สำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์เคนส์ (Keynesian Economics)

ความเป็นมาของแนวคิดเคนส์ from: http://www.stou.ac.th/Schools/Sec/Services/e-Learning2/02-01.html

สำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์เคนส์ (Keynesian Economics) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918) เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและประสบกับปัญหาการว่างงานอย่างกว้างขวาง การรื้อฟื้นระบบมาตรฐานทองคำ โดยรัฐบาลอังกฤษทำให้ปัญหาการผลิตถดถอย การว่างงานสูง และการขาดดุลการชำระเงินเรื้อรัง ประกอบกับการ ล้มครืนของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาในปลายทศวรรษ 1920     ภาวะการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในทศวรรษ 1930 แม้ว่ารัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศจะพยายาม แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำการว่างงานอย่างแพร่หลาย และธุรกิจเป็นจำนวนมากได้ปิดกิจการลงในที่สุดในระยะเวลาดังกล่าว ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes)

Sir John Maynard Keynes ( ค.ศ.1883 – 1946 )

ได้เสนอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในหนังสือชื่อทฤษฎีเกี่ยวกับการจ้างงาน ดอกเบี้ย และเงินตรา (The General Theory of Employment, Interest, and Money) หนังสือเล่มดังกล่าว มีเพียงแต่เป็นผลงานที่ก่อให้เกิด “เศรษฐศาสตร์ของเคนส์” (Keynesian Economics) หรือสำนักเศรษฐศาสตร์เคนส์ แต่ทว่ายังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์มหภาคที่สำคัญคือได้ปฏิรูปทฤษฎีเงินตรา บทบาทของรัฐบาลในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวหรือแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างแบบจำลองสภาวะสมดุลทั้งระบบในลักษณะที่เรียบง่าย รวมข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดอ่อนของสำนักคลาสสิกและนีโอคลาสสิก ซึ่งมีจุดอ่อนในการอธิบายปัญหาการปรับตัวทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่นำไปสู่ระดับการจ้างงานเต็มที่ เป็นต้น เคนส์ได้วิจารณ์และโจมตีแนวคิดของสำนักคลาสิก (รวมทั้งสำนักนีโอคลาสสิก) อย่างรุนแรง โดยทฤษฎีการจ้างงานแบบเดิมที่เสนอว่าระดับการจ้างงานในตลาดแรงงานถูกกำหนดโดยดุลยภาพระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยสมมุติว่าทั้งตลาดสินค้าและตลาด
แรงงานเป็นตลาดแข่งขันตลอดจนราคาสินค้าและอัตรา ค่าจ้างสามารถปรับตัวขึ้นลงได้อย่างยืดหยุ่น ฉะนั้น การจ้างงานดุลยภาพที่เกิดขึ้น  จะเป็นระดับการจ้างงานเต็มที่   และอัตราค่าจ้างในตลาดแรงงานจะเป็นอัตราค่าจ้างดุลยภาพ ถ้าหากยังมีการว่างงานอยู่ก็เป็นการว่างงานโดยสมัครใจ (voluntary unemployment) เพราะผู้ว่างงานเรียกร้องค่าจ้างสูงเกินไปและปฏิเสธที่จะทำงานระดับค่าจ้างดุลยภาพ เคนส์มีความเห็นว่า คนงานสามารถต่อรองกำหนดอัตราค่าจ้างที่เป็นตัวเงินได้แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนราคาสินค้าได้ ทำให้คนงานไม่ยอมรับการลดอัตราค่าจ้างที่เป็นตัวเงินของตน เพื่อที่จะรักษาระดับมาตรฐานการครองชีพของตนเองไม่ให้เลวลงเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น ๆ ฉะนั้นอัตราค่าจ้างที่เป็นตัวเงินในระบบเศรษฐกิจ จึงมีลักษณะไม่ยืดหยุ่น และมีผลทำให้เกิดการว่างงานโดยไม่สมัครใจได้ เคนส์ได้เสนอว่าอุปสงค์มีผล ( effective demand ) อันประกอบไปด้วยการใช้จ่ายบริโภคของครัวเรือน การใช้จ่ายการลงทุนของภาคธุรกิจและรัฐบาล รวมทั้งรายได้จากการส่งออกสุทธิ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดการจ้างงานผลผลิตและรายได้ประชาชาติระยะสั้น โดยผ่านการทำงานของตัวทวีคูณ ทำให้เกิดดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็นต้องมีการจ้างงานเต็มที่ แต่อาจมีการว่างงานแบบไม่สมัครใจเกิดขึ้นได้

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์เน้นคำว่า “ทฤษฎีทั่วไป” เพราะเขาเชื่อว่าทฤษฎีสามารถใช้ได้กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคโดยทั่วไป โดยเฉพาะการกำหนดผลผลิตรายได้ประชาชาติดุลยภาพทั้งที่มีการจ้างงานเต็มที่ ( full employment equilibrium )           และที่มีการว่างงานแบบไม่สมัครใจ ( unemployment equilibrium ) ในขณะที่ทฤษฎีคลาสสิกและนีโอคลาสสิกมีลักษณะเป็น “ทฤษฎีเฉพาะ” (special theory) เพราะใช้อธิบายได้เพียงกรณีเดียวคือ ดุลยภาพที่มีการจ้างงานเต็มที่ และไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ “การว่างงานโดยสมัครใจ” ได้ผลงานของเคนส์ “ทฤษฎีทั่วไปว่าด้วยการจ้างงานอัตราดอกเบี้ยและเงินตรา” ได้ส่งผลให้แนวคิดของเคนส์ได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางและมีผู้เปรียบเทียบว่าเป็นเสมือนการปฏิวัติ หรือที่เรียกว่า การปฏิวัติของเคนส์(Keynesian Revolution) และเคนส์เองก็ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคและเป็นคนอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคนรุ่นเดียวกัน (ค.ศ. 1883 – 1946) และนับแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา เศรษฐศาสตร์ของเคนส์ได้มีอิทธิพลต่อการเรียนการสอนวิชาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกอีกทั้งได้เข้าไปมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญคือ การใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ( budgetary deficits ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค ในขณะที่การวิเคราะห์เกี่ยวกับรายได้ประชาชาติได้ถูกใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ภาวะทางเศรษฐกิจ และการบริหารนโยบายเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น

พัฒนาการทางแนวคิดและทฤษฎีของเคนส์ก็ส่งผลและมีอิทธิพลต่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศกำลังพัฒนานับแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการวางนโยบายเศรษฐกิจ มหภาค โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ทางด้านอุปสงค์มวลรวมที่ให้ความสำคัญแก่การใช้นโยบายการลงทุนของเอกชนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ การใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลทางการคลัง และการขยายตัวของการส่งออก เป็นนโยบายและเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

สาระสำคัญของแนวคิดเคนส์

แนวคิดของเคนส์ที่สำคัญโดยสังเขป คือ

    1. หลักว่าด้วยอุปสงค์มีผล (The Principle of Effective Demand) เคนส์เสนอว่าการใช้จ่ายจะก่อให้เกิด อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวของผลผลิตและการจ้างงาน เนื่องจากการผลิตปรับตัวตาม อุปสงค์ของเคนส์

เคนส์เสนอว่า องค์ประกอบของอุปสงค์มวลรวม คือ

Y = C + I + G + X – M 

โดยที่ Y หมายถึง รายได้หรือผลผลิต (Gross Domestic Product : GDP)C หมายถึง การบริโภค (Consumption : C)I หมายถึง การลงทุน (Investment Expenditure : I)G หมายถึง การใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Expenditure : G)X หมายถึง รายได้จากการส่งออก (Exports : X)M หมายถึง ค่าใช้จ่ายของการนำเข้า (Imports : M)

กระแสการหมุนเวียนของรายได้ในระบบเศรษฐกิจอาจนำเสนอโดยภาพ

จากสมการข้างต้นแสดงว่า อุปสงค์มีผลจะเกิดจากการใช้จ่ายมวลรวมในระบบเศรษฐกิจ   ซึ่งมีองค์ประกอบจากการใช้จ่ายการบริโภค การใช้จ่ายการลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐบาล การส่งออกสุทธิ ซึ่งการใช้จ่ายข้างต้นจะกำหนดผลผลิตการจ้างงาน ผลผลิต และระดับรายได้ประชาชาติ โดยผ่านการทำงานของตัวทวีคูณ (multiplier) ยิ่งตัวทวีคูณมีค่ามากเท่าใด ย่อมหมายถึง การเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจะมีผลเพิ่มผลผลิตและการจ้างงานมากขึ้นเท่านั้น

  1. แนวคิดด้านทวีคูณ หมายถึง ค่าที่แสดงถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตหรือรายได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายในระบบเศรษฐกิจ อาทิเช่น การลงทุนภาคเอกชนและรายจ่ายของภาครัฐบาล ซึ่งตัวทวีมักจะมีค่ามากกว่า 1 ซึ่งแสดงว่า ผลผลิตหรือรายได้ปีระชาชาติมากกว่า 1 เท่า (หรือในบางกรณีหลายเท่าตัว) กว่าการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายในรอบแรก ค่าที่กำหนดขนาดของตัวทวีที่สำคัญคือ ค่าความโน้มเอียงส่วนเพิ่มของการบริโภค (Marginal Propensity to Consume : MPC) นั่นเอง

  2. ทฤษฎีความพอใจสภาพคล่อง (Theory Liquidity Preference) เคนส์เสนอว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดถูกกำหนดจากดุลยภาพระหว่างความต้องการในการถือเงินและอุปทานของเงิน (ซึ่งถูกกำหนดจากธนาคารกลาง) เคนส์สรุปว่า ความต้องการในการถือเงินของบุคคล ประกอบด้วย (1) การถือเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและสันทนาการ เป็นต้น   (2) การถือเงินเพื่อการใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน เช่น ค่าใช้จ่ายในยามเจ็บไข้ได้ป่วยหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน และ  (3) การถือเงินเพื่อการเก็งกำไร เช่น การถือเงินเพื่อการลงทุน เพื่อแสวงหาส่วนต่างจากราคาพันธบัตร (capital gain) เป็นต้น โดยที่ความต้องการในการถือเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันและความต้องการในการถือเงินจะขึ้นอยู่กับรายได้เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉินขึ้นอยู่กับรายได้ส่วนความต้องการในการถือเงินเพื่อการเก็งกำไรผกผันกับอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานแนวคิดข้างต้น บุคคลจะถือเงินโดยคำนึงถึง ค่าเสียโอกาสของเงินด้วย กล่าวคือ หากบุคคลเลือกที่จะถือเงินสด เพื่อดำรงสภาพคล่องย่อมต้องเสียสละดอกเบี้ยอันเป็นค่าเสียสละดอกเบี้ยอันเป็นค่าเสียโอกาสหรือเป็นผลตอบแทนจากการถือสินทรัพย์อื่นที่มิใช่เงิน ดังนั้นอุปสงค์หรือความต้องการในการถือเงินจึงมีความผกผันกับอัตราดอกเบี้ย

    เหตุที่อัตราดอกเบี้ยมีความผกผันกับความต้องการในการถือเงินเพราะหากอัตราดอกเบี้ยสูงย่อมมีผลให้ค่าเสียโอกาสในการถือเงินสูงขึ้น บุคคลย่อมเลือกถือหลักทรัพย์ นอกจากราคาจะต่ำแล้ว ยังให้ผลตอบแทนสูง อีกด้วย ในขณะเดียวกันหากอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดต่ำลง ราคาหลักทรัพย์ย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้ถือหลักทรัพย์ ย่อมได้ผลต่างของส่วนทุน (capital gains) โดยที่บุคคลจะเทขายหลักทรัพย์เพราะได้กำไรนั่นเอง และหากอัตราดอกเบี้ยลดลงไปเรื่อย ๆ อีก และบุคคลไม่ยอมขายหลักทรัพย์ออกไปจะได้ผลตอบแทนลดลง ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงบุคคลจะขายหลักทรัพย์และหันมาถือเงินสดมากขึ้นนั่นเอง

  3. ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินและการคลัง เคนส์เห็นว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวผ่านนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านโยบายการเงิน

    ในทัศนะของเคนส์เห็นว่านโยบายการคลังจะมีประสิทธิภาพมากกว่านโยบายการเงินเพราะนโยบาย การคลัง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งมีการว่างงานรวมทั้งทรัพยากรไม่ได้ถูกใช้เต็มที่ นโยบายการคลัง โดยผ่านงบประมาณขาดดุล ย่อมทำให้รายได้ประชาชาติและการจ้างงานเพิ่มขึ้น เพราะการใช้จ่ายภาครัฐบาล มีผลโดยตรงต่อการอัดฉีดรายจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ (ตามสมการ Y = C + I + G + X – M) และจะมีผลมากยิ่งขึ้น หากตัวทวีคูณมีค่ามาก เพราะจะทำให้รายได้หรือผลผลิตเพิ่มขึ้นหลายรอบ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะการจ้างงานเต็มที่ได้ในที่สุด ส่วนนโยบายการเงินนั้นไม่ได้มีผลต่อระดับการใช้จ่ายมวลรวมของระบบเศรษฐกิจโดยตรงเพราะการเพิ่มปริมาณเงินนั้นมีผลต่อการทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงแล้วดอกเบี้ยจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านให้เกิดการขยายตัวของการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามในบางสถานการณ์กลับพบว่า หากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก ๆ ซึ่งไม่สามารถจะต่ำลงไปกว่านี้อีกแล้ว ย่อมไม่เกิดการกระตุ้นการลงทุนและมีการขยายตัวของรายได้ และการจ้างงานหรืออยู่ในภาพที่เคนส์เรียกว่า “กับดักสภาพคล่อง” หรือ “Liquidity Trap” นั่นเอง ภาวะการณ์ข้างต้นหมายความว่า ณ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ๆ บุคคลจะถือเงินเพื่อการเก็งกำไรโดยไม่สิ้นสุด เมื่อธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และราคาหลักทรัพย์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง การลงทุนภาคเอกชนก็ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลให้ผลผลิตรายได้รวมทั้งการจ้างงานก็ไม่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

    แนวคิดเคนส์เชื่อมั่นว่าการกระตุ้น อุปสงค์มวลรวม โดยเฉพาะ “นโยบายการคลัง” โดยผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐบาลและนโยบายภาษีเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้มีผลผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ในการดำเนินนโยบายการคลังและเศรษฐศาสตร์มหภาคด้านอื่น ๆ ที่สำคัญคือ

    • นโยบายสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นโยบายสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เครื่องมือที่สำคัญของเคนส์ในการสร้างการเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจหรือมีการเจริญเติบโตในผลิตผลมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ( maximum growth ) นอกจากจะใช้นโยบายการคลัง โดยผ่านงบประมาณแบบขาดดุล ( government budget deficit ) แล้ว ยังใช้นโยบายที่สำคัญ เช่น

    1. การลดอัตราภาษี เพื่อให้รายได้สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจะก่อให้เกิดอุปสงค์ในระดับเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีผลให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้เพราะการบริโภคเป็นฟังก์ชันคงที่ของรายได้และค่าความโน้มเอียงในการบริโภค ก็คงที่    ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของรายได้ย่อมนำมาสู่การเพิ่มการบริโภคและรายได้และการจ้างงานในที่สุด นอกจากนี้การลดภาษี เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศหรือผู้ส่งออกย่อมมีผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ผู้ประกอบการสามารถขยายการผลิต ซึ่งมีผลให้การลงทุน (I) และการส่งออก (X) ขยายตัวเพิ่มขึ้นและนำมาซึ่งการขยายตัวของรายได้ประชาชาติและการจ้างงาน ในที่สุด

    2. นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับรากหญ้า
      รัฐบาลในหลายประเทศรวมทั้งไทยได้ใช้นโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐบาล เพื่ออัดฉีดรายจ่ายเข้าสู่ครัวเรือนหรือชุมชนโดยตรง เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง นโยบาย SML นโยบายธนาคารประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้รายจ่ายของภาครัฐเข้าสู่สมาชิกในครัวเรือนอย่างแท้จริง เพราะจุดประสงค์ของนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เกิดการขยายตัวของผลผลิตและการจ้างงานในระดับรากหญ้า เพราะการเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐ เป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของการใช้จ่ายในท้องถิ่นก่อให้เกิดผลผลิตและการจ้างงานมากขึ้น รายจ่ายที่เข้าสู่ท้องถิ่นอาจจะสร้างรายได้หรือผลผลิต(IS) ได้หลายเท่าตัวของรายจ่ายรอบแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าตัวทวีนั่นเอง เหตุผลสนับสนุนที่เชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าจะประสพผลสำเร็จ เนื่องจากค่าความโน้มเอียงของสมาชิกครัวเรือนในระดับหมู่บ้านน่าจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งมีผลให้ค่าตัวทวี มีค่าเพิ่มขึ้นนั่นเอง

    • นโยบายการรักษาเสถียรภาพของราคา

    นโยบายรักษาเสถียรภาพของราคา

    เสถียรภาพของราคาเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะหากระบบเศรษฐกิจประสบกับความผันผวนของราคา เช่น เกิดภาวะเงินฝืดหรือเงินเฟ้อในระดับสูง ย่อมมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนภาคธุรกิจโดยทั่วไป รวมทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยทั่วไป

     

      1. การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ หากระบบเศรษฐกิจประสพกับปัญหาเงินเฟ้อ (เช่น ระดับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าร้อยละ 5 ต่อปี) แนวคิดเคนส์ที่หลายประเทศกลับมาใช้การใช้งบประมาณแบบหดตัว ซึ่งเป็นนโยบายการคลังที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของการใช้จ่าย “สุทธิ” ของรัฐบาล โดยผ่านการจัดทำงบประมาณแบบเกินดุลซึ่งรัฐบาลมีรายรับมากกว่ารายจ่ายนั่นเอง การใช้จ่ายงบประมาณเกินดุลจะใช้ในกรณีที่ประเทศประสบกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจมีการจ้างงานเต็มที่นั่นเอง เพราะการใช้จ่ายงบประมาณเกินดุลย่อมนำมาซึ่งการหดตัวของรายได้และผลผลิตและมีผลต่อการลดลงของระดับราคาในที่สุด


    1. การแก้ไขปัญหาเงินฝืด หากประเทศประสบกับปัญหาเงินฝืด คือ ระดับราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง แนวคิดเคนส์ คือ ใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวโดยผ่านงบประมาณขาดดุล ซึ่งจะมีผลทำให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น รายได้และผลผลิตขยายตัว ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับราคานั่นเอง

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: