปที่ชุมชนระดับล่างสุดเพื่อเพิ่มเป็นทุนสินเชื่อหมุนเวียนให้ชาวบ้านนำไปลงทุนทำการผลิตมูลค่าเพิ่มให้แก่แรงงานของตน แล้วนำสินค้าหรือบริการออกขาย แทนที่จะหาอยู่หากินกันแต่พอยังชีพ การเพิ่มการซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจะได้ช่วยขยายเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้เติบโต

ความเป็นจริงก็คือ ในระบบทุนนิยม เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ต่อเมื่อมีการลงทุนทำการผลิตเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อธุรกิจเอกชนจำนวนมากล้มและเลิกการผลิตจากภาระหนี้สินที่ถูกนักลงทุนถอนทุนคืน และจำนวนหนี้เพิ่มเป็น 2 เท่าจากค่าเงินบาทที่ตกต่ำธนาคารไม่ปล่อยกู้เพิ่มเพราะกลัวเงินจะสูญ รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ลงทุนแทน ถึงแม้จะต้องไปกู้เขามา

การที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ ธุรกิจเอกชนจะต้องสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่ต้องแข่งขันกันขายเพื่อจะได้มีเงินไปลงทุนผลิตเพิ่ม ในกรณีที่การผลิตและการบริโภคภายในประเทศชะงักงันจากภาวะวิกฤตยิ่งธุรกิจที่ต้องกู้เงินมาทำกิจการ ยิ่งจำเป็นต้องทำกำไรให้ได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจึงจะอยู่รอดได้ จึงไม่น่าแปลกอะไรและเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป ที่ชาวบ้านเอาเงินที่กู้จากรัฐไปจ่ายหนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า แทนที่จะผลิตอะไรให้ขาดทุนและต้องติดหนี้เพิ่ม

แต่เงินกำลังจะไหลออก…ต่อไป

ในระหว่างนี้ รัฐบาลก็มองหาเงินทุนจากภายนอกมาทำการผลิต และหาตลาดภายนอกประเทศเพื่อขายสินค้าที่ผลิตได้ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต  เพราะนี่คือการเติบโตที่คนชั้นสูงต้องการ คือการมีรายได้ระดับโลก และเป็นผู้บริโภคระดับโลกในกระแสโลกาภิวัตน์

ในความเป็นจริง เศรษฐกิจไทยถลำตัวเข้าไปผูกติดกับเศรษฐกิจโลกลึกพอสมควรแล้ว ที่โตขึ้นมาได้พรวด ๆ ในช่วง 10 ปีมาแล้วเป็นเพราะอานิสงค์ของการลงทุนจากต่างประเทศมาทำการผลิตเพื่อส่งออก ทำให้เศรษฐกิจพึ่งการส่งออกถึงกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม และที่ไม่หดตัวไปมากกว่านี้ในช่วงวิกฤตก็เพราะการส่งออกของบริษัทข้ามชาติที่เอาเงินทุนเข้ามาควบรวมกิจการจากหุ้นส่วนคนไทยที่เคยถือไว้ไม่ต่ำกว่า 51% จนบริษัทที่เคยมีหุ้นส่วนเป็นคนไทย ปัจจุบันก็เป็นของต่างชาติเต็มตัวไปแล้ว เงินกำไรทั้งหมดมีแต่จะไหลกลับสู่นายทุนนอกประเทศ

การที่รัฐบาลมีความเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่สามารถจะฟื้นตัวได้หากไม่ได้เงินลงทุนจากภายนอกเข้ามาเพื่อการผลิต ทำให้ต้องสร้างแรงจูงใจดึงดูดนายทุนต่างประเทศ โดยการเปิดให้เข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรีและลดเงื่อนไขต่าง ๆ ลงให้มากที่สุด  พร้อมกันนั้นก็ต้องส่งเสริมส่งออกเพื่อหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศไปใช้หนี้ ซึ่งหมายความว่าก็ต้องเปิดให้มีการนำเข้าอย่างเสรีด้วย เพื่อที่จะแลกกับการส่งออกแก่ประเทศคู่ค้า

การมีความเชื่อเช่นนี้ จำกัดการดำเนินนโยบายระดับมหภาค และมันจะพาเรากลับไปสู่สภาพก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างง่ายดาย และอาจจะยิ่งแย่กว่านั้นอีก

ช่วงก่อนวิกฤตเป็นช่วงที่ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  คนไทยส่วนหนึ่งที่ได้อานิสงค์ จากการมีรายได้จากการนำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนทำการผลิต ต้องการซื้อหาสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศมากขึ้น มากกว่ารายได้จากการส่งออกของประเทศ การที่ต้องระดมเงินจากต่างประเทศโดยการกู้ยืมเข้ามาเพื่อชำระค่าสินค้านำเข้า ทำให้ค่าเงินบาทตกลง ซึ่งทำให้จำนวนหนี้บานเบอะขึ้น การแก้ปัญหาด้วยการขายทรัพย์สินและกิจการให้แก่ต่างชาติอย่างที่ รัฐบาลขายธนาคาร และเอกชนขายธุรกิจเพื่อหาเงินตราต่างประเทศมากใช้หนี้ ในภายหลังจะยิ่งทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อธุรกิจต่างชาติเริ่มส่งเงินกำไรกลับประเทศตน

เงินลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาใหม่ดูว่าจะเป็นประเภทที่ทำกิจการค้าบริการ ตั้งแต่การประกันภัยท่องเที่ยว ไปจนถึงการผลิตพลังงาน และแจกจ่ายน้ำประปาเพราะนี่คือสิ่งที่บรรษัทข้ามชาติมีความชำนาญมากกว่า และหากำไรได้มากกว่าการผลิตสินค้า หากเข้ามาเป็นจำนวนมากและควบรวมกิจการของคนไทยเดิมไป ดุลการชำระเงินของประเทศจะมีปัญหาแน่ เพราะเขาต้องการเข้ามาทำกิจการเฉพาะที่คิดว่าจะได้กำไรสูงอยู่แล้ว และขนเงินกำไรกลับประเทศได้มาก

ภายใต้กรอบแนวคิดตลาดเสรี รัฐบาลไม่สามารถที่จะใช้นโยบายเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเพื่อลดการนำเข้า ช่วยอุดหนุนธุรกิจภายในประเทศให้แข่งขันได้ ไม่สามารถจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นจากต่างประเทศ คนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ 100% และไม่สามารถจำกัดประเภทธุรกิจ จำกัดปริมาณการก่อหนี้กับต่างประเทศ และสร้างเงื่อนไขให้ต้องสามารถหาเงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้เองได้ ไม่สามารถกำหนดให้จ้างคนไทยเป็นสัดส่วนเท่าไรได้ ประโยชน์ที่จะได้จากการเปิดเสรีจะมีน้อยกว่าผลเสียที่จะตามมา

ในประเทศกำลังพัฒนาที่คนส่วนใหญ่ยังดำรงชีวิตอยู่ในเมืองเล็ก ๆ และในชุมชนชนบท และพึ่งพาเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ งานที่จำเป็นและท้าทายที่สุดคือการหยุดยั้งกระแสของการพัฒนาไปสู่เมืองและตลาดโลก ซึ่งมีแต่จะลงเอยด้วยการที่เงินทุนจะไหลขึ้นไปสั่งสมกระจุกตัวอยู่ในมืองของเจ้าของทุนและบรรษัทธุรกิจข้ามชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพการณ์ปกติของระบบทุนนิยม โดยที่ประชาชนคนธรรมดาได้แต่รอกินน้ำใต้ศอก

ทางออกระดับนโยบายมหภาค

เมื่อดูแนวโน้มของโลกตลาดเสรีปัจจุบันแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการทวนกระแสโดยเพิ่มการควบคุมโดยรัฐ ประชาชนจะต้องยืนยันให้รัฐบาลทำหน้าที่นี้อย่างเข้มแข็ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

1. การไหลของทุนอย่างเสรี เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะช่วยให้บรรษัทข้ามชาติเติบโตได้ เพราะช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายกำไร ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และเงินลงทุนไปที่ไหนก็ได้ในโลก และเป็นเครื่องมือที่จะขู่เข็ญให้รัฐบาลประเทศใดต้องยอมสยบให้ มิฉะนั้นจะย้ายไปที่อื่น รัฐบาลต่าง ๆ จึงต้องแข่งขันกันหยิบยื่นแรงจูงใจ และดึงดูดทุนด้วยค่าแรงที่ต่ำ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่หละหลวม การยกเว้นภาษี และการอุดหนุนอื่น ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในภาวะนี้ธุรกิจขนาดเล็กในประเทศที่ไม่ได้รับการอุดหนุนเท่าเทียมกัน ย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้ นโยบายการควบคุมการลงทุนจากต่างชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนในประเทศ เป็นอำนาจอธิปไตยของชาติที่จะต้องใช้ให้เกิดผล

2. นโยบายเปิดเสรีทางการค้า ที่รัฐบาลทั้งหลายที่เข้าร่วมองค์การการค้าโลกน้อมรับด้วยความเชื่อว่าการเปิดตลาดให้ส่งออกและนำเข้าอย่างเสรีจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แต่การมีนโยบายการใช้ภาษีศุลกากรควบคุมการนำเข้าสินค้าที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าไม่ใช่ปกป้องกลุ่มบุคคล แต่เป็นการปกป้องวัฒนธรรม การมีงานทำ และทรัพยากรในท้องถิ่น จากอำนาจและอิทธิพลอันทรงพลังของบรรษัทข้ามชาติ

3. โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและพลังงาน ล้วนแต่ตอบสนองความต้องการของเมือง และการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก นโยบายของรัฐจะต้องหันมากระจาย
โครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นแทน เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ

ทางเลือกระดับชุมชน

ในระดับชุมชน การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมชุมชน จึงไม่มีรูปแบบใดที่จะใช้ได้ทุกที่ ในประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนได้ทำงานสร้างทางเลือกร่วมกับชาวบ้านมาตลอด และมีตัวอย่างปรากฏเห็นได้หลายท้องที่ ตัวอย่างที่สำคัญที่มีการริเริ่มอยู่แล้วในหลากหลายชุมชนทั่วโลกคือ

1. การรณรงค์ให้ “ซื้อสินค้าท้องถิ่น” เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่นไม่รั่วไหลออกข้างนอก และยังเป็นการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งสินค้าเป็นระยะทางไกล

2. วิธีการที่จะสร้างหลักประกันว่าเงินจะหมุนเวียนอยู่ภายในชุมชนเพื่อตอบสนองความจำเป็นของคนในท้องถิ่น ที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้ตลอดไป คือ การสร้าง “เงินตราของชุมชน” ขึ้นเอง ให้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อันจะช่วยเพิ่มการผลิตและการบริโภคจากภายในท้องถิ่น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ โดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนด้วยเงินตราประจำชาติที่ควบคุมโดยนายทุนเป็นหลัก

3. การเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรรายย่อยกับกลุ่มบริโภคในเมืองโดยตรง ในฐานะหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน เพื่อแบ่งปันภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการผลิตของเกษตรกรรายย่อย และสร้างหลักประกันในความปลอดภัยและความมั่นคงด้านอาหารสำหรับผู้บริโภค และการมีงานทำอย่างต่อเนื่องของผู้ผลิต ขณะนี้มีการทำการเกษตรแบบที่เรียกว่า “การเกษตรที่ชุมชนสนับสนุน” ในประเทศพัฒนาแล้วแทบทุกประเทศ และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมา

4. การเคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้ง “หมู่บ้านนิเวศ” เป็นความริเริ่มอีกอย่างหนึ่งที่จะทวนกระแสการพึ่งพาเศรษฐกิจโลก โดยการตั้งเป้าหมายรวมกันของชุมชนที่จะปลีกตัวอย่างสิ้นเชิงออกจากการแข่งขัน การบริโภคที่ฟุ่มเฟือย มลภาวะ และความรุนแรง โดยการใช้พลังงานทดแทนและความร่วมมือกันเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ในบ้านเรามีขบวนการสันติอโศกเป็นตัวอย่าง

การสร้างเศรษฐกิจชุมชนทวนกระแสโลกาภิวัตน์ บนฐานของภูมิปัญญาและจิตสำนึกของชุมชน จำเป็นต้องจัดการกับการจัดการศึกษาในโรงเรียน ที่เป็นไปเพื่อนำทางลูกหลานของชาวบ้านให้ไต่บันไดขึ้นสู่เศรษฐกิจรวมศูนย์ ชุมชนต้องใช้โอกาสที่เปิดอยู่เข้าไปร่วมกันจัดการศึกษาท้องถิ่นที่อยู่บนฐานของวัฒนธรรม ทรัพยากร และภูมิปัญญาของตนเอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจท้องถิ่นและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นหลัก

ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด
โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: