มองวิทยาศาสตร์และสังคมไทยผ่าน Brave New World

มองวิทยาศาสตร์และสังคมไทยผ่าน Brave New World – โลกใหม่ อันกล้าหาญ หรือโลกเก่าอัน
ดักดาน?
สฤณี อาชวานันทกุล 31 มกราคม 2552


ในบรรดาวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่า “คลาสสิก” ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะในหมู่นักอ่านช่างสงสัย
ที่ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในสังคม (status quo) นวนิยายเรื่อง Brave New World (“โลก
ใหม่อันกล้าหาญ” หรือชื่อฉบับแปลไทย “โลกวิไลซ์” หรือที่แฟนพันธุ์แท้ย่อจนติดปากว่า BNW) ผลงาน
ของ อัลดัส ฮักซเลย์ (Aldous Huxley) เป็นหนึ่งในนวนิยายแนว “ดิสโทเปีย” (dystopia หรือที่บางคน
เรียกให้ชัดกว่านั้นว่า anti-utopia หรือ negative utopia) ที่มีคนที่รู้จักมากที่สุดในโลก และเป็นแรง
บันดาลใจสำคัญของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ในการเขียนนิยายชิ้นเอกเรื่อง 1984
บทความชิ้นนี้มุ่งเปรียบเทียบ BNW กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และสังคมไทย เพื่ออธิบายว่าเหตุใด BNW 
จึงเป็นนิยายที่จะ “ล้ำสมัย” ขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับ 1984 ซึ่งนับวันยิ่งจะ “ล้าสมัย” ลงเรื่อยๆ และเหตุใด
ความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นนำไทยส่วนใหญ่ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน จึงมีส่วนคล้ายกับรัฐโลกใน BNW 
อย่างน่าอัศจรรย์ แต่วิธีการควบคุมของชนชั้นนำไทยนั้นแนบเนียนและแยบยลกว่ากันหลายขุม
โลกใหม่อันกล้าหาญ?

โลกอนาคตใน BNW คือโลกที่ไม่แบ่งแยกออกเป็นประเทศต่างๆ อีกต่อไป มี“รัฐโลก” (World State) เป็น
รัฐบาลเพียงหนึ่งเดียวที่ปกครองคนทั้งโลก ประชากรโลกแบ่งออกเป็นชนชั้นตั้งแต่แรกเกิด เรียกตาม
ตัวอักษรในภาษากรีก ตั้งแต่อัลฟาพลัส (ชนชั้นนำ) จนถึงเอ็พซิลอน (ชนชั้นแรงงานไร้ทักษะ) รัฐโลกใช้
เทคโนโลยีสุพันธุศาสตร์ (eugenics หมายถึงการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ให้ดีขึ้น ถ้า
ดัดแปลงพันธุกรรมให้แย่ลงจะเรียกว่า dysgenics) เพื่อ “สร้าง” ทารกแบบที่ต้องการ เช่น ผลิตแฝด
เหมือนเก้าสิบหกคู่จากไข่ใบเดียวใน “กระบวนการโบคานอฟสกี” เพื่อเป็นชนชั้นแรงงาน และใช้
กระบวนการควบคุมจิตใจ (social conditioning) เช่น เปิดเทปสะกดจิตทารกยามนอน และช็อตด้วย
ไฟฟ้า เพื่อ “กล่อม” ให้พวกเขามีความภาคภูมิใจและพอใจในชนชั้นของตัวเอง อยู่ในโอวาทของรัฐ รู้
หน้าที่ของตัวเองในสังคม และปราศจากความทะยานอยากใดๆ ทั้งปวงถึงแม้ว่ารัฐโลกใน BNW
จะใช้กระบวนการสุพันธุศาสตร์และการควบคุมจิตใจในวัยทารกอย่างเข้มข้น 
ลำพังวิทยาศาสตร์สองแขนงนี้ก็ไม่อาจการันตีได้ว่าประชาชนทุกคนเมื่อโตขึ้นแล้วจะเชื่อฟังรัฐและมี
ความสุขตลอดเวลา ดังนั้นรัฐจึงใช้วิธีการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อสร้าง “ความสุข” แบบปรนเปรอฉาบฉวย
ไม่ต่างจากการดื่มสุราเพื่อลืมทุกข์ชั่วคราวในโลกของเรา เช่น กำหนดให้ประชาชนทุกคนเสพยาเสพติดที่
เรียกว่า โซมา (soma) ทุกวัน โซมาออกฤทธ์ิคล้ายยากระตุ้นประสาทแบบยาอีแต่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ 
ทั้งสิ้น ถ้าวันใดประชาชนเกิดรู้สึกเบื่อหน่าย ตื่นตระหนก หรือไม่สบายใจเพราะอะไรก็แล้วแต่ พวกเขาก็
เพียงแต่ต้องเสพโซมามากกว่าปกติแล้วจะรู้สึกดีเหมือนเดิม
นอกจากจะมีโซมาเป็น “ยาวิเศษ” ที่สกัดความทุกข์และสะกดให้มีความสุขแบบว่านอนสอนง่ายแล้ว
ประชากรใน BNW ทุกชนชั้นยังสามารถเสพสื่อบันเทิงเสมือนจริงที่หลอกประสาทสัมผัสทั้งห้า เรียกว่า ฟีลี่ส์ 
(feelies) ไม่นับเกมกีฬานับไม่ถ้วนที่รัฐโลกเป็นผู้ผลิต คนจะได้เพลิดเพลินจนไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่องไร้
สาระอย่างเสรีภาพ จิตวิญญาณ หรืออารมณ์ปรวนแปรเพราะความรัก ซึ่งล้วนเป็นเรื่องส่วนตัว อาจทำให้
คนเจ็บปวด และดังนั้นจึงภัยต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมในเมื่อโซมา ฟี ลี่ส์ 
 สุพันธุศาสตร์ และเทคนิคการควบคุมจิตใจนานัปการทำให้ประชาชนว่านอนสอนง่าย 
และในเมื่อรัฐโลกเป็นผู้ควบคุมการสืบพันธุ์ของมนุษยชาติ การมีเพศสัมพันธ์ใน BNW ก็เป็นเพียงความ
บันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครรู้จักคำว่า “พ่อ” “แม่” “ครอบครัว” หรือ “ความรัก” รัฐโลกส่งเสริม
ให้หนุ่มสาวสลับคู่สวิงกิ้งไม่เลือกหน้า (เพราะ “ทุกคนเป็นของทุกคน”) และเสพสิ่งบันเทิงไม่สิ้นสุด ถ้าจะ
ให้ดีก็ควรเป็นสิ่งบันเทิงที่ต้องใช้เงินซื้อ ระบอบเศรษฐกิจของโลกจะได้เจริญเติบโตไม่สิ้นสุด มหกรรม
บริโภคนิยมใน BNW ไปไกลถึงขั้นเด็กทารกทุกคนถูกเปิดเทปกล่อมให้เชื่อว่า ซื้อของใหม่ดีกว่าซ่อมของ
เก่า
นอกจากนี้รัฐโลกยังสั่งแบนหนังสือทุกประเภทเพราะมันอาจทำให้คนเริ่มคิดอะไรๆ ด้วยตัวเอง และเมื่อ
เริ่มคิดแล้วก็จะไขว้เขวไปจากตำแหน่งแห่งที่ของตนในสังคม สุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นอันตรายต่อ “ความมั่นคง”
และ “ระเบียบสังคม” ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐโลก และในเมื่อคนไม่รู้จักความทุกข์อีกต่อไป ศิลปะ
จินตนาการ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ก็กลายเป็นส่วนเกินที่สูญพันธุ์และไร้ความหมาย ผู้คนใน 
BNW รู้จักแค่ความบันเทิงนานาชนิดที่รัฐผลิตมาป้อนให้กับพวกเขาเท่านั้นเอง
กล่าวโดยสรุปคือ โลกของ BNW เป็นโลกที่ทุกคนรู้ตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในสังคมอย่างชัดเจนและทำ
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพราะถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ก่อนเกิด “อัตลักษณ์” ของคนทุกคนเกิดจาก
ความหมายที่สังคมมอบให้เท่านั้น ถ้าเจตจำนงของปัจเจกซึ่งอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณจะโผล่
ขึ้นมาให้ใครรู้สึกระแคะระคายว่าชีวิตน่าจะมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า การเสพโซมา ฟี ลี่ส์ และสันทนา
การร้อยแปด รวมทั้งแรงกดดันจากเพื่อนร่วมชนชั้นที่จะตราหน้าพฤติกรรมช่างสงสัยแบบนี้ทันทีว่า 
“เพี้ยน” และ “เห็นแก่ตัว” ก็จะช่วยระงับความรู้สึกนั้นได้อย่างชะงัด
แต่ไม่ว่า BNW จะเป็นยูโทเปียของผู้มีอำนาจเพียงใด มันก็เป็นได้แค่ดิสโทเปียสำหรับประชาชนที่ถูก
กล่อมให้เชื่อว่าพวกเขา “เลือก” ที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ม่ต่างจากโลกเสมือนใน The Matrix ก่อนที่นีโอตื่น
ขึ้นมาพบกับความจริงหลังกลืนยาเม็ดแดง ทั้งนี้เพราะฮักซเลย์เชื่อว่าความปรารถนาเสรีภาพที่จะใช้ชีวิต
ตามทางที่ตัวเองเลือกนั้น เป็น “สันดาน” ของมนุษย์ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจกำจัดได้ และการหาจุดสมดุล
ระหว่างความปรารถนาส่วนตัวกับภาระหน้าที่ทางสังคมนั้น ก็เป็นภาระส่วนตัวของปัจเจกแต่ละคนที่
วิทยาศาสตร์ไม่อาจตัดสินให้ใคร

ฮักซเลย์บอกเราเป็นนัยผ่านความรู้สึกนึกคิดของตัวละครอย่างเบอร์นาร์ด นักจิตวิทยาชนชั้นอัลฟาที่
อิจฉาจอห์น “คนป่า” (savage) ผู้เติบโตมาในวิถีชีวิตแบบโบราณนอกแดนศิวิไลซ์และเป็นคนเดียวที่เกิด
ในท้องแม่ตามธรรมชาติความไม่สบายใจของเบอร์นาร์ดชวนให้เราเชื่อว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และบริโภคนิยมไร้วิญญาณไม่อาจชดเชยเสรีภาพ ความซื่อตรง และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ได้ ดังที่
จอห์นโต้เถียงกับมุสตาฟา มอนด์ “ผู้คุมโลก” (World Controller) ภาคพื้นยุโรป ว่าเขาอยากได้เสรีภาพที่
จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวแทนที่จะอยู่แบบมี “ความสุข” ในโลกศิวิไลซ์เพราะ “ผมไม่อยากได้ความ
สะดวกสบาย ผมอยากได้พระเจ้า ผมอยากได้บทกวีผมอยากเสี่ยงอันตรายที่แท้จริง ผมอยากมีเสรีภาพ 
ผมอยากทำบุญ ผมอยากทำบาป”

ชีวิตที่แท้จริงในมุมมองของจอห์น ชีวิตแบบเดียวที่เขาเชื่อว่าคุ้มค่าแก่การใช้คือชีวิตที่ต้องเปิดรับทั้งสุข
และทุกข์ ความสมหวังและผิดหวัง “ความสุขที่แท้จริง” ของมนุษย์ไม่ใช่ภาวะเบิกบานชั่วคราวที่ปลอด
จากความเจ็บปวด หากแต่เป็นความสุขลึกๆ ที่ได้ “ใช้” ชีวิตตามเจตจำนงของตัวเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การมีเสรีภาพคือความสุขที่แท้จริงของมนุษย์และในทางกลับกัน ภาวะไร้เสรีภาพทำ
ให้มนุษย์มีความทุกข์ในก้นบึ้งของจิตใจ เป็นทุกข์ทางจิตวิญญาณที่โซมาไม่อาจกำจัดได้
ถ้าความทุกข์ ความสับสนอลหม่าน และความเจ็บปวดล้วนเป็น “ความจริงของชีวิต” ที่มนุษย์ไม่อาจ
หลีกเลี่ยงแล้วไซร้มนุษย์ก็ต้องเลือกระหว่างโลกที่มนุษย์มีเสรีภาพแต่ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย 
กับโลกที่มนุษย์ไร้เสรีภาพแต่มีความสุขสีเทาๆ ที่ไม่เร้าใจแต่ก็ไม่ถึงขั้นโศกสลด 
วิทยาศาสตร์ไม่อาจสร้างโลกที่มนุษย์มีทั้งเสรีภาพที่แท้จริง และสังคมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยไปพร้อมกัน
ความเป็นไปไม่ได้ข้อนี้ถูกตอกย้ำอย่างลืมไม่ลงในไคลแมกซ์ของ BNW เมื่อจอห์น “คนป่า” ผู้เกลียดชังดิสโทเปีย 
ตัดสินใจฆ่าตัวตายจากความรู้สึกเศร้าโศกและผิดบาปที่ยอมตกเป็นทาสของโซมาจนทำร้ายและมีเซ็กซ์อย่างรุนแรง
กับเลนินา หญิงสาวที่หลงรักเขาแต่เคยถูกปฏิเสธ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้คนและสื่อมวลชนที่เหยียด
จอห์นว่าต่ำต้อยและต่ำช้ากว่าพวกเขา

หลังจากที่เขายืนหยัดต่อต้านความเสื่อมทรามและสำส่อนในดิสโทเปีย สุดท้ายจอห์นก็ทำตัวไม่ต่างจาก
คนอื่นเรื่องนี้ทำให้เขารับไม่ได้จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

กล่าวโดยสรุปคือ BNW สะท้อนความเชื่อของฮักซเลย์ว่า “ยูโทเปีย” ไม่มีทางเกิดขึ้จริง ไม่ว่า
วิทยาศาสตร์จะก้าวล้ำนำสมัยไปอีกมากเพียงใดในอนาคต
ขีดจำกัดของวิทยาศาสตร์ และโลก “ใหม่” ที่ ไม่ เคยล้าสมัย
มุมมองที่ว่าวิทยาศาสตร์ไม่อาจสร้างโลกที่สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อยและคนก็มีความสุขอย่างแท้จริงได้
นั้น เป็นมุมมองที่นักวิทยาศาสตร์และนักอ่านสมัยนี้หลายคนที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ไม่เห็นด้วย พวกเขา
ชี้ว่า วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปมากมายมหาศาลในรอบกว่าหกสิบปี หลังจากที่ BNW ได้รับการตีพิมพ์
ครั้งแรกในปี 1932 ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่เราจะต้องคิดว่าองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์ในยุคหลังถอดรหัส
พันธุกรรม (post-genomics science) โดยเฉพาะเมื่อใช้ประกอบกับนาโนเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด จะ
ไม่สามารถ “ออกแบบ” มนุษย์สมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบในทุกแง่มุม รวมทั้งสร้างสมดุลระหว่างการบรรลุ
ความต้องการส่วนตัวกับการทำตามความต้องการของส่วนรวม สุพันธุศาสตร์และโซมาใน BNW นั้นมี
จุดอ่อนและข้อจำกัดมากมายที่วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ไม่มี

ในเมื่อเจตจำนงที่ปรารถนาเสรีภาพของมนุษย์นั้นเป็นเพียงอารมณ์หรือ “แรงกระตุ้น” (impulse) ตาม
ธรรมชาติประการหนึ่งเท่านั้น ในเมื่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งปวงเป็นผลพวงของระดับสารเคมีในสมองที่ทำ
ปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อม วิทยาศาสตร์ก็น่าจะสามารถทำให้คนทุกคนรู้สึกมีความสุข มีเสรีภาพ มีทุก
อย่างที่ต้องการ ได้โดยสมบูรณ์ตลอดชีวิตตั้งแต่แรกเกิด โดยไม่ต้องพึ่งโซมาหรือฟี ลี่ส์เป็นครั้งคราว หรือ
เปิดช่องให้ใครระแคะระคายว่านี่ไม่ใช่ “ความจริง”

ผู้เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์แย้งฮักซเลย์ว่า ยูโทเปียที่แท้จริงนั้นสร้างได้แน่นอน และในยูโทเปียที่แท้จริง เบอร์
นาร์ดจะไม่มีวันรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยหรือแปลกแยกจากคนอื่น เลนินาจะไม่มีวันรู้สึกว่าอกหัก 
และจอห์นจะไม่มีวันรู้สึกว่าเขาไม่มีเสรีภาพ วิทยาศาสตร์ที่ฮักซเลย์เขียนถึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยังมี
ข้อบกพร่องไม่สมบูรณ์ วิทยาศาสตร์ที่รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งย่อมแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นได้ใน
อนาคต เช่น เรารู้ว่าปมด้อยของเบอร์นาร์ดส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่เขาตัวเตี้ยกว่าอัลฟาคนอื่นๆ 
ดังนั้นถ้าเราแก้ไขกระบวนการออกแบบมนุษย์ให้มีความเที่ยงตรงมากขึ้น เบอร์นาร์ดก็จะมีส่วนสูงเท่ากับ
คนอื่นๆ และดังนั้นปมด้อยในเรื่องนี้จึงจะหายไป

ผู้เขียนคิดว่าจุดนี้มีสองคำถามด้วยกัน

คำถามแรกคือ “ตัวตน” ของมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงหรือออกแบบในระดับพันธุกรรมตั้งแต่ก่อนเกิด ไม่ปล่อย
ให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะเรียกว่าเป็น “ตัวตนที่แท้จริง” ได้หรือไม่ และถึงวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าจนทำ
ให้เราไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างโลกจริงกับโลกเทียมอีกต่อไป คำถามก็ยังมีอยู่ว่า โลกที่เรา
ออกแบบและประดิษฐ์หน้าตาและนิสัยใจคอของมนุษย์ทุกคนได้ โลกที่สังคมสงบเรียบร้อยนั้น เป็นโลกที่ 
“น่าอยู่” จริงหรือ

คำถามที่สองคือ เป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามต้องการของตน 
เพราะถึงแม้ว่าวันหนึ่งสุพันธุศาสตร์และนาโนเทคโนโลยีจะสามารถสร้าง “พลเมืองตัวอย่าง” ได้จริง เราก็
ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าพลเมืองเหล่านั้นจะไม่มี “ความเป็นตัวของตัวเอง” ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีหลักประกันว่า
สังคมที่ประกอบด้วยมนุษย์โคลน (clone ไม่ใช่ดินโคลน แต่คงต่างกันไม่มาก?) นั้นจะเป็นสังคมที่
เรียบร้อยไร้ปัญหา
เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของชีวิต และโลกนี้ก็มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่มนุษย์ไม่อาจ
ควบคุมได้โดยสมบูรณ์   ระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ที่ตัดสินใจจากส่วนกลางได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไร้
ประสิทธิภาพเพียงใดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจระบบตลาด อันเป็น “ระบบอุบัติเอง” (self-emerging 
system) ที่ผลลัพธ์เกิดจากการตัดสินใจส่วนบุคคล และก่อนที่ศตวรรษที่ 21 จะเริ่มต้นเพียงสองทศวรรษ 
มนุษย์ก็เคยหลงผิด คิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถควบคุมธรรมชาติได้อย่างราบคาบ และ
มนุษยชาติจะสามารถตักตวงทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะหมดโลก ทุกวันนี้เรารู้
แล้วว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเพียงมายาคติ และธรรมชาติก็กำลังเปิดโปงมายาคตินั้นให้เราตระหนักมาก
ขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ความสุขของคนกลับลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ 
อย่างชัดเจน เบอร์นาร์ดใน BNW เป็นตัวแทนของคนสมัยนี้จำนวนมากที่รู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว
วิทยาศาสตร์ไม่สามารถแก้ปัญหานานัปการที่เรากำลังเผชิญ ปัญหาที่สรุปความได้อย่างรวบรัดในบทกวี
ชื่อ “ความย้อนแย้งของยุคเรา” (The Paradox of Our Age)
 ประพันธ์โดยดาไลลามะองค์ปัจจุบัน –



เรามีบ้านหลังใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวเล็กลง

มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลง

เรามีปริญญามากขึ้น แต่สำนึกต่ำลง

มีความรู้มากขึ้น แต่วิจารณญาณน้อยลง

มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่าเดิม แต่มีปัญหามากขึ้น

มียามากขึ้น แต่สุขภาพถดถอยลง 

เราบินไปถึงดวงจันทร์และกลับมาได้

แต่มีปัญหาในการข้ามถนนไปทักเพื่อนบ้านใหม่

เราสร้างคอมพิวเตอร์มากขึ้นเพื่อเก็บสำเนามากกว่าที่เคย

แต่สื่อสารระหว่างกันจริงๆ น้อยลง

เรามีปริมาณมาก แต่ขาดแคลนคุณภาพ

นี่คือยุคแห่งอาหารจานด่วน แต่การย่อยที่เชื่องช้า

ค่าเฉลี่ยสูงแต่อุปนิสัยต่ำ

กำไรสูงชันแต่ความสัมพันธ์ฉาบฉวย

เป็นยุคที่มีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในหน้าต่าง

แต่ไม่มีอะไรอยู่ในห้อง 


The Paradox of Our Age 
by The 14th Dalai Lama

We have bigger houses but smaller families;

More conveniences, but less time;

We have more degrees, but less sense;

More knowledge, but less judgment;

More experts, but more problems;

More medicines, but less healthiness;

We've been all the way to the moon and back,

but have trouble crossing the street to meet the new neighbour.

We build more computers to hold more information 
to produce more copies than ever

but have less communication.

We have become long on quantity, but short on quality.

These are times of fast foods but slow digestion;

Tall men but short character;

Steep profits but shallow relationships.

It's a time when there is much in the window,

but nothing in the room.



อ่านต่อที่
http://fringer.org/wp-content/writings/Huxley+ThaiPolitics.pdf

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: