ลัทธิขวาใหม่-new right และ เสรีนิยมใหม่

แนวคิดขวาจัดภัยคุกคามใหม่ยุโรปปี 2011

มาพวกขวาจัดกัน ว่าเขากำลังคิดและทำอะไรในวีดีโอด้านล่างนี้

กับดักรัฐสวัสดิการปลุกอันธพาลขวาจัด

  • 25 กรกฎาคม 2554

โศกนาฏกรรมที่นอร์เวย์เป็นเสมือนคำเตือนให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงภัยคุกคามของกลุ่มหัวรุนแรง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

โศกนาฏกรรมที่นอร์เวย์เป็นเสมือนคำเตือนให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงภัยคุกคามของกลุ่มหัวรุนแรง ที่มิได้จำกัดวง (อย่างอคติ) กับศาสนิกชนในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มเคร่งศาสนา กลุ่มคลั่งเชื้อชาติ และกลุ่มชาตินิยมขวาจัด ที่เริ่มแตกหน่ออย่างรวดเร็วในยุโรป หลังจากที่เคยถูกพยายาม “ฆ่าให้ตาย” มาแล้วครั้งหนึ่ง หลังการสิ้นสูญของลัทธินาซี

พวกขวาจัดที่ก่อเหตุทั้งหนักและเบาในยุโรป แสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อกฎหมายบ้านเมืองและความสงบอันดีของมนุษยชาติมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะในแถบยุโรปเหนือตั้งแต่เยอรมนี จนถึงสแกนดิเนเวีย อันประกอบไปด้วย เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ เพียงแต่ครั้งนี้เป็นการลงมืออย่างเหี้ยมโหด ผิดจากที่เคยเป็นมา

แต่ไรมากลุ่มขวาจัดมักลงมือเยี่ยงนักเลงหัวไม้ หากไม่เป็นการก่อกวน รังแกตามย่านที่อยู่อาศัยของผู้อพยพต่างชาติต่างศาสนา ก็มักทำร้ายร่างกายถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่ถึงกับเอาชีวิตนั้นมีน้อยมาก เหตุการณ์สังหารหมู่เกือบ 100 ศพที่นอร์เวย์ จึงช็อกความรู้สึกของชาวโลก และง่ายที่จะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงตามมา

ต้นเหตุของความรุนแรงจากกลุ่มขวาจัด อาจสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจต่อเชื้อชาติหรือศาสนา หรือเรียกรวมๆ ว่า “คนแปลกหน้า/คนอื่น” ที่เข้ามาแย่งชิง “พื้นที่” ในบ้านเกิดเมืองนอนของตน

แต่สาเหตุที่แท้จริงมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงและสันติสุขในนอร์เวย์ และสแกนดิเนเวียทั้งภูมิภาค

แอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก ผู้ลงมือ บรรยายเอกลักษณ์ของตนเองว่าเป็นคนประเภทอนุรักษนิยม เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด ส่วนตำรวจที่ทำการสอบสวนเจ้าตัว เสริมให้ชัดเจนขึ้นว่า เป็นคริสเตียนหัวรุนแรง และมีทัศนะทางการเมือง เอียงฝ่ายขวา ซึ่งหัวหน้าพรรคฝ่ายขวาในนอร์เวย์ที่ชื่อพรรคก้าวหน้า (Progress Party หรือ FrP) ยืนยันว่า เบรวิก เคยเป็นสมาชิกของพรรคระหว่างปี 1999-2006 นอกจากนี้ กลุ่มเฝ้าจับระวังฝ่ายขวาหัวรุนแรงยังเปิดเผยว่า เบรวิก เป็นสมาชิกของฟอรัมออนไลน์ของกลุ่มขวาจัดสัญชาติสวีเดน ซึ่งสวีเดนถือเป็นแหล่งเพาะกลุ่มขวาจัดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือ

ทั้งนี้ ความเป็นคริสเตียนหัวรุนแรงเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในตะวันออกกลางและศาสนาอื่นๆ จากเอเชีย อย่างไรก็ตาม กรณีสังหารหมู่ล่าสุดไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา แต่ “ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นที่อพยพเข้ามา” มีส่วนเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดทัศนะทางการเมืองที่รุนแรง

เมื่อว่ากันในส่วนทัศนะทางการเมือง ต้องมองที่ความเคลื่อนไหวเบื้องหลังในภูมิภาคนี้ เพราะในระยะหลังพรรคการเมืองฝ่ายขวาเริ่มได้รับความนิยมในหลายประเทศของยุโรป หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้าย (หรือพรรคแรงงานในนอร์เวย์และในอังกฤษ พรรคสังคมนิยมในโปรตุเกสและกรีซ หรือกระทั่งพรรคเดโมแครตในสหรัฐที่เป็นซ้ายอ่อนๆ ถึงอ่อนมาก) มีนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งรัฐสวัสดิการ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม แต่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของรัฐสูงมาก

ขณะนี้รัฐบาลนอร์เวย์นำโดยพรรคแรงงานเช่นกัน นโยบายของพรรคนี้นับว่าสนับสนุนนโยบายสวัสดิการสังคมอย่างแข็งขันแล้ว แต่นโยบายหลักของนอร์เวย์ที่ทุกพรรคไม่กล้าปรับเปลี่ยน แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านยังยากที่จะโต้แย้ง คือนโยบายรัฐสวัสดิการ คือการเกื้อหนุนประชาชนในทุกมิติชีวิต ประเทศเหล่านี้จึงติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่มาตรฐานการครองชีพดีที่สุดในโลก

ตัวแบบรัฐสวัสดิการลักษณะที่ใช้อยู่ในนอร์เวย์ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เรียกรวมกันว่า Nordic Model ซึ่งเน้นการให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพชีวิตอย่างครอบคลุม ส่งเสริมให้แรงงานเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเพื่อรักษาสิทธิของตน แต่ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการค้าเสรีด้วยการลดกฎหมายควบคุมตลาด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทนที่รัฐ ซึ่งมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือสวัสดิภาพประชาชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม สวัสดิการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเรียกเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และเป็นอัตราการที่เรียกเก็บสูงมาก นอร์เวย์สูงถึง 53% สูงกว่ากระทั่งในภูมิภาคเดียวกัน

การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงลิ่วทำให้ประชาชนคาดหวังสูงเช่นกัน ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาประเทศเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของประชาชนครบถ้วนอยู่แล้ว จนกระทั่งประเทศเหล่านี้ประสบกับ “กับดัก” ของระบบรัฐสวัสดิการ

กับดักที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐใช้จ่ายมากเกินไป ตัวอย่างเช่น สวีเดนใช้งบรัฐสำหรับสวัสดิการถึง 56.6% ของ GDP เดนมาร์กที่ 51.7% และฟินแลนด์ที่ 48.6%

แม้ว่าอัตราว่างงานของนอร์เวย์จะอยู่แค่เฉียด 4% ซึ่งนับว่าต่ำหากเทียบกับสเปน ซึ่งเป็นแชมป์ว่างงานของยุโรป ด้วยอัตราสูงถึงกว่า 20% แต่นอร์เวย์มีภาระที่ต้องแบกรับคนว่างงานมากกว่า เนื่องจากอัตราเงินชดเชยคนว่างงานของนอร์เวย์สูงถึง 87.6% ของอัตราเงินเดือนที่เคยได้รับ เป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเดนมาร์ก

ด้วยเงินชดเชยที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดผลด้านลบ 2 ประการ คือ ทำให้คนว่างงานขาดแรงจูงใจที่จะหางานทำ และประการต่อมารัฐต้องแบกรับงบประมาณด้านนี้สูงขึ้น และยิ่งมากขึ้นเมื่อคนว่างงานไม่ยอมทำงาน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่กำลังเล่นงานรัฐสวัสดิการแบบ Nordic Model

ขณะเดียวกัน รัฐสวัสดิการเหล่านี้มีหลักการเมืองที่เน้นหนักในสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างสูง ทำให้ต้องเปิดรับผู้อพยพจากนานาประเทศเข้ามาเป็นภาระของรัฐบาลอีก โดยเฉพาะผู้อพยพจากตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งผู้อพยพเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือจากสวัสดิการเช่นกัน แต่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่า ทำให้ต้องขวนขวายเลี้ยงชีพมากกว่าเจ้าของประเทศ แต่กลับเป็นข้อดี เพราะทำให้คนเหล่านี้มีงานทำ และเริ่มมั่งคั่งขึ้น

แต่ข้อเสียก็คือ ยังความไม่พอใจให้กับเจ้าของประเทศบางกลุ่มที่เชื่อว่าผู้อพยพเหล่านี้กำลังแย่งสวัสดิการการเงินภาษีของตน ยิ่งเมื่อเห็นเพื่อนร่วมชาติหลายคนเริ่มตกต่ำ ยิ่งทำให้เกิดอาการคลั่งเชื้อชาติอย่างรุนแรง และช่วยเร่งความนิยมให้กับพรรคฝ่ายขวา ที่ประกาศลดทอนนโยบายสวัสดิการ และปิดประเทศไม่รับผู้อพยพชาวต่างชาติ

แต่ทัศนะรุนแรง กลายเป็นความรุนแรงได้อย่างไร ในเมื่อระดับการต่อต้านผู้อพยพและนโยบายรัฐสวัสดิการในนอร์เวย์ยังมีดีกรีความเข้มข้นต่ำกว่า สวีเดน หรือกระทั่งเดนมาร์ก?

คำตอบส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนอร์เวย์ยังไม่มีองค์กร หรือพรรคฝ่ายขวาที่เข้มแข็งพอที่จะใช้นโยบายต่อสู้มากกว่าใช้ความรุนแรงเข้าปะทะ หรือเป็นช่องทางระบายอารมณ์ทางการเมืองให้กับคนหนุ่มเลือดร้อน ไม่เหมือนกับสวีเดนและเดนมาร์กที่พรรคฝ่ายขวาประสบความสำเร็จถึงขั้นได้ที่นั่งในสภาเป็นครั้งแรกจากการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว (แต่เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากอคติอันเลวร้าย) เมื่อไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรปัจเจกชนหัวรุนแรง ก็พร้อมที่จะลงมือเดี่ยวๆ ได้ทุกเมื่อ

ที่น่าตกใจก็คือ หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรม ชาวโลกยังเชื่อว่าเป็นฝีมือจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง และแทบช็อกเมื่อทราบว่าชายหนุ่มนิยมแนวคิดขวาจัด อีกทั้งยังเป็นคริสเตียนหัวรุนแรงเต็มขั้น สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงอคติต่อชาวมุสลิมที่ระบาดไปถึงชาวโลก แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หลายคนยังมองไม่เห็นว่า ช่องโหว่ด้านนโยบายเศรษฐกิจกำลังมีส่วนทำให้ประเทศยุโรปเหนือกลายเป็นแดนมิคสัญญี

ในเอกสารชื่อ “2083 : A European Declaration of Independence” (2083 : คำประกาศอิสรภาพของยุโรป) ที่เขียนขึ้นโดย แอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก จึงปรากฏเป้าหมายที่ต้องการ “ขจัด” อย่างชัดเจน โดยเจ้าตัวเชื่อมั่นว่า อีกไม่นานยุโรปจะเกิดสงครามกลางภูมิภาค ซึ่งจะจบลงด้วยการกวาดล้างสังหารกลุ่มนิยมลัทธิมาร์กซ์ และเนรเทศชนมุสลิมออกจากยุโรป

เอกสารฉบับนี้ค่อนข้างชัดเจนในตัวเองว่า ชนมุสลิมไม่ใช่เป้าหมายการกวาดล้างถึงขั้นเอาชีวิต แต่เป็นกลุ่มนิยมลัทธิมาร์กซ์ หรือฝ่ายซ้าย หรือพรรคแรงงาน ที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก ผลก็คือ เบห์ริง เบรวิก จึงก่อเหตุวางระเบิดใกล้กับทำเนียบรัฐบาลพรรคแรงงาน และบุกไปยิงกราดค่ายเยาวชนพรรคแรงงาน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรม ช็อกโลก

นี่มิใช่เป็นการผลักประเด็นสังหารหมู่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่หมักหมมในประเทศที่เกิดเหตุ และมีโอกาสที่จะเกิดเรื่องเลวร้ายทำนองนี้เช่นกันกับอีกหลายประเทศที่กลุ่มขวาจัดยังอาละวาด ไม่ว่าจะอาจเกิดได้ด้วยแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จากความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนา หรือกระทั่งความบ้าคลั่งเดี่ยวๆ ของผู้ลงมือ

ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำเป็นครั้งที่ 2 

คัดลอกข้อมูลจาก http://www.posttoday.com/

—————————————————

ขวาจัดเหมือนขวาใหม่หรือไม่

What is New Right ?

“ขวาใหม่” มีหลายชื่อ ผู้อ่านชาวไทยรู้จักในชื่อ “neo-liberalism” (ลัทธิเสรีนิยมใหม่) มากกว่า แต่ปัจจุบันยังมีความสับสนอยู่มากระหว่าง neo-liberal กับ liberal (เสรีนิยมฝ่ายซ้าย)

  • ทฤษฎีขวาใหม่(new right) หรือเสรีนิยมนิยมใหม่(neo-liberalism) ศาสดาของทฤษฎีนี้คือ ฮาเยก(Hayek) ซึ่งเชื่อในเรื่องอิสรภาพของปัจเจกเป็นอย่างมาก ฮาเยกต้องการลดการควบคุมของรัฐโดยให้รัฐถอนตัวออกจากการแทรกแซงสังคม และปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน เขาถือว่าการถอนตัวออกไปของรัฐเป็นการปลดปล่อยปัจเจกให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ตรงกันข้าม หากอยู่ใต้อำนาจรัฐนานเข้า ปัจเจกจะกลายเป็นทาส แนวคิดของฮาเยกนี้กลายมาเป็นหลักการที่ใหญ่ที่สุดของการจัดสวัสดิการของโลกตะวันตกในยุคปัจจุบัน

นักเสรีนิยมฝ่ายขวาหรือ libertarian คล้ายกับนักเสรีนิยมฝ่ายซ้าย (liberal) ตรงที่เชื่อมั่นในเสรีภาพของปัจเจกชนว่าเป็น “คุณค่า” ที่สำคัญที่สุด แตกต่างกันตรงที่นักเสรีนิยมฝ่ายขวามองว่ารัฐไร้ประสิทธิภาพกว่าตลาด ดังนั้นจึงควรปล่อยให้ตลาด “ดูแลตัวเอง” และจำกัดการแทรกแซงตลาดให้น้อยที่สุด ในขณะที่นักเสรีนิยมฝ่ายซ้ายมองว่ารัฐเป็น “ปีศาจจำเป็น” ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้คนทั้ง “มี” เสรีภาพ และ “ใช้” เสรีภาพได้อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านิยาม “เสรีภาพ” ในมุมมองของนักเสรีนิยมฝ่ายซ้ายจึง “เข้ม” กว่าของฝ่ายขวา

เลี้ยวซ้ายสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
แปลจาก Turn Left for Sustainable Growth 

โดย โจเซฟ สติกลิทซ์ โดย สฤณี อาชวานันทกุล เชิงอรรถเพิ่มเติมโดยผู้แปล

ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาบอกว่าพวกเขาสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นแปลว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งควรมองการตัดสินใจเลือกระหว่างสองค่ายนี้ว่า เป็นเรื่องของการเลือกทีมผู้บริหารเท่านั้นหรือเปล่า?

ถ้าเรื่องจริงง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ! ปัญหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องบทบาทของโชค เศรษฐกิจของอเมริกาในทศวรรษ 1990 โชคดีจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ อัตราการคิดค้นนวัตกรรมที่อยู่ในระดับสูง และประเทศจีนที่ผลิตสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และอัตราการเติบโตอยู่ในระดับสูง

อดีตประธานาธิบดีคลินตันและ อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางไม่ควรได้รับเครดิตมากนักจากภาวะบูมช่วงนั้น ถึงแม้เราจะต้องยอมรับว่านโยบายแย่ๆ อาจรวนให้เศรษฐกิจปั่นป่วนได้ ในทางกลับกัน ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานและอาหารที่อยู่ในระดับสูง และระบบการเงินที่กำลังพังทลาย ล้วนเป็นผลจากนโยบายแย่ๆ

แน่นอน กลยุทธ์ในการเติบโตมีมากมายหลากหลาย และความแตกต่างนั้นก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันด้วย ความแตกต่างประการแรกเป็นเรื่องของวิธีมองว่า “การเติบโต” หมายถึงอะไร การเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนด้วย การเติบโตที่ตั้งอยู่บนการทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มหกรรมการบริโภคที่ใช้เงินกู้เป็นหลัก หรือการช่วงชิงฉกฉวยทรัพยากรธรรมชาติที่หายากโดยปราศจากการนำกำไรที่ได้กลับไปฟื้นฟูใหม่ ล้วนเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การเติบโตจะต้องมีผู้ได้ประโยชน์ในฐานกว้างด้วย อย่างน้อยที่สุดพลเมืองส่วนใหญ่จะต้องได้รับประโยชน์ แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบไหลริน (trickle-down economics) นั้นใช้การไม่ได้ เพราะการเพิ่มขึ้นของจีดีพีอาจทำให้พลเมืองส่วนใหญ่มีชีวิตแย่ลงก็ได้ การเติบโตในช่วงเวลาไม่นานมานี้ของอเมริกาทั้งไม่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ทั้งไม่มีฐานกว้าง ชีวิตของคนอเมริกันส่วนใหญ่แย่ลงกว่าเมื่อเจ็ดปีก่อน

แต่เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความไม่เท่าเทียมกันกับการเติบโต รัฐบาลสามารถส่งเสริมการเติบโตด้วยการสนับสนุนการเติบโตแบบฐานกว้าง ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของทุกประเทศคือประชากรของเขา ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องบริหารให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งแปลว่าจะต้องมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทุกคน

เศรษฐกิจสมัยใหม่ตั้งอยู่บนกิจกรรมที่มีความเสี่ยง (risk-taking) ด้วย ปัจเจกชนจะยินดีเสี่ยงมากขึ้นถ้าสังคมมีตาข่ายรองรับความปลอดภัยที่ดี ถ้าไม่มี พลเมืองก็จะเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองพวกเขาจากการแข่งขันจากต่างชาติ กลไกปกป้องทางสังคม (social protection) มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรการคุ้มครองธุรกิจในประเทศ (protectionism) ของภาครัฐ

ความล้มเหลวในการส่งเสริมความเหนียวแน่นในสังคมอาจมีต้นทุนอื่นๆ ด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชนที่จำเป็นต่อการคุ้มครองทรัพย์สินและจำคุกอาชญากร มีผู้ประเมินว่าในอีกไม่กี่ปี อเมริกาจะมีคนที่ทำงานในธุรกิจรักษาความปลอดภัยมากกว่าในภาคการศึกษา ค่าใช้จ่ายของการอยู่ในคุกหนึ่งปีอาจสูงกว่าค่าใช้จ่ายหนึ่งปีในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เราควรมองค่าใช้จ่ายในการจำคุกชาวอเมริกันสองล้านคน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอัตราการคุมขังต่อจำนวนประชากรที่สูงที่สุดในโลก ว่าเป็นสิ่งที่ต้องลบออกจากจีดีพี แต่แล้วปัจจุบันเรากลับบวกมันเข้าไป

ความแตกต่างประการที่สองระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเกี่ยวกับเรื่องบทบาทของรัฐในการส่งเสริมการพัฒนา ฝ่ายซ้ายเข้าใจดีว่ารัฐมีบทบาทที่สำคัญมากในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยี และรวมทั้งการทำตัวเป็นผู้ประกอบการเสียเอง ที่ผ่านมา รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้สร้างรากฐานของอินเทอร์เน็ตและการปฏิวัติต่างๆ ในวงการไบโอเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในศตวรรษที่19 งานวิจัยในมหาวิทยาลัยที่รัฐสนับสนุนวางรากฐานของการปฏิวัติวงการเกษตร สมัยนั้นรัฐบาลนำความก้าวหน้าเหล่านี้ไปสู่มือเกษตรกรอเมริกันหลายล้านราย สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดเล็กขาดไม่ได้ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทั้งอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ

ความแตกต่างประการสุดท้ายอาจดูแปลก นั่นคือ ฝ่ายซ้ายตอนนี้เข้าใจตลาด ตลอดจนบทบาทที่ตลาดทำได้และควรทำในระบอบเศรษฐกิจ แต่ฝ่ายขวาโดยเฉพาะในอเมริกายังไม่เข้าใจ ฝ่าย “ขวาใหม่” (the New Right) ซึ่งมีรัฐบาลของบุช-เชนีย์เป็นตัวอย่าง1 เป็นเพียงโฉมใหม่ของลัทธิบรรษัทนิยม (corporatism) เท่านั้น

พวกขวาใหม่ไม่ใช่นักเสรีนิยมฝ่ายขวา (libertarian)2        พวกขวาใหม่เชื่อในรัฐเข้มแข็งที่มีอำนาจบริหารอย่างยืดหยุ่น แต่ใช้อำนาจนั้นในทางที่คุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลเดิมๆ โดยแทบไม่สนใจหลักการของตลาดเสรีเลย เรามีตัวอย่างยาวเหยียด เช่น เงินอุดหนุนที่รัฐมอบให้กับบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ กำแพงภาษีที่ปกป้องธุรกิจเหล็กกล้า และเมื่อไม่นานมานี้ เราก็เห็นมาตรการ “อุ้ม” Bear Stearns, Fannie Mae และ Freddie Mac ที่ใช้เงินภาครัฐมหาศาล แต่ความไม่สอดคล้องกันระหว่างสำนวนโวหารกับความเป็นจริงของฝ่ายขวาใหม่นั้นมีมานานแล้ว มาตรการคุ้มครองธุรกิจในประเทศขยายตัวในสมัยอดีตประธานาธิบดีเรแกน รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า “ขีดจำกัดปริมาณการส่งออกตามความสมัครใจ” (voluntary export restraints) ที่ใช้กับรถญี่ปุ่น

โรนัลด์ เรแกน (Ronald Wilson Reagan) เกิด 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1911 เสียชีวิต 5 มิถุนายน ค.ศ. 2004 ด้วยโรคอัลไซเมอร์

เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 40 (ค.ศ. 1981-ค.ศ. 1989) สังกัดพรรครีพับลิกัน ผู้เน้นหนักในการสนับสนุน
งบประมาณการสร้างอาวุธ  โดยเฉพาะโครงการอาวุธทางอากาศหรือสตาร์วอร์

นอกจากนี้เรแกนยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คนที่ 33 (ค.ศ. 1967-ค.ศ. 1975)

ก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นผู้ประกาศข่าวและนักแสดงมาก่อน

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายซ้ายใหม่กำลังพยายามทำให้ตลาดทำงานได้ ตลาดเสรีที่ไร้การกำกับดูแลใดๆ ทั้งสิ้นทำงานไม่ได้ดีด้วยตัวมันเอง นี่เป็นบทสรุปที่หายนะของภาคการเงินในวันนี้ตอกย้ำให้เห็น คนทั้งหลายที่ปกป้องตลาดเสรีบางครั้งก็ยอมรับว่าตลาดล้มเหลวได้ และบางครั้งก็ล้มเหลวอย่างรุนแรงด้วย แต่พวกเขาอ้างว่าตลาด “แก้ไขตัวเอง” (self-correction) ได้ ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง (Great Depression [ในทศวรรษ 1930]) เราก็ได้ยินข้ออ้างทำนองนี้ หลายคนบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องทำอะไรหรอก เพราะในระยะยาวตลาดจะปรับตัว ฟื้นฟูเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะจ้างงานเต็มศักยภาพ (full employment) อีกครั้งหนึ่ง แต่ความเป็นจริงก็เหมือนกับวาทะอันโด่งดังของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) – ในระยะยาวเราก็ตายกันหมดแล้ว

ตลาดแก้ไขตัวเองไม่ได้ภายในช่วงเวลาที่มีความหมาย ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่สามารถนั่งเฉยๆ รอดูเศรษฐกิจไถลเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือถดถอยอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่ามันอาจเกิดจากความโลภเกินตัวของนายธนาคารหรือการประเมินความเสี่ยงผิดพลาดของตลาดหลักทรัพย์และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ถ้ารัฐบาลจะต้องเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ระบอบเศรษฐกิจ พวกเขาก็ต้องทำงานในทางที่จะทำให้มีแนวโน้มน้อยลงที่เศรษฐกิจจะต้องเข้าโรงพยาบาลในอนาคต คาถา “ผ่อนปรนกฎเกณฑ์” (deregulation) ของฝ่ายขวาเป็นคาถาที่ผิดเต็มประตู และตอนนี้เราก็กำลังจ่ายราคาของความผิดพลาด ราคาที่จะมีมูลค่าสูงมากในแง่ของผลผลิตที่สูญไป อาจจะสูงถึง $1.5 ล้านล้านในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว

ฝ่ายขวาชอบโยงรากความคิดของพวกเขากลับไปยังอดัม สมิธ (Adam Smith) แต่ถึงแม้ว่าสมิธจะตระหนักดีถึงพลังของตลาด เขาก็ตระหนักในขีดจำกัดของตลาดดีไม่แพ้กัน กระทั่งในยุคสมัยของเขาเอง ธุรกิจต่างๆ ก็ค้นพบว่าสามารถเพิ่มผลกำไรด้วยการ “ฮั้ว” กันขึ้นราคา และวิธีนี้ก็ง่ายกว่าการผลิตสินค้าที่เปี่ยมนวัตกรรมในทางที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม เราจำเป็นต้องมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดที่เข้มงวด

การจัดงานรื่นเริงนั้นเป็นเรื่องง่าย ทุกคนจะรู้สึกเฮฮาสนุกสนานได้ชั่วคราว แต่การส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนนั้นยากเย็นกว่ากันมาก วันนี้ ฝ่ายซ้ายมีวาระที่ชัดเจน ไม่เหมือนกับฝ่ายขวา วาระที่นำเสนอไม่เพียงแต่การเติบโตที่สูงขึ้น แต่การเติบโตที่จะส่งมอบความเป็นธรรมทางสังคมในขณะเดียวกันด้วย สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องง่าย.

from (http://www.fringer.org/2008/11/)

 

 

 

________________________________________________________

เสรีภาพตลาด-อุดมการณ์ขวาใหม่


ในช่วง 1970-1990 เศรษฐศาสตร์การเมืองของ New Right (กลุ่มขวาใหม่)

มีอิทธิพลต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจสังคมของประเทศทุนนิยมตะวันตก  บางประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในอังกฤษภายใต้การบริหารงาน ของนางมาร์กาเร็ต บนพื้นฐานของความชื่นชมแนวคิดเกี่ยวกับ “เสรีภาพของตลาด”       ของ  Hayek นักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มขวาใหม่เสนอแนวนโยบายหลัก 2 ข้อ เพื่อบริหารระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่  คือ

1.กลุ่มขวาใหม่ต้องการให้เศรษฐกิจภาครัฐบาลใช้กลไกตลาดเช่นเดียวกับ    ในภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้มีการจัดระบบบริการสังคมด้วยต้นทุนต่ำสุด  และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด   ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่ากลุ่มขวาใหม่เสนอให้มี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างกว้างขวาง (privatization)

แนวคิดนี้ระบาดไปยังยุโรปตะวันออก และรัสเซียด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่นั่น หมายถึง  การเปลี่ยนแปลงไปสู่ตลาดเสรี โดยมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นโครงการที่สำคัญที่สุด เราอาจกล่าวได้ว่า การแปรรูปที่ใหญ่โตจำนวนมากมายที่สุดในโลกกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอดีตประเทศสังคมนิยม

2. กลุ่มขวาใหม่ต่อต้านแนวคิด “welfare state” หรือ “รัฐสวัสดิการ” โดยมองว่าระบบการบริการสังคมอย่างรอบด้านโดยรัฐ ทำให้รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของประชาชนมากเกินไป อันเป็นการสร้างอำนาจล้นฟ้าให้แก่รัฐ เสรีภาพของบุคคลถูกจำกัด ความรู้สึกรับผิดชอบต่อชะตากรรมของตนเองสูญหายไป

นอกจากนั้นยังเป็นการให้อภิสิทธิแก่ผู้ยากไร้เหนือกลุ่มอื่นๆ ซึ่งไม่เป็นการยุติธรรม กลุ่มขวาใหม่ต้องการให้รัฐถอนตัวออกไปจากการบริการสังคม และให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแข่งขันกันในระบบตลาด

  • เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล: บทนำ

http://kriangsakt.blogspot.com/2008/07/blog-post_04.html

 แนวนโยบายหลักของรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ ประกอบด้วย การแปรรูปบริการของรัฐเป็นเอกชน (Privatisation) การเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน (Trade and Financial liberalization) และการผ่อนคลายและลดกฎระเบียบ (Deregulation) เพราะหลักการของเสรีนิยมใหม่ ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่า เงื่อนไขที่จำเป็นของการอยู่ดีมีสุขของมนุษย์นั้นคือ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล (ในการประกอบการ) ดังนั้น โครงสร้างเชิงสถาบันที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมใหม่คือ การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดและระบบตลาดแข่งขันเสรี
ลัทธิเสรีนิยมใหม่ปรากฏโฉมหน้าให้เห็นอย่างชัดเจนในทศวรรษ 1970 ภายหลังผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศนำทางอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐฯและอังกฤษเสื่อมความเชื่อมั่นในลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) ที่ไม่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่มีปัญหาการว่างงานควบคู่กับภาวะเงินเฟ้อสูง (stagflation) ได้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1979 มากาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ พร้อมด้วยภารกิจในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ด้วยอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่ เธอยอมรับว่าจำเป็นจะต้องละทิ้งนโยบายแบบเคนส์เซียนและหันมาใช้วิธีการบริหารตามแนวทฤษฎีสำนักการเงินนิยม (monetarism) หรือแบบเน้นอุปทาน (supply-side) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อังกฤษประสบอยู่ในช่วงทศวรรษ 1970

กระบวนการทำให้เป็นเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalisation) หยิบฉวยเอาทุนทางวัฒนธรรมแบบเสรีนิยมที่ฝังราก (Embedded liberalism) อย่างมั่นคง ในสังคมตะวันตก โดยผู้นำกระบวนการนี้ได้เน้นนำคุณค่าที่เป็นเสาหลักของแนวคิดเสรีนิยมคือ “อิสรภาพและเสรีภาพส่วนบุคคล” รวมทั้งรังสรรค์ปั้นแต่งใหม่ด้วยกลวิธีตอกย้ำ (ละเลย) คุณค่าที่พึงปรารถนา (ไม่พึงปรารถนา) ในสายตาของตน เพื่อออกแบบ ผลิต และผลิตซ้ำคุณค่าเหล่านั้นให้เข้าแทนที่คุณค่าเดิมและผสมกลมกลืนกับคุณค่าอื่นอย่างแนบเนียนจนกลายเป็น “สามัญสำนึก” ของสมาชิกแต่ละคนในสังคม ดังคำกล่าวที่โด่งดังของแทตเชอร์ประโยคหนึ่งว่า « no such thing as society, only individual men and women » ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศสงครามต่ออุดมคติแบบสังคมนิยม (หรือคุณค่าที่เสนอโดยพรรคแรงงาน พรรคการเมืองคู่แข่งฝ่ายซ้าย) ด้วยการตอกย้ำอุดมคติแบบปัจเจกนิยม (individualism) ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 11 ปีที่เธอดำรงตำแหน่งนายกฯ ถึงความเป็นสากลแท้จริงและอยู่เหนือสังคมของสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกชน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เธอประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจและสังคมอังกฤษ และสามารถทำลายพื้นที่ในสังคมของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนชั้นแรงงานอย่างราบคาบ

บทความนี้ต้องการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของลัทธิ (Doctrine) เสรีนิยมใหม่ในเชิงปรัชญาและเชิงประวัติศาสตร์การเมือง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจกับลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่มีอิทธิพลครอบงำความคิดกระแสหลักในสังคมไทยและสังคมโลกาภิวัตน์อย่างรู้เท่าทัน โดยในส่วนแรกของบทความ จะกล่าวถึงต้นตอของลัทธิเสรีนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยแนะนำนักคิดที่มีบทบาทสำคัญในสำนักเสรีนิยมคลาสสิค ซึ่งทำให้เสรีภาพของปัจเจกชนกลายเป็นคุณค่าและเป้าหมายที่สำคัญในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันส่วนที่สองจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของสำนักเสรีนิยมจากภายใน โดยรับเอาหลักการประโยชน์นิยมเข้าแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดของบุคคลต่ออำนาจรัฐ ประโยชน์ของบุคคลและประโยชน์สาธารณะ ส่วนที่สามจะกล่าวถึงวิวัฒนาการลำดับต่อมาคือ สำนักเสรีนิยมนีโอคลาสสิคและเสรีนิยมใหม่ ที่ได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมในอดีต ในส่วนนี้จะแสดงให้เห็นว่านักคิดเสรีนิยมใหม่นั้นสามารถสถาปนาแนวคิดของตนในบริบทของสังคมขณะนั้นอย่างไร ด้วยปัจจัยสนับสนุนใดบ้าง และในส่วนถัดไปจะกล่าวถึงลักษณะสำคัญของรัฐเสรีนิยมใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกและผู้นำเข้าแนวคิดนี้ รวมทั้งตัวอย่างของประเทศไทย ก่อนที่จะสรุปในส่วนสุดท้าย

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (๒)

1. เสรีนิยมคลาสสิค: เสรีภาพและอิสรภาพคือเป้าหมายสูงสุด*

หากจะทำความเข้าใจกับลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างถ่องแท้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องศึกษาที่มาและรากเหง้าของอุดมคติแบบเสรีนิยม ที่มีรากฐานของความคิดมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือกลุ่มที่เราเรียกว่า “พวกเสรีนิยมคลาสสิค” นั่นเอง เนื่องจากสังคมในยุคกลางนั้นถูกครอบงำโดยการปกครองแบบศักดินาที่อ้างอิงกับทฤษฎีเทวสิทธิ์ ต่อมาก็เปลี่ยนมือไปยังกษัตริย์และขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนถูกจำกัด สำนักเสรีนิยมคลาสสิคจึงเกิดขึ้นเพื่อปฏิเสธการจำกัดเสรีภาพ และเรียกร้องสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกชน ในทางเศรษฐกิจ ลัทธิพาณิชย์นิยมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกขาย (ให้กับอาณานิคม) เพื่อสะสมความมั่งคั่งในรูปของทองนั้นสร้างความร่ำรวยให้กับท้องพระคลังเท่านั้น ไม่ได้แบ่งปันและกระจายความมั่งคั่งไปสู่สามัญชน จึงเกิดการปฏิวัติทางความคิด โดยนักคิดคนสำคัญ จอห์น ลอค (John Locke, 1632-1704) ชาวอังกฤษ ซึ่งเขียนหนังสือที่สำคัญ Two Treaties of Goverment (1690) และ An Essay Concerning the True Original, Extent, and End of Civil Government (1690) ที่เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลโดยความยินยอมของประชาชน ท่ามกลางการปกครองภายใต้อำนาจของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช

ใน Two Treaties of Goverment ลอคเน้นถึงอิสรภาพและเสรีภาพในฐานะสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการใช้เหตุผล หมายความว่ามนุษย์เกิดมาเป็นอิสระเพราะมนุษย์มีเหตุผลนั่นเอง เหตุผลคือเสียงของพระเจ้าในตัวมนุษย์ (Two Treaties of Goverment เล่ม 2 หน้า 86 อ้างใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐) ดังนั้น มนุษย์จึงสามารถกระทำสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ด้วยการนำทางของพระเจ้า โดยไม่ต้องถูกชี้นำหรือบังคับ ควบคุมจากผู้ปกครอง นอกจากนี้ มนุษย์ทุกคนยังเท่าเทียมกันและเป็นอิสระต่อกัน ลอคได้เสนอว่า ก่อนหน้าที่จะมีรัฐเกิดขึ้น มนุษย์อยู่ในสภาพธรรมชาติซึ่งปกครองด้วยกฎของเหตุผล (ต่างจากโทมัส ฮอบ ซึ่งเป็นนักคิดลัทธิสมบูรณาญาสิทธิ์ ที่เสนอว่าก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐนั้น สังคมมีลักษณะของการต่อสู้ แก่งแย่งและความวุ่นวาย จึงจำเป็นต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง) ตามทฤษฎีของลอค ในสภาพธรรมชาติ มนุษย์มีสิทธิพื้นฐานในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพราะมนุษย์เป็นเจ้าของแรงงานของตนเอง สิทธิที่เรารู้จักในภายหลังว่า “กรรมสิทธิ์” นี้ ในมุมมองของลอค จึงไม่ได้เกิดจากรัฐ (ซึ่งถือว่ามีลักษณะปฏิกิริยากับระบอบศักดินา ซึ่งขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้นสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) เหตุผลของเขา เรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนี้เอง ถูกเป็นหลักการสำคัญที่ถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาในภายหลัง ทั้งนี้ เขายังได้กล่าวด้วยว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องไม่นำไปสู่การกดขี่หรือขูดรีด แต่ต้องช่วยสนับสนุนให้มนุษย์มีอิสระ กรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือไปสู่เสรีภาพ

อย่างไรก็ตาม ตามคำอธิบายของลอค มนุษย์จำเป็นต้องละทิ้งสภาพธรรมชาติ เพื่อเปิดทางให้เกิดสังคมการเมืองและรัฐ เพราะสังคมอาจเกิดความขัดแย้งเนื่องจากมนุษย์แต่ละคนถือเอาประโยชน์ส่วนตัวและไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ จึงจำเป็นต้องมีรัฐซึ่งเป็นคนกลางเพื่อบังคับใช้กฎหมายและสร้างความยุติธรรม รวมทั้งคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล สังคมการเมืองของลอคจึงเกิดขึ้นจากความยินยอมของสมาชิกในสังคม หรือในภาษาของรุซโซว่า “สัญญาประชาคม” นั่นเอง ทั้งนี้ เขาอธิบายว่า ประชาชนไม่ได้ทำสัญญากับรัฐบาลโดยตรง แต่ทำสัญญาระหว่างกันเพื่อให้เกิดสังคมการเมือง แต่รัฐเกิดจากการจัดตั้งทรัสต์ซึ่งประชาชนเป็นทั้งผู้มอบความไว้วางใจและผู้ได้ประโยชน์ ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้จัดการบริหารทรัสต์นี้เท่านั้น ประโยชน์สาธารณะในทรรศนะของลอค จึงขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มอบความไว้วางใจให้รัฐ ไม่ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐ และประชาชนสามารถทวงความไว้วางใจคืนเมื่อใดก็ตามที่รัฐละเมิดความไว้วางใจนั้น

นักคิดคนสำคัญอีกคนคือ อดัม สมิท (Adam Smith, 1723-1790) ชาวสก๊อตแลนด์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (เช่นเดียวกับลอค) ต่อมาเป็นศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาศีลธรรมที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ มีหนังสือที่สำคัญ 2 เล่ม คือ Theory of Moral Sentiments (1759) และ The Wealth of Nations (1776) สมิทได้รับอิทธิพลความคิดจากนักคิดรุ่นก่อนและนักคิดร่วมสมัย อย่างเช่น ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton, 1642-1727) ในเรื่องความมีกฎเกณฑ์และระเบียบของธรรมชาติ, ได้รับอิทธิพลจากเอิร์ลแห่งชาฟเบอรี (Earl of Shaftesbury, 1671-1713) ที่เชื่อว่ามนุษย์มีศีลธรรม สามารถแยกแยะการกระทำที่ถูกและผิดออกจากกันได้ สังคมจึงมีระเบียบและกฏเกณฑ์เช่นเดียวกับโลกกายภาพ รวมทั้งผลประโยชน์ของทุกฝ่ายในสังคมนั้นประสานลงตัวกันได้ (harmony of interest) และจากฟรานซิส ฮัดจีสัน (Francis Hatcheson, 1694-1746) ในเรื่องที่มนุษย์ต้องการทำคุณประโยชน์มากกว่าทำชั่ว เมื่อมนุษย์ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์จะมีความสุข (เขาเป็นผู้เสนอหลักการสำคัญที่ต่อมาพัฒนาเป็นสำนักประโยชน์นิยม) จึงเป็นไปได้ที่จะมีการประสานผลประโยชน์ในสังคม สมิทยังได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปูเฟนดอร์ฟ (Samuel von Pufendolf, 1632-1694) และจอห์น ลอคในเรื่องสิทธิธรรมชาติของมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งสมิทเองเป็นผู้ขยายขอบเขตเรื่องสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองของลอคไปสู่เสรีภาพทางเศรษฐกิจ

แนวคิดเรื่องระเบียบของสังคมและการผสานผลประโยชน์ในสังคมที่สมิทได้รับอิทธิพลมาจากนักคิดเหล่านี้ ทำให้เขาเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือการที่แต่ละคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว จะทำให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดตามไปด้วย จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (ที่ภายหลังสำนักนีโอคลาสสิคทำให้กลายเป็นเพียง “กลไกตลาด” หรือกลไกของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง) สมิทกล่าวว่า การที่เราได้มีอาหารเย็นทานไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้าเนื้อหรือพ่อค้าขนมปังแต่เพราะความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของคนเหล่านี้ เราไม่ได้ขอร้องให้เขาเห็นแก่มนุษยธรรมแต่ให้เห็นแก่ตัวเขาเอง (The Wealth of Nations, เล่ม 1, บทที่ 2 อ้างในฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐)

ตามทฤษฎีของสมิท ภายใต้เงื่อนไขของความมีอิสระและเสรีภาพในการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล (หรือการแข่งขันเสรีในตลาด) และปราศจากการบังคับหรือวางแผนจากส่วนกลาง สัญชาติญาณความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทำให้เกิดการผลิตและการแลกเปลี่ยน และทำให้สังคมได้รับประโยชน์โดยผ่านการออมทรัพย์ การแบ่งงานกันทำและการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต นี่เป็นรากฐานของความคิดเสรีนิยมที่เน้นเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของมนุษย์ บทบาทของรัฐบาลในทรรศนะของสมิทจึงควรถูกจำกัดเพียงเฉพาะในการป้องกันประเทศ คุ้มครองสมาชิกสังคมจากความอยุติธรรม บริการสาธารณะและการกุศล เช่นการศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ

อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ของสมิทนั้น ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่เข้มงวดเรื่องการแข่งขันเสรี คือ ระบบเศรษฐกิจไม่มีการผูกขาดหรือไม่มีการกระจุกตัวของทุนหรือการได้เปรียบของธุรกิจบางราย ซึ่งไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ นักคิดสำนักคลาสสิคคนอื่นๆ ต่อมา อย่างโรเบิร์ต มัลธัสและเดวิด ริคาร์โด (ที่ถึงแม้จะยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมภายใต้เงื่อนไขของการแข่งขันเสรีที่สมิทได้เสนอนั้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด) กลับมองโลกในแง่ร้ายกว่าสมิทมากและได้แสดงความวิตกกังวลต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของสมิท อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของสำนักคลาสสิคได้มีอิทธิพลครอบงำระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 อย่างสูง เพราะสังคมในขณะนั้นโหยหาอิสรภาพและเสรีภาพที่เคยถูกลิดรอนมายาวนาน รัฐบาลปล่อยให้ตลาดทำงานอย่างเสรีโดยไม่มีการแทรกแซง จนกระทั่งการขยายตัวของการค้าและปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษและฝรั่งเศสนั้น นำไปสู่ภาวะทุกข์ยากอย่างรุนแรงของแรงงานอุตสาหกรรม มีการใช้แรงงานในระยะเวลาการทำงานที่ยาวนาน ในภาวะเสี่ยงอันตราย ขณะที่ค่าจ้างแรงงานถูกกดต่ำและกรรมกรมีชีวิตที่ลำบากและตกอยู่ในสภาวะยากจน จึงเริ่มเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทฤษฎีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของสำนักคลาสสิคและเสนอทฤษฎีแบบที่เรียกว่าสังคมนิยมยูโธเปีย ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคมให้กับชนชั้นกรรมกรและต่อต้านระบบวิสาหกิจเอกชน อย่างไรก็ตาม สำนักสังคมนิยมยูโธเปียนั้นไม่ได้วิพากษ์ชนชั้นนายทุนอย่างรุนแรงและไม่ได้เรียกร้องให้มีการปฏิวัติทางชนชั้นอย่างที่สังคมนิยมมาร์กซิสม์เสนอ หากแต่เป็นเพียงการกระตุ้นเตือนทางจริยธรรมให้เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และด้วยข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติที่ค่อนข้างเป็นอุดมคติและอิงกับศีลธรรมที่เกิดขึ้นได้ยาก (ต่างจากสังคมนิยมมาร์กซิสม์ที่เรียกร้องให้ใช้การเผชิญหน้าและการต่อสู้ ที่เกิดขึ้นได้เร็วและเด็ดขาดกว่า) แนวคิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไปในเวลาไม่นาน

เนื้อหาของบทความในส่วนนี้และส่วนถัดไป สรุปความจากบทที่ 3 และ 5 ของฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐ (พิมพ์ครั้งที่ ๗)

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (๓)

2. เสรีนิยมสำนักประโยชน์นิยม : ทางเลือกระหว่างความสุขของสังคมและปัจเจกชน

สำนักความคิดเสรีนิยมได้นำเอาความคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เข้าแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติในเวลาต่อมา โดยอธิบายใหม่ว่าเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นเป็นอุดมคติเพราะสามารถนำไปสู่ความสุขสูงสุดของมนุษย์ เสรีภาพจึงเป็นเพียงเครื่องมือไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ ความสุข แทนที่เสรีภาพจะเป็นจุดหมายปลายทางหรือเป็นอุดมคติในตัวของมันเองอย่างที่จอห์น ลอคเสนอ แนวความคิดประโยชน์นิยมนี้ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างโดยเจเรมี เบนแทม (Jeremy Bentham, 1748-1832) และมีส่วนสำคัญต่อการเกิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิคที่เน้นเรื่องประโยชน์หน่วยสุดท้ายซึ่งให้ความสำคัญกับมูลค่าสินค้า (หรือประโยชน์จากการบริโภคสินค้า ซึ่งให้น้ำหนักกับการบริโภคและผู้บริโภค) มากกว่ามูลค่าของการผลิต (ซึ่งให้น้ำหนักกับการผลิต รวมทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิต)

เบนแทมเกิดในตระกูลมั่งคั่ง บิดาเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง เขาเองจบการศึกษาด้านกฎหมาย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในฐานะนักเขียนและเผยแพร่แนวความคิดประโยชน์นิยม ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อสาขากฎหมาย การเมืองและเศรษฐศาสตร์อย่างมาก หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Fragment on Government (1766) และ An Introduction to the Pinciples of Morals and Legislation (1789) ในหนังสือเล่มหลังนี้ เขากล่าวว่า “ธรรมชาติได้ทำให้มนุษยชาติอยู่ภายใต้การควบคุมของนายเหนือหัวสองคน คือความเจ็บปวดและความพอใจ นายสองคนนี้เท่านั้นที่จะกำหนดว่าเราควรทำอะไร เช่นเดียวกับที่กำหนดว่าเราจะทำอะไร”

Jeremy Bentham (left); Bentham at UCL (right)

สำหรับเบนแทม มนุษย์ใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด (ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ) สองสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งขับเคลื่อนสังคมในทรรศนะของเขา (ในลักษณะเดียวกับที่สมิทเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือประโยชน์ส่วนตัวคือสิ่งขับเคลื่อนสังคม)

เบนแทมเรียกหลักจริยธรรมของเขาว่าหลักแห่งประโยชน์ (Principle of Utility) ซึ่งประเมินการกระทำใดๆ ด้วยผลที่เกิดขึ้นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องนั่นคือ ก่อให้เกิดประโยชน์หรือความสุขที่สูงขึ้นหรือลดลง โดยสามารถปรับใช้ได้ทั้งกับปัจเจกชนและสังคม ในกรณีของสังคม ทำให้เกิดวลีที่โด่งดังว่า การกระทำที่ดีที่สุดคือ การกระทำที่ก่อให้เกิด “ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the great number)” ทั้งนี้ เขาให้น้ำหนักกับสังคมมากกว่าปัจเจกชน เมื่อมีความขัดแย้งของหลักจริยธรรมระหว่างปัจเจกและสังคม ต้องถือหลักจริยธรรมของสังคมก่อน เขาไม่เชื่อเรื่องการผสานผลประโยชน์ลงตัวอย่างสมบูรณ์เหมือนสมิท แต่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเหตุผลของมนุษย์สามารถจัดการให้เกิดการผสานผลประโยชน์ในส่วนที่มีความขัดแย้งได้ เขาเสนอว่าควรใช้ระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาปัจเจกและปรับปรุงระบบการเมืองและกฎหมายสำหรับสังคม

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพของปัจเจกชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัจเจกชนจะแสวงหาความพอใจได้เต็มที่เมื่อมีเสรีภาพ และที่สำคัญ ไม่มีใครรู้ดีกว่าแต่ละบุคคลเองว่าอะไรจะนำมาซึ่งความพอใจสูงสุด แต่เมื่อใดที่เสรีภาพไปกระทบกับความพอใจของผู้อื่น เมื่อนั้นก็จะต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุม ในเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เบนแทมอ้างหลักแห่งประโยชน์ว่ากรรมสิทธิ์จะสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับบุคล เพราะบุคคลจะได้รับผลของความพยายามของเขาเอง ทำให้ขยันทำงานและผลผลิตของสังคมก็จะเพิ่มขึ้น รัฐจึงควรคุ้มครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและส่งเสริมให้ปัจเจกชนมีสิทธิประกอบกิจการตามต้องการ โดยใช้กฎหมายเพื่อให้รางวัลและกำหนดบทลงโทษ เพื่อผสานประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดสำหรับเบนแทมนั้นคือ ระบบการแข่งขันเสรีในตลาดที่ให้รางวัลกับผู้ผลิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม คือ ใช้ทรัพยากรต่ำสุดเพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง กำไรสูงสุดเป็นตัวชี้วัดและรางวัลสำหรับปัจเจกชนผู้ประกอบกิจการ ที่สามารถผลิตสินค้าที่สังคมต้องการสูงสุดด้วยวิธีที่ประหยัดที่สุด (หรือต้นทุนต่ำสุดนั่นเอง)

ลัทธิเสรีนิยมตามแบบประโยชน์นิยมนี้ มีลักษณะของประสบการณ์นิยม (Empiricism) แฝงอยู่มาก และต่างจากเสรีนิยมตามแบบสิทธิธรรมชาติที่อ้างอิงกับเหตุผลนิยมเพียงอย่างเดียว ในเสรีนิยมแบบประโยชน์นิยม รัฐสามารถมีบทบาทมากขึ้น ไม่ถึงกับถูกจำกัดให้ทำเฉพาะเรื่องความมั่นคงและบริการสาธารณะ รัฐสามารถใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งที่เห็นว่า (หรืออ้างว่า) เป็นประโยชน์สาธารณะได้ อย่างไรก็ตาม มีการวิจารณ์ว่านักประโยชน์นิยมมักไม่คำนึงถึงหลักการหรือวิธีการเท่ากับผลลัพธ์ของการกระทำ เนื่องจากเห็นผลลัพธ์คือประโยชน์และความพอใจเป็นเป้าหมายสำคัญสุด ลัทธิเสรีนิยมตามแบบของเบนแทมนี้เองมีอิทธิพลอย่างมากในเศรษฐกิจการเมืองของอังกฤษในศตวรรษที่ 19 และมีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฏีประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสำนักออสเตรียและนีโอคลาสสิค

นักปรัชญาสำนักประโยชน์นิยมอีกคนที่มีชื่อเสียงมากคือ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-1873) ซึ่งบิดาของเขา เจมส์ มิลล์ (James Mill, 1773-1836) เพื่อนสนิทของเจเรมี เบนแทม ตัวของมิลล์เองจึงสนิทสนมกับครอบครัวของเจเรมี เบนแทม งานเขียนที่สำคัญของมิลล์คือ System of Logic (1834) และ Principles of Political Economy (1848) ซึ่งถูกใช้เป็นตำราเศรษฐศาสตร์ในอังกฤษและอเมริกาเป็นเวลานาน (ก่อนที่ Alfred Marshall จะเขียนหนังสือที่ถูกใช้เป็นตำราของสำนักนีโอคลาสสิค) หนังสือที่สำคัญที่สุดของมิลล์คือ On Liberty (1859) ซึ่งกลายเป็นข้อเขียนที่สนับสนุนเสรีนิยมของปัจเจกชนที่มีอิทธิพลและถูกใช้อ้างอิงมากที่สุดเล่มหนึ่ง มิลล์เองพยากรณ์ว่าหนังสือของเขาเล่มนี้จะมีความสำคัญในอนาคตอย่างมาก เพราะสังคมอุตสาหกรรมจะคุกคามเสรีภาพของปัจเจกชนมากขึ้นในอนาคต

มิลล์ได้ก่อให้เกิดคุณูปการสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก มิลล์ได้แก้ไขปรับปรุงหลักการประโยชน์นิยมไม่น้อย เขาพยายามเพิ่มเติมว่าประโยชน์หรือความพอใจบางอย่าง เช่นความพอใจทางปัญญาหรือจิตวิญญาณนั้น มีคุณค่ามากกว่าความพอใจทางกาย เขายังเสนอว่า ความพอใจสูงสุดคือ เกียรติ์และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการให้เสรีภาพคือวิธีการส่งเสริมเกียรติ์และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วย ตามทรรศนะของมิลล์นั้น เสรีภาพจึงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญและเป็นเป้าหมายของสังคมในตัวเอง ซึ่งต่างจากทรรศนะของเบนแทมที่เห็นว่าเสรีภาพเป็นเพียงวิธีการไปสู่เป้าหมายคือ ความสุข

ประการที่สอง มิลล์เป็นนักคิดที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพอย่างเต็มที่ เขากล่าวว่าสิ่งที่เป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของเสรีภาพไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็น “สังคมทรราช” เพราะต่อสู้ด้วยลำบากที่สุด วลีที่สำคัญของเขาคือ “ถ้ามนุษย์ทุกคนยกเว้นเพียงคนเดียวมีความเห็นอย่างหนึ่ง และคนคนเดียวนั้นมีความเห็นตรงกันข้าม มนุษยชาติก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะทำให้บุคคลคนเดียวนั้นเงียบเสียงมากไปกว่าบุคคลนั้น ถ้าเขามีอำนาจมีความชอบธรรมที่จะทำให้มนุษยชาติเงียบเสียง” (On Liberty, บทที่ I, Introductory อ้างใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ๒๕๕๐) เขาสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยให้เหตุผลว่าจะทำให้มนุษย์เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เขายังกล่าวอีกว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพโดยการใช้อำนาจนั้นสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อสิทธิและเสรีภาพนั้นไปกระทบหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การจำกัดเสรีภาพโดยอ้างประโยชน์ของตัวผู้ถูกจำกัดเสรีภาพเองจึงไม่สามารถทำได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เป็นเรื่องยากที่บุคคลจะให้คุณค่ากับประโยชน์ของบุคคลอื่นมากเท่ากับตัวบุคคลนั้นเอง จึงเป็นหน้าที่ที่ตัวบุคคลนั้นจะตัดสินใจและไม่ควรให้บุคคลอื่นหรือสังคมตัดสินใจแทน

ถึงแม้มิลล์จะเป็นผู้สนับสนุนเสรีภาพของปัจเจกชนแบบสุดขั้ว ข้อเสนอของมิลล์เองก็มีความเป็นสังคมนิยมผสมผสานอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ ถึงแม้เขาจะสนับสนุนให้ตลาดทำงานเสรีโดยปราศจากการแทรกแซง แต่นั่นหมายถึงเสรีภาพในด้านการผลิต มิลล์มองว่าเรื่องของการจัดสรรรายได้เป็นคนละเรื่องกับการผลิต เพราะการจัดสรรรายได้ขึ้นอยู่กับสถาบันทางสังคม นอกจากนี้ เขายังเคยกล่าวเปรียบเทียบในทำนองว่า ถ้าหากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมทำให้เกิดการกดขี่ขูดรีดแรงงานอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนั้นโดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ระบบคอมมิวนิสต์ที่ถึงแม้จะด้อยกว่า ก็ยังดูเหมือนจะก่อให้เกิดปัญหาน้อยกว่ามาก เขาเองยังเสนอให้ปรับปรุงระบบวิสาหกิจเอกชนและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลโดยสนับสนุนให้เก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก (เขาเห็นว่าสิทธิที่จะมอบมรดกนั้นเป็นสิทธิที่ควรได้รับความเคารพ เพราะเป็นเจตจำนงของปัจเจกชน แต่การรับมรดกโดยไม่มีข้อจำกัดเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของปัจเจกเพราะทรัพย์สินไปสะสมอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง) และให้ยกเลิกระบบค่าจ้างและการจ้างงานในระยะยาว โดยหันมาใช้ระบบสหกรณ์แทน (ซึ่งเป็นอิทธิพลของสังคมนิยมยูโธเปียและนักคิดฝรั่งเศสอย่างแซงต์ ซีมง)

เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (จบ)

3. สำนักเสรีนิยมใหม่กับบริบทการเมืองช่วงปลายศตวรรษที่ 20 

นักคิดที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญของสำนักเสรีนิยมใหม่ คือ นักปรัชญาสำนักออสเตรียอย่าง ฟริดริช ฟอน ฮาเย็ค (Friedrich von Hayek, 1899-1992), ลุดวิก ฟอน มิสเซส (Ludwig von Mises, 1881-1973), คาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper, 1902-1994) และนักเศรษฐศาสตร์ผู้ก่อตั้งสำนักการเงินนิยมของมหาวิทยาลัยชิคาโก มิลตัน ฟริดแมน (Milton Friedman, 1912-2006) ทั้งหมดเป็นสมาชิกของสมาคมที่เรียกตัวเองว่า Mont Pelerin Society ซึ่งตั้งชื่อตามสถานที่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่บุคคลเหล่านี้นัดพบกันและจัดตั้งสมาคมขึ้นอย่างเป็นทางการ

Hayek and Mises

Popper and Friedman

นักคิดเหล่านี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะนักวิชาการที่สนับสนุนคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดและความเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮาเย็คและฟริดแมนนั้น นอกจากได้รับการยอมรับในฐานะนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่สนับสนุนคุณค่าของระบบทุนนิยมและเสรีภาพของการประกอบธุรกิจตามแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิคแล้ว ทั้งคู่ยังได้รับการยอมรับในฐานะนักปรัชญาการเมืองที่มีงานเขียนสำคัญมากมายเกี่ยวกับปัจเจกชนนิยม เสรีภาพและการต่อต้านระบอบเผด็จการ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมอเมริกาในวงกว้างอย่างมาก ในอีกมุมหนึ่ง ฮาเย็คและฟริดแมนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เสนอทฤษฎีที่ปฏิเสธแนวความคิดของมาร์กซ์และเคนส์ซึ่งรายหลังมีอิทธิพลและบทบาทอย่างมากหลังเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 1930 กล่าวคือ เคนส์เป็นผู้เสนอให้รัฐเพิ่มบทบาทในด้านเศรษฐกิจ โดยเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐเพื่อกระตุ้นด้านอุปสงค์หรือความต้องการบริโภคสินค้าของครัวเรือนและสร้างงานให้กับแรงงานที่ประสบกับภาวะว่างงานความสำเร็จส่วนหนึ่งของนักคิดเสรีนิยมใหม่กลุ่มนี้ มาจากการช่วยเหลือทางด้านการเงินและทางการเมืองจากกลุ่มทุนธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ไม่ต้องการการแทรกแซงและการเพิ่มกฎระเบียบในด้านเศรษฐกิจจากรัฐ ทั้งนี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่เริ่มปรากฏบทบาทในทางการเมืองชัดเจนในสหรัฐฯ และอังกฤษในทศวรรษ 1970 เมื่อชื่อเสียงและอิทธิพลของนักคิดกลุ่ม Mont Pelerin Society แพร่กระจายไปมากในวงวิชาการ โดยผ่านทางสถาบันวิจัยทางด้านเศรษฐกิจหรือสถาบันผลิตนักคิด อย่างเช่น Institute of Economic Affairs ในลอนดอน และ the Heritage Foundation ในวอชิงตันยิ่งเมื่อภายหลังฮาเย็คและฟริดแมนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1974 และ 1976 ตามลำดับด้วยแล้ว   (ถึงแม้จะเป็นที่วิจารณ์ว่ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์นั้น มีที่มาและระบบการคัดเลือกที่แยกออกเป็นเอกเทศและไม่เกี่ยวข้องกับโนเบลของสาขาอื่น รวมทั้งยังถูกครอบงำและกำหนดทิศทางจากกลุ่มชนชั้นนำนายธนาคารของสวีเดน) เป็นที่ยอมรับว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นสามารถยึดครองพื้นที่สำคัญในทางการเมืองได้อย่างเป็นทางการในช่วงปี 1979[2]ปัจจัยที่เอื้อให้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ได้รับการยอมรับในสังคมขณะนั้น คือ บรรยากาศทางการเมืองเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมซึ่งกำลังเบ่งบานสุดขีดในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเรียกร้องเสรีภาพของปัจเจกชน ที่นำโดยนักศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในปี 1968 (3 ปีให้หลัง ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านเผด็จการทหารที่นำโดยของนิสิตนักศึกษา ในประเทศไทย ได้รับชัยชนะในการเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพทางการเมืองในเดือนตุลาคม ก่อนที่จะถูกปราบปรามและเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็นโดยเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายปฏิกิริยาฝั่งขวาในอีก 3 ปีต่อมา) อาจกล่าวได้ว่าในขณะนั้น ขบวนการเคลื่อนไหวใดก็ตามที่ชูธงเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมสามารถผสมกลมกลืนและร่วมขบวนการปฏิวัติสังคมไปด้วยกันได้ทั้งสิ้นเนื่องจากมีศัตรูที่ชัดเจนเดียวกัน นั่นคือ รัฐอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิพลเมือง สิทธิในการแสดงออกทางเพศ กลุ่มต่อต้านกระแสบริโภคนิยม ไปจนถึงกลุ่มต่อต้านสงครามเวียตนามความต้องการและถวิลหาเสรีภาพของปัจเจกชนนี้เอง ที่ช่วยให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้เต็มใจอ้าแขนรับแนวคิดเพื่อเรียกร้องเสรีภาพของนักคิดกลุ่มเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปแล้ว ก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้อย่างดีกับวัฒนธรรมความคิดแบบ “หลังสมัยใหม่ (postmodernism)” ที่ถูกดึงเข้ามาเป็นทางเลือกเชิงตรรกะของขบวนการเคลื่อนไหวในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ข้อเรียกร้องสำคัญอีกประการของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คือความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งแท้จริงแล้ว ขัดแย้งและตรงข้ามกับข้อเสนอของเสรีนิยมใหม่ที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ข้อเท็จจริงประการนี้กลับไม่ปรากฏชัดเจนในขณะนั้น อาจเป็นเพราะข้ออ้างเชิงทฤษฎีในเรื่องการแข่งขันสมบูรณ์ของเสรีนิยมใหม่นั้นเอง ที่ยังสามารถใช้เป็นม่านบังให้กับระบบทุนนิยมอย่างได้ผล เช่นเดียวกับที่สำนักเสรีนิยมนีโอคลาสสิคเคยใช้ข้ออ้างข้อเดียวกันนี้มาแล้วในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนทำให้เกิดข้อเรียกร้องการปฏิวัติของชนชั้นจากมาร์กซ์ [3]

4. เสรีนิยมใหม่ กระบอกเสียงของนายทุนและเครื่องมือพิฆาตฝ่ายซ้าย 

การผลิตซ้ำแนวความคิดของเสรีนิยมใหม่ในสหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นผ่านการให้ทุนสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจไปยังสถาบันผลิตความคิด เช่น the Hoover Institute, the Center for the Study of American Business, the American Entreprise Institute ไปจนถึงสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น National Bureau of Economic Research (NBER) ซึ่งได้รับการกำหนดหัวข้อวิจัยจากกลุ่มทุน เพื่อเป้าหมายในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ ปรากฏว่า กว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยของ NBER นั้น ได้จากองค์กรธุรกิจชั้นนำและกลุ่มบริษัท Fortune 500 จึงทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแนวความคิดแบบเสรีนิยมใหม่นี้จึงได้ถูกผลิตซ้ำอย่างกว้างขวางโดยคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยทั่วโลก หรือหากจะพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปในแกนกลางของการผลิตความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เอง อาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีที่เกิดขึ้นหลังสำนักเคนส์เซียนนั้น สามารถนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับเสรีนิยมใหม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสายการเงินนิยมของฟริดแมน ทฤษฎีการคาดการณ์อย่างมีเหตุผล (rational expectations) ของโรเบิร์ต ลูคัส, ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (public choice) ของสำนักชิคาโก หรือแม้กระทั่งทฤษฎีที่เน้นด้านอุปทาน (supply-side) ที่เสนอโดยอาร์เธอร์ ลาฟเฟอร์ ต่างก็เห็นไปในทางเดียวกันว่าการแทรกแซงของรัฐคือปัญหามากกว่าการแก้ไข และเสนอให้ใช้นโยบายการเงินแบบมีเสถียรภาพร่วมกับการลดภาษี เพื่อเป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการ แนวทฤษฎีและนโยบายลักษณะนี้ยังได้รับการผลิตซ้ำจากวารสารทางการเงินอย่าง Wall Street Journal และมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างสแตนฟอร์ดและฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในปัจจุบัน ในพื้นที่นอกสังคมวิชาการ ซีรีย์ทางโทรทัศน์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของฟริดแมนที่ชื่อว่า Free to choose (ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มทุนธุรกิจเช่นกัน) ก็เริ่มออกอากาศทางช่อง PBSในปี 1977 และประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะรายการคุณภาพ ซึ่งต่อมาได้รับการผลิตซ้ำเป็นหนังสือที่กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน [4]

ผลของการเผยแพร่ลัทธิเสรีนิยมใหม่นี้ ปรากฏชัดเจนในประเทศสหรัฐฯ และอังกฤษก่อน แล้วจึงค่อยแผ่ขยายอาณาบริเวณไปยังประเทศอาณานิคมชั้นในของจักรวรรดินิยมรูปแบบใหม่ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นเจ้าอาณานิคม ประเทศอาณานิคมชั้นในนี้หมายถึงประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา นอกจากนี้ อิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมยังแผ่ขยายไปยังประเทศรอบนอกผ่านทางองค์กรระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก สักขีพยานที่ชัดเจนต่อคำกล่าวหานี้ก็คือคำกล่าวของโจเซฟ สติกลิทซ์ อดีตรองประธานและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในหนังสือ Globalization and its discontentsของเขาว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญภายในองค์กรของไอเอ็มเอฟคือ การเปลี่ยนถ่ายเอานักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมใหม่เข้าแทนที่พวกเคนส์เซียนในช่วงปี 1982 ซึ่งทำให้ไอเอ็มเอฟกลายเป็นกลไกรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในสหรัฐฯ และกระบอกเสียงของเสรีนิยมใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเต็มตัว [5]

ในประเทศอังกฤษ ชัยชนะของแทตเชอร์หมายถึงการหยุดชะงักของการเมืองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ก่อตัวและเติบโตขึ้นภายหลังปี 1945 พลังของสหภาพแรงงานถูกทำลายลงด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ของตลาดแรงงาน เพื่อความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการจ้างงานและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม แนวโน้มของรัฐสวัสดิการต้องกลับหลังหันอย่างทันทีทันใด บริการของรัฐอย่างเช่นโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยถูกโอนไปเป็นของเอกชน มีการลดภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าบรรยากาศในการลงทุนที่ดีของประเทศและการไหลเข้าของทุนจากต่างประเทศ สังคมอังกฤษหันไปให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกชนและความรับผิดชอบของปัจเจก กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและคุณค่าของครอบครัว แทนที่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของสังคม

ในสหรัฐฯ ภายหลังการขึ้นสู่ตำแหน่งของเรแกนในปี 1980 นโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เซียนตามหลักการนิวดีลของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการจ้างงานเต็มที่ถูกแทนที่ด้วยนโยบายแบบเสรีนิยมเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ที่ปรึกษาของเรแกนเห็นว่าตัวยาขนานการเงินนิยมของโวลค์เกอร์ ประธานของเฟดในสมัยของคาร์เตอร์นั้นใช้ได้ผล เรแกนจึงแต่งตั้งเขากลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานของเฟดอีกครั้ง และสนับสนุนนโยบายในลักษณะเปิดเสรีมากขึ้น มีการลดภาษี ลดทอนอำนาจของสหภาพและสมาคมอาชีพต่างๆ ทั้งนี้ การลดหย่อนภาษีการลงทุนทำให้ทุนเคลื่อนย้ายจากภูมิภาคที่สหภาพแรงงานเข้มแข็ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมิดเวสต์ไปในเขตที่ปลอดสหภาพ ทางใต้และตะวันตก ทุนทางการเงินเริ่มมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมไปลงทุนและทำการผลิตนอกประเทศเริ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ปกติ ภาษีธุรกิจลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ของภาษีส่วนบุคคลลดลงจากที่เคยสูงถึง 70 เป็น 28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ลดภาษีที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ นี่คือจุดเริ่มต้นก่อตัวความเหลื่อมล้ำทางสังคมและอำนาจทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นรายได้สูง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าความจริงแล้ว กระบวนการเสรีนิยมใหม่ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดหรือทฤษฎีเศรษฐกิจมากเท่ากับเป็นผลของความพยายามรักษาอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรและสถานะทางสังคมของชนชั้นนายทุน [6]

5. ทักษิโณมิกส์กับเงาของเสรีนิยมใหม่ 
หากจะกล่าวถึงตัวอย่างของนักเศรษฐศาสตร์ลาตินอเมริกาที่คนไทยรู้จักดี ตัวอย่างแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู เฮอนานโด เดอ โซโต (Hernando De Soto) เกี่ยวกับ “ทุนที่ตายแล้ว (dead capital)” ก็ได้รับอิทธิพลจากลัทธิเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน ทฤษฎีของเขาได้รับการยกย่องจากอดีตนายกทักษิณ ชิณวัตร ที่ประกาศแนะนำให้หนังสือ The mystery of capital เป็นหนังสือสำคัญที่คนไทยต้องอ่าน และนำทฤษฏีของเดอ โซโตเรื่องทุนที่ตายแล้วและภาคธุรกิจใต้ดินมาประยุกต์เป็นนโยบาย “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ซึ่งถูกใช้เป็นนโยบายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

ถึงแม้นิตยสารชั้นนำทางธุรกิจอย่าง Time, Forbes, หรือ The New York Times Magazine จะสรรเสริญให้เดอ โซโตเป็นดาวเด่นในศตวรรษ ในฐานะผู้สร้างนวัตกรรมทางความรู้เกี่ยวกับ “ทุน” และการแก้ปัญหา “ความยากจน” แต่สถาบันเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยที่ก่อตั้งโดยเดอ โซโตเอง รวมทั้งหนังสือของเขาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในวารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหรือกระบอกเสียงที่ใช้เผยแพร่อุดมคติแบบเสรีนิยมใหม่ของสำนักชิคาโก ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือหรือบทความที่ผลิตโดยสถาบันนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าขาดมาตรฐานตามบรรทัดฐานทางวิชาการและมีลักษณะใกล้เคียงกับบทความเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองมากกว่า สักขีพยานที่สำคัญที่แสดงว่าเดอ โซโตนั้นทำหน้าที่กระบอกเสียงนี้ได้อย่างดีเยี่ยมคือรางวัล “Milton Friedman prize for the advancing liberty” ที่เขาได้รับเกียรติในปี 2004 จากสถาบันคาโต (Cato Institute) ซึ่งเป็นสถาบันที่ส่งเสริมคุณค่าทางด้านเสรีนิยมอย่างเข้มแข็งในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รายชื่อคณะกรรมการนานาชาติสำหรับการมอบรางวัลมิลตัน ฟริดแมน ในปี 2008 นี้ ประกอบด้วย ประธานของสถาบันคาโต, ภริยาของ ฟริดแมน ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนโรส-ฟริดแมน ซึ่งมีบทบาทสำคัญร่วมกับฟริดแมนในการเผยแพร่แนวคิดเสรีนิยมใหม่ในอเมริกาผ่านหนังสือของเขาและรายการโทรทัศน์ Free to Choose, อดีตรัฐมนตรีคลังของเม็กซิโก Francisco Gil Díaz, ประธานบริษัทและซีอีโอของ Koch Industries Inc. ของสหรัฐฯ, ประธานบริษัทสื่อ Next Media ของฮ่องกง, รวมทั้ง Editorial Board ของ The Wall Street Journal (Mary Anastasia O’Grady) และบรรณาธิการของนิตยสาร Newsweek International (Fareed Zakaria) ส่วนคณะกรรมการในอดีตที่สำคัญคือ อดีตนายกฯ อังกฤษมากาเรต แทตเชอร์, ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเชค Václav Klaus รวมทั้งประธานและซีอีโอของเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชัน [7]

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเสรีนิยมใหม่ในสหรัฐฯจะรอดพ้นจากวิกฤตด้านความชอบธรรมอย่างหมดจด นักวิจารณ์และนักวิชาการจำนวนมากตั้งคำถามกับกระบวนการผลิตซ้ำลัทธิเสรีนิยมใหม่ของสถาบันการศึกษษระดับสูง อย่างเช่นมหาวิทยาลัยชิคาโก ตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บุคลากรด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยชิคาโกจำนวนร้อยกว่าคนเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานมหาวิทยาลัยเพื่อคัดค้านการทุ่มงบประมาณ 200 ล้านเหรียญเพื่อสร้างสถาบันฟริดแมน โดยในจดหมายดังกล่าว บุคลากรเหล่านี้ได้ให้เหตุผลแสดงความห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในทางลบที่เกิดจาก “neoliberal global order” [8]

ทั้งนี้ ในหนังสือเล่มล่าสุดของนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein) ที่ชื่อว่า The Shock Doctrine : The Rise of Disaster Capitalism [9]
เธอถึงกับตั้งสมมุติฐานว่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของฟริดแมนอยู่บนหลักการพื้นฐานเดียวกับที่หน่วยงาน CIA ใช้ทรมานและสอบสวนผู้ต้องขังคดีก่อการร้ายในคุก Abu Ghraib ของอิรัก ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลกกับกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ถูกคุมขัง


นาโอมิ ไคลน์นำสมมุติฐานที่ผู้เขียนขอแปลว่า “ทุนนิยมหายนะ” มาอธิบายการครอบงำทางอุดมการณ์ของลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ที่นำโดยสหรัฐฯในปัจจุบัน โดยเนื้อหาสำคัญคือการพยายามแสดงให้เห็นว่าฟริดแมนเองนำหลักการของความกลัวและวิธีการเดียวกับที่ใช้บำบัดผู้ป่วยทางจิตในอดีตโดยสร้างอาการช็อกมาประยุกต์ในระดับสังคมอย่างไร กล่าวคือ ในระดับปัจเจก วิธีการบำบัดแบบ Shock Therapy นี้ทำลายสภาวะแห่งเหตุผลและลดทอนให้บุคคลมีสภาพไม่ต่างจากทารก เมื่อประยุกต์ใช้ในระดับสังคม ความกลัวความไม่มั่นคง เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อ การตกงาน ความยากจน วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากแนวนโยบายที่ฝ่ายเสรีนิยมใหม่เสนอ ในทางสังคมและการเมือง ก็ทำให้ประชาชนไม่ต่างจากทารก ที่ต้องพึ่งพาและเชื่อฟังผู้นำ รวมทั้งสามารถบ่อนทำลายเสรีภาพและประชาธิปไตยได้อย่างชะงัดนัก

6. การเมืองแบบเสรีนิยมในประเทศไทย

การครอบงำของวัฒนธรรมแบบเสรีนิยมใหม่ในเศรษฐกิจโลก ทำให้เงื่อนไขการเปิดเสรีทางการเงินและการค้าปรากฏต่อรัฐไทยในฐานะภาวะที่จำเป็นหรือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในนัยที่ “ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” แทนที่จะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในเชิงนโยบาย ในทางการเมือง วัฒนธรรมเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ยังมีส่วนไม่น้อยในการกำหนดทิศทางและโฉมหน้าการเมืองไทยในช่วงรอยต่อ โดยผ่านสิ่งที่ ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเคอร์เรียกว่า “การเมืองของการเปิดเสรี” ที่เกิดขึ้นหลังกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (industrialisation) และเปิดเสรีตลาดสินค้าอย่างรวดเร็วของไทยในช่วงหลังทศวรรษ 2520 [10]

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าการยอมรับวัฒนธรรมเศรษฐกิจตามรูปแบบเสรีนิยมใหม่นั้น ได้ทำให้กระบวนการจัดสรรอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป คือ การเมืองไทยตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในเดือนพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ไปจนกระทั่งการปฏิรูปการเมืองในช่วงปี 2540 อันนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (ที่ถูกฉีกในเวลา 10 ต่อมาโดยคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549) ทั้งนี้ วัฒนธรรมทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ที่กำลังพูดถึงนั้น เข้ามามีอิทธิพลในกระบวนการจัดสรรอำนาจ โดยผ่านปัจจัยสำคัญ คือ อิทธิพลของสื่อตะวันตกและการขยายตัวของชนชั้นกลางในเมืองของไทย

ตามการวิเคราะห์ของ ศ.ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคริส เบเคอร์ ภายหลังทศวรรษ 2520 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญกับเศรษฐกิจไทย 2 ประการคือ ประการแรก ไทยหันมาเน้นอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งในขณะเดียวกัน เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในปี 2530 ก็เพิ่มมากขึ้นในปริมาณที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ประการที่สอง ระหว่างปี 2532-2536 ภาคการเงินระหว่างประเทศถูกเปิดเสรีบางส่วน ในปี 2538 ปีเดียว เงินทุนหมุนเวียนในบัญชีทุนมากเท่ากับทั้งหมดที่ปรากฏในช่วง 10 ปีระหว่างต้นทศวรรษ 2510-2520 และหนี้ต่างประเทศของเอกชนเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในเวลา 8 ปี

ทั้งหมดนี้ ทำให้อิทธิพลของปัจจัยภายนอกเข้ามามีบทบาทกับการเมืองไทยโดยผ่าน “การจับจ้องอย่างใกล้ชิด” ของสื่อการเงินต่างประเทศและสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (เช่นธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ เอดีบี บีไอเอส แกตต์) หรือที่อาจารย์ทั้งสองท่านใช้คำว่า “การกำกับสอดส่องจากภายนอก” โดยท่านได้ยกตัวอย่างของการขยายกิจกรรมของนิตยสารการเงินหลายฉบับในประเทศไทย เช่น The Economist และ Institutional Investor ที่เริ่มจ้างตำแหน่งประจำในประเทศไทย หรือ Asian Wall Street Journal ก็เพิ่มพื้นที่และเริ่มเปิดแผนกภาษาไทย หรือกระทั่งที่ดาวน์โจนส์หันมาสนใจถูมิภาคนี้โดยเริ่มเป็นสมาชิกนิตยสาร FEER ในช่วงเวลาเดียวกันนี้

บทความวิเคราะห์ทางด้านการเงินจากนิตยสารเหล่านี้ รวมทั้งที่ผลิตจากนักวิเคราะห์ขององค์กร ถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบจากสื่อท้องถิ่นหรือสื่อไทยเพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางเทคนิคที่ยังขาดแคลนในประเทศ สื่อเหล่านี้มีตลาดที่สำคัญคือชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานคอปกขาวในเมือง ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็และเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนหน้า สิ่งที่สำคัญคือ ฐานะทางเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ผูกติดกับระบบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ

ถึงจะมีจำนวนไม่มากนัก และมีอิทธิพลทางการเมืองเพียงสามารถกำหนดจำนวนที่นั่งส.ส. ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงปี 2534-2535 และเปิดโอกาสให้ทหารเข้ายึดอำนาจคณะรัฐบาล “บุฟเฟท์”ในขณะนั้น โดยข้อหาคอรัปชั่นและเหตุจากปัญหาเศรษฐกิจโดยตรงคือ ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรุนแรงประกอบกับนักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น [11] ที่น่าสนใจและเป็นเรื่องเหมือนเรื่องตลกเสียดสีก็คือ การเสื่อมความนิยมของคนกลุ่มเดียวกันนี้เองกลับมีส่วนทำให้กลุ่มทหารต้องถอนบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในช่วง 10 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เราอาจเรียกปรากฏการณ์ลุกฮือของชนชั้นแรงงานคอปกขาวนี้อย่างที่สื่อมักนิยมใช้คำว่า “ม็อบมือถือ” ตามการสำรวจที่พบว่าผู้มาร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ณ ท้องสนามหลวงนั้นร้อยละ 45.7 ทำงานเอกชน ในขณะที่เป็นข้าราชการร้อยละ 14.8 เป็นเจ้าของกิจการ 13.7 โดยที่เป็นนิสิตนักศึกษาร้อยละ 8.4 [12]

ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า ความสำเร็จในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535 นั้น ถึงแม้จะเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ค่อนข้างหลากหลาย กล่าวคือประกอบด้วยหลากหลายสาขาอาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ก็เกิดขึ้นจากความสามารถผสมผสานลงตัวของการเรียกร้องที่มีหัวใจอยู่ที่ “เสรีภาพในการแสดงออก ความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหาร” ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการเคลื่อนไหวแบบ “เสรีนิยมใหม่” ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของอิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมใหม่ในประเทศไทยซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรอำนาจในพื้นที่การเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยทางอ้อมและค่อยเป็นค่อยไปและไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยกับอิทธิพลที่แผ่ขยายโดยตรงในแกนกลางของแวดวงผลิตความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่สำนักเสรีนิยมใหม่นี้ได้ครอบงำมาเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ในที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการศึกษาวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ของไทยนั้น ได้ทำให้เสรีภาพของปัจเจกชนและกรรมสิทธิ์นั้นกลายเป็น raison d’être ของระบบเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย

สรุป

อิทธิพลของลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ประสบความสำเร็จในการปลูกฝังระบบคุณค่าและกระบวนการคิด ไม่เพียงแต่ในสังคมของประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ยังรวมไปถึงในสังคมของประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ อย่างประเทศไทย ทั้งนี้ ความแยบยลของการเผยแพร่กระบวนทัศน์นี้ ถูกกระทำผ่านกระบวนการกำหนดทิศทางและผลิตประเด็นการศึกษาวิจัย รวมทั้งกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจนำ ภายในระยะเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ จนสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับระเบียบใหม่ที่เป็นส่วนผสมระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการปกครองเสรีประชาธิปไตย ในลักษณะที่เรียกว่า “โดยดุษฎีและโดยปริยาย”

*หมายเหตุ บทความนี้เรียบเรียงจากบทความเดิมชื่อ “ลัทธิเสรีนิยม เสรีนิยมใหม่ อิทธิพลทางความคิดต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย”

อ้างอิง
[1] See David HarveyA Brief History of Neoliberalism, Oxford University Press, 2007 (paperback)
[2] David Harvey p. 23
[3]ลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยมนั้นมีวิวัฒนาการในลักษณะต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องมาโดยตลอด นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 กล่าวคือ ตามแนวคิดของกลุ่มเสรีนิยมคลาสสิค ที่นำโดย จอห์น ลอค สิทธิและเสรีภาพถูกอ้างอิงอยู่กับหลักสิทธิธรรมชาติ เขาจึงถือสิทธิและเสรีภาพเป็นเป้าหมายสูงสุดในตัวเอง นอกจากนี้ มนุษย์มีสิทธิพื้นฐานในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพราะมนุษย์เป็นเจ้าของแรงงานของตนเอง ตามความเชื่อของลอค สิทธิที่เรารู้จักในภายหลังว่า “กรรมสิทธิ์” นี้จึงไม่ได้เกิดจากรัฐ (ถือว่ามีลักษณะปฏิกิริยากับระบอบศักดินา ซึ่งขุนนางและชนชั้นสูงเท่านั้นสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) หลักการเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนี้ ถือเป็นหลักการสำคัญที่ถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาในภายหลัง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราละเลยคือคำกล่าวของเขาว่า “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องไม่นำไปสู่การกดขี่หรือขูดรีด แต่ต้องช่วยสนับสนุนให้มนุษย์มีอิสระ” กรรมสิทธิ์จึงเป็นเครื่องมือไปสู่เสรีภาพ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 อดัม สมิท ซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักคิดรุ่นก่อนและนักคิดร่วมสมัย ไม่ว่าเรื่องความมีกฎเกณฑ์และระเบียบของธรรมชาติ รวมทั้งมนุษย์มีศีลธรรม สามารถแยกแยะการกระทำที่ถูกและผิดออกจากกันได้ สังคมจึงมีระเบียบและกฏเกณฑ์เช่นเดียวกับโลกกายภาพ ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายในสังคมจึงสามารถประสานลงตัวกันได้ แนวคิดลักษณะนี้ ทำให้เขาเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวหรือการที่แต่ละคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว จะทำให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดตามไปด้วยจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (ที่ภายหลังสำนักนีโอคลาสสิคทำให้กลายเป็นเพียง “กลไกตลาด” หรือกลไกของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นักคิดกลุ่มเสรีนิยมนีโอคลาสสิคหรือสำนักประโยชน์นิยม ที่นำโดยเจเรมี เบนแทมนำหลักจริยธรรมที่เรียกว่าหลักแห่งประโยชน์ (Principle of Utility) เข้ามาแทนที่หลักสิทธิธรรมชาติ ทำให้สิทธิและเสรีภาพถูกลดความสำคัญลงเป็นเพียงเครื่องมืออันนำไปสู่เป้าหมาย นั่นคือ ความสุข และความสุขของปัจเจกต้องหลีกทางให้กับสังคม ตามแนวความคิดที่โด่งดังของเขาที่ว่าด้วย “ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด (the greatest happiness of the great number)” อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวถูกท้าทายและทัดทานจากนักคิดอีกหลายคนเช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์ที่หันเหความสำคัญกลับมาที่ปัจเจกและเน้นความสำคัญของความสุขทางสติปัญญาและศีลธรรมมากกว่าทางกายภาพ แต่อิทธิพลของประโยชน์นิยม ที่เดินคล้องแขนร่วมไปกับแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบ laissez-faire ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการและคนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้นในยุโรป ทำให้แนวความคิดตามแบบเบนแทมและอดัม สมิทกลายเป็นเสาหลักให้กับเสรีนิยมใหม่ในเวลาต่อมา (ตำราที่สมบูรณ์ด้านลัทธิเศรษฐกิจการเมือง ได้แก่ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐)
[4] David Harvey p. 54
[5] See Joseph. StiglitzGlobalization and Its Discontents, W.W.Norton & Company, 2001
[6] Ibid. David Harvey
[7] ข้อมูลจาก http://www.cato.org/friedmanprize
[8] อ่านจดหมายได้ที่ https://www.naomiklein.org/shock-doctrine/resources/faculty-letter-mfi
[9] See Naomi KleinThe Shock Doctrine: The Rise of Disaster Capitalism, Metropolitan Books, 2007
[10] Pasuk Phongpaichit and Chris BakerDemocracy, Capitalism and Crisis: Examining Recent Political Transitions in Thailand, speech at Princeton University, 15 November 2001
[11] Ibid. Pasuk Phongpaichit and Chris Baker
[12] การสำรวจโดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยสุ่มสำรวจตัวอย่าง เผยแพร่ในนิตยสารสารคดี ฉบับ เดือนมิถุนายน 2535 : 123 อ้างโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน “เงาคนเดือนตุลาในพฤษภาทมิฬ” http://www.midnightuniv.org/midnightweb222/newpage04.html

คัดลอกข้อมูลจาก http://kriangsakt.blogspot.com/2008/07/blog-post_12.html


เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: