The crisis of Capitalism by David Harvey วิเคราะห์วิกฤติทุนนิยมโดยเดวิด ฮาร์วี่


Harvey พูดไว้โดยแยกเป็น3ประเด็นคือ

  • มองภาพรวมของปัจจัยทั่วไปที่ก่อให้เกิดวิกฤติทีผ่านมาอย่างกว้างๆ
  • มองย้อนกลับไปถึงต้นตอของปัญหาเมื่อปี 1970
  • มองที่กระบวนการและวงจรในระบบทุนนิยมเอง

Harvey said : Is it time to look beyond capitalism toward a new social order that would allow us to live within a system that could be responsible ,Just  & human?

 (ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราจักต้องมองข้ามกรอบของระบบทุนนิยมเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ระเบียบสังคมแบบใหม่อันจะทำให้พวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สังคมที่มีจิตสำนึกที่ดี โดยคำนึงถึงการมีความรับผิดชอบ ความยุติธรรม และ ความมีมนุษยธรรม )

 

:Okay we’ve been through this crisis.There are all sorts of explanatory formats ,

Genaral.(เอาล่ะ เราคงได้คิดถึงวิกฤตินี้แล้วว่ามันมีสาเหตุหลายอย่าง มันเป็นเรื่องทั่วๆไปกว้างๆซึ่งอธิบายได้ดังนี้ )

1.Human Frailty (ความอ่อนแอของมนุษย์)

2.Institutional Failures  (ความล้มเหลวแห่งสถาบัน(การเงิน))

3.Obsessed with a false theory(การถูกครอบงำโดยทฤษฎีที่เป็นเท็จ)

4.Cultural origins (ต้นเหตุจากวัฒนธรรมความเชื่อค่านิยม)

5.Failure of Policy(นโยบายที่ผิดพลาดล้มเหลว)

Human Frailty (ความอ่อนแอของมนุษย์):

ในระดับปัจเจก -You can’t do anything about that !! we are weak!!: It is human nature มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆเพราะคิดว่าคงทำไม่ได้หรอก หรือเพราะยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ

ในการอธิบายระดับโลกก็จะบอกว่ามันเป็นสัญชาตญาณของการเอารัดเอาเปรียบ ( Predatory Instincts )ของอีกฝ่าย ซึ่งเป็น สัญชาตญาณของการใช้อำนาจ (Instincts for mastery)  คนมีอำนาจกว่าย่อมเป็นผู้ควบคุมและครอบงำให้กิจกรรมทางศก.ดำเนินไปตามทิศทางที่ต้องการ &  ความเข้าใจผิดของนักลงทุนเอง(Delusions of investors) คือการทำให้นักลงทุนมองเห็นแต่ส่วนได้จนลืมมองผลกระทบ(คือทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดไปเอง)

ความโลภมาก(Greed ) : ของนักลงทุนในการแสดงหาความมั่งคั่งอย่างไม่รู้จักคำว่าพอ จึงเป็นเครื่องมือของคนอื่นโดยง่ายถูกซื้อด้วยใช้เงินหรือผลประโยชน์

และความเชื่อว่าการจัดการของสถาบันเป็นการจัดการที่ดี แต่มองไม่ออกว่าอีกฝ่ายโดนเอาเปรียบ จนกำลังจะแย่เสมือนกำลังโดนโจรปล้น(There ‘s a great deal of trust in that!

Institutional Failures  (ความล้มเหลวแห่งสถาบัน(การเงิน))

คนคุมกฏของ Bank แอบหลับ หมายความว่ากฏของสถาบันการเงินมีความหย่อนยาน ไม่เข้มงวด(de-regulation) อีกทั้งยังมีการรั่วไหลของเงินในธนาคารออกไปภายนอก(สู่กระเป๋าใครก็ไม่รู้) โดยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฏเกณฑ์ของภาคการเงินการธนาคารจากมุมมืด( regulators asleep at switch ,the shadow banking system innovated outside of their purview .etc,etc.)  ส่งผลให้สถาบันการเงินรายต่างๆเริ่มล้มลงและเริ่มมีผลกระทบกระจายไปในหมู่ประเทศกลุ่ม G20 (USA,England etc..) มันเลยกลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องใช้ความร่วมมือกันอย่างมากในการช่วยพยุงสถาบันการเงินต่างๆที่ล้มตึ๊งลงไป ให้ลุกขึ้นมาใหม่ให้ได้ ดังนั้นสถาบันทางการเงินต่างๆต้องถูกปรับปรุงโครงสร้างใหม่ทั้งหมด(Therefore institutions have to be reconfigured)

Obsessed with a false theory(การถูกครอบงำโดยทฤษฎีที่ไม่เป็นความจริง หลอกลวง)

ความที่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของกลไกการตลาด(มือที่มองไม่เห็น)ที่มีมากเกินไป ทำให้เมื่อมีปัญหาก็มักจะย้อนกับไปมองและพึ่งพาทฤษฏีศ.ศ. เก่าๆ เช่น ของเคนส์และ Hyman ซึ่งเป็นผูที่โด่งดังในการอธิบายการวิเคราะห์กิจกรรมทางการเงิน(Believe in the efficiency of markets.by go back to John Maynard KEYNS & Hyman Minsky(See how unstable it is ? in financial activity) โดยถูกมองพวกที่เชื่อทฤษฎีเหล่านี้ว่าเป็นวัวโง่ในระบบตลาดเท่านั้น คือเมื่อเกิดปํญหาก็มองไปหาทฤษฎีเก่าๆที่สนับสนุนระบบกลไกการตลาดอยู่นั่น โดยไม่เคยมองออกไปนอกกรอบอื่นๆบ้างเพื่อแสวงหาต้นตอและวิธีการแก้ปัญหาวิกฤติอย่างตรงจุดซักที

Cultural origins (ต้นเหตุจากวัฒนธรรมความเชื่อค่านิยม)cultural features that have led into it.

ปัจจัยทางวัฒนธรรมความเชื่อก็มีผลต่อการก่อปัญหาทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน เช่น โดยเฉพาะที่อเมริกาที่นิยมมีบ้านเป็นของตัวเอง จึงมีการกู้เงินซื้อบ้านกันนับเป็น68% เลยทีเดียว และ ยังมีข้อจูงใจให้กู้เงินได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นด้วยการลดหย่อนภาษี (68% of U.S households are home owners.The American do the right thing own you own home.)ดังนั้นเมื่อมีการกู้เงินมากก็เป็นหนี้กันมากและย่อมมีผลกับระบบเศรษฐกิจทั้งหมด และผลกระทบจากอเมริกาก็เริ่มส่งกลิ่นไปถึงประเทศต่างในยุโรป

Failure of Policy(นโยบายที่ผิดพลาดล้มเหลว)

เป็นความผิดพลาดของนโยบายของธนาคารโลกที่กล่าวว่า “การมีกฏเกณฑ์ควบคุมที่เยอะมากไปเป็นวิถีทางที่ผิด

(fox news said “World  bank too much regulation of wrong sort”) ดังนั้น ควรมีการ de-regulation ถึงจะถูกจะควร”   ซึ่งจากประเด็นนี้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008ในภาคการเงินที่เริ่มต้นจากอเมริกาแล้วก็กระทบไปในยุโรปและทั่วโลก จนรัฐบาลของอเมริกาต้องเอาเงินงบประมาณ(เงินภาษีของคนทั่วไปในประเทศ)มาอุดหนุนและพยุงสถาบันการเงินไม่ให้ล้มลง โดยที่นายธนาคาร(CEO)กลับมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการที่มีวิกฤติครั้งนี้ (ดูรายละเอียดในบทความเรื่อง Inside Job)

โยบายข้างต้นที่จริงไม่ถูกต้อง ภาคธุรกิจการเงินไม่ควรปล่อยให้กฏเกณฑ์การควบคุมหละหลวม  เพราะเป็นการเปิดช่องทางหารายได้ หรือกำไร จากจุดอ่อนของกฏเกณฑ์ดังกล่าวของกลุ่มคนที่อยู่ในภาคการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Wall street  ควรต้องมีการใช้กฎที่เข้มงวดและรัดกุมดีกว่า และควรต้องมีการRe-regulation เกี่ยวกับภาคธุรกิจการเงินกันใหม่

——————————————————————————————————————-

Devid harvy : แล้วจะเขียนเรื่องราวเพื่ออธิบายทั้งหมดดังกล่าวไปแล้วได้ยังไง? ไม่ยากถ้าใช้ทฤษฎีของปู่มาร์ก(มาร์กซิส)เหมือนคนอื่นๆที่ใช้กรอบความคิดของมาร์กซิสในการอธิบาย แต่ฮาร์วี่ได้ศึกษาและจะใช้คำอธิบายจากเศรษฐศาสตร์สำนัก LSE (long school Economics)แทน

The queen ask : How come you guys didn’t see it coming?

British academy said : “ many dedicated people intelligent smart spent their lives working on aspects of this”  (ผู้เสียสละที่ฉลาดปราดเปรื่องบางท่านได้ใช้ทั้งชีวิตทำงานเพื่อบางส่วนของสิ่งนี้ (เพื่อศึกษาเศรษฐกิจ)และระมัดระวังอย่างมาก)

Some body said : but the one thing we missed was systemic risk(แต่ เราพลาดเรื่องการบริการความเสี่ยง)

The queen  : What ?

Some body : we do not talk about the politics of De nile.(เรายังมิได้กล่าวถึง เลห์เหลี่ยมแห่งแม่น้ำไนล์ด้วยเลยนะ(หมายถึงพวกอิลลูมินาติที่คอยบงการควมเป้นไปของธุรกิจในโลกนี้))

ข้อถกกันข้างต้นของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนทั้งหมดมันก็คือ “ข้อขัดแย้งหลายอย่างภายในตัวเองของการสะสมทุน” (The internal contradictions of capital accumulation)นั่นเอง  คือในระบบทุนนิยมมันก็มีปัญหาภายในตัวเองอยู่แล้ว

 

The Global crisis :  เราจะวิเคราะห์ปัญหาระดับโลก 2 แบบ ดังนี้

  • The crisis on year 1970s. มองย้อนกลับไปถึงต้นตอของปัญหาเมื่อปี 1970

เราจะมองย้อนกลับไปเพื่อสาวถึงต้นตอแห่งวิกฤติซึ่งเริ่มจากปี 1970 สืบเนื่องและส่งผลกระทบอะไรบ้างจนถึงทุกวันนี้  จุดเริ่มต้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายทุน ซึ่งขณะนั้นแรงงาน/กรรมกร มีการรวมกลุ่มหรือตั้งสหภาพขึ้นมาและเริ่มมีอำมากที่จะต่อรองกับนายทุนมากขึ้น มีการประท้วงของกรรมกรแรงงาน ซึ่งนายทุนเห็นว่า “นี่คือปัญหาใหญ่ยิ่งเลยทีเดียว”

ประธานาธิปดีของอเมริกาตอนนั้นคือ Reagan  นาง Thatcher ก็ปรึกษากันว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี ในที่สุดก็ทำลายอำนาจต่อรองของแรงงานโดยผ่านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยม NEO ,Liberal Doctrine ด้วยการย้ายฐานการผลิต(offshoring)ไปสู่ที่ที่แรงงานมีราคาถูกกว่า คืออินเดีย และ จีน แทน และแล้วก็ถูกใจนายทุนเพราะหาแรงงานราคาถูกได้จากทั่วโลก( Access to the world’s labour supply) “ปัญหาเรื่องแรงงานกรรมกรได้ถูกแก้ไขให้นายทุนเรียบร้อยแล้ว”ในปี 1985-86

ทว่าปัญหาใหม่ที่พบก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และ คนว่างงาน   เมื่อหันไปมองผู้คุมกฎทางเศรษฐกิจ Go to Jail (น่าจะหมายถึงนักเศรษศาสตร์ ที่คอยมองความเป็นไปของ ศ.ศ ) ไม่มีใครได้คิดเลยว่าปัญหาคราวนี้ไม่ใช่การรวมกลุ่มกันของคนโลภหรือปัญหาการที่แรงงานมีอำนาจมากในการต่อรองอีกแล้ว  แต่ มันกลายเป็นปัญหาของอำนาจของทุนตะหาก  อำนาจของทุนการเงินที่มีมาก และเป็นรากหรือต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง (it ‘s not greedy unions or excessive power of labour this time but ,it’s the excessive power of capital (Financial capital)

ทุนการเงินนี่เองที่สร้างปัญหามากมายในปี 1985-86  แล้วมันเกิดขึ้นมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ?

เริ่มต้นที่ปี1970 ในช่วงเวลานั้นเมื่อได้ย้ายฐานการผลิตไปสู่แรงงานราคาถูกแล้ว นายทุนก็ก็มีการกดค่าแรง(ค่าจ้าง)ในจีนเพื่อให้ได้ผลกำไรมากขึ้น  ทำให้กรรมกรไม่มีอำนาจซื้อ เพราะว่าค่าแรงที่ให้ไปมันคือเงินที่จะต้องนำไปซื้อสินค้าซึ่งไม่เพียงพอที่จะจับจ่ายใช้สอย ทำให้ไม่มีdemand เพียงพอต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ(wage turn out to be the money that buys goods,where’s the demand come from) คือเมื่อขาดคนซื้อ (ผลิตมาก ซื้อน้อย)สินค้าที่ผลิตออกมาก็ขายไม่ออก(เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือชนชั้นแรงงาน/กรรมกร) ทำให้ต้องผลิตน้อยลง โรงงานก็จะต้องปิดกิจการลง เกิดการชะงักงันของระบบเศรษฐกิจกระทบกันไปหมด

ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจมันยังดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆโดยไม่สะดุด(ถึงแม้ผู้คนจะขาดกำลังซื้อ) ก็สามารถทำได้โดยการ สร้างบัตรเครดิตขึ้นมา แล้วผู้คนมีกำลังใช้จ่าย  ซึ่งเป็นการกระตุ้นdemand และ ทำให้การผลิต และ supplyให้ฟื้นคืนมา economy activity ก็ดำเนินการได้ต่อไปเรื่อยๆในขณะที่ผู้คนก็เริ่มเป็นหนี้เป็นสินจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Overcome the problem of effective demand by pumping up the credit economy)

และ  คนใน USA and England  นิยมกู้เงินเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือบ้านนั่นเอง แล้วหนี้สินก็มีล้นตัว

*จากจุดเริ่มต้นและการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจดังกล่าว ฮาร์วี่กล่าวว่า “ ระบบทุนนิยมไม่เคยเลยที่จะแก้ปัญหาวิกฤติใดๆได้ มีเพียงแต่การเคลื่อนย้ายปัญหาให้ออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆต่อไปเท่านั้นเอง” 

*capitalism never solve crisis problems ,it moves them around geographically.

แล้วเมื่อBank at USA ล้มลง ระบบการเงินของประเทศต่างๆในยุโรป เช่น อิตาลี่ โปตุเกต ไอร์แลนด์ ก็ได้รับผลกระทบด้วย พร้อมกับมีคำถาม  What about me ?   ปัญหานี้ก็คือปัญหาของ Financial problem ,financial system นั่นเอง.

เมื่อย้อนไปดูกรอบการอธิบายตามแนวMarxist  จะพบว่า “ ทุน ไม่สามารถที่จะทนอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์หรือข้อจำกัดได้”  (capital can not abide a limit) แต่นายทุนจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดให้พ้นผ่านอุปสรรคไปสู่ชัยชนะหรืออยู่เหนือข้อจำกัดนั้นจนได้ (it has to turn into a barrier à  Transcends)

  • คราวนี้มาดูปัญหาที่เกิดขึ้นจากวงจรในการสะสมทุน circulation process of accumulation.

เริ่มที่เงินทุนของคุณ your money  –> you get in to the market –> buy labour –> Production process–> organization form–>  your own community–>  sell –> you received your money and profit.

คุณนำกำไรบางส่วนSome profit –>  ไปลงทุนใหม่ recapitalize–>  ในสถาบันการเงิน Bank –>  in to an expansionซึ่งขยายการลงทุนไปทั่วโลก

ตรงจุดนี้น่าสนใจมากทีเดียวในเรื่องที่การจะทำให้เงินที่ลงทุนในอุตสาหกรรมการเงินนี้มันเกิดการงอกเงยขึ้นมาได้อย่างไร ?

Capitalism a number of barrier point !  ระบบทุนนิยมเป็นอีกอุปสรรคหนึ่ง

กำไรในเงินที่เอาไปลงทุนมันงอกเงยได้โดยการลงทุนอย่างถูกที่ ถูกเวลาและด้วยจำนวนที่เหมาะสม แล้วนายทุนการเงินก็รวยขึ้นจากความเฉลียวฉลาดทางการเงิน  How is the money got together?    into the right place + at the right time +at the right volume   – ->  capitalist has jumping up by Financial ingenuity.

นวัตกรรมทางการเงินเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่นายทุนการเงินช่างมีอำนาจล้นเหลือ ซึ่งนายทุนการเงินก็ใช้อำนาจนี้ด้วยความโลภมากเป็นตัวขับเคลื่อนโดยไม่มีใครตั้งคำถาม financial innovation has the effect of empowing financiers–> that they do get greedy, No question about it!

เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรในภาคการเงิน(finance)และภาคการผลิต(manufacturing)  เมื่อปี 1990 จะเห็นว่าภาคการเงินมีกำไรสูงขึ้นๆในขณะที่กำไรในภาคการผลิตลดลงๆ คุณจะเห็นความไม่สมดุลกันได้อย่างชัดเจน

เมื่อภาคการผลิตถูกฝังทั้งเป็นในขณะที่นายทุนการเงินhappy มากมาย  จึงเริ่มเกิดคำถามและเกิดการต่อต้านชนชั้นนายขึ้นมา (anti capitalist society) คุณต้องร่วมมือกันต่อต้าน  มิเช่นนั้นก็จะพบเจอแต่สิ่งแย่ๆอย่างนี้อยู่เรื่อยไป(continuation of all sorts of negative aspect)

นายทุนการเงินคือผู้ได้ครอบครองความมั่งคั่ง the recking up of wealth. ปีที่แล้วมีคนรวยในอินเดียเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน (more billionaires in india last year than ever) แต่ว่าในขณะที่ผู้บริหารของ Hedge Fund  กลับทำเงินเพิ่มได้เป็น US$3,000 ล้าน จากเงินต้นแค่ US$250 ล้าน ภายในเวลา 2-3ปี   (Harvey said : “น่ารังเกียจและไร้เหตุผลสิ้นดีที่เป็นแบบนี้ (obscene & insane )ผมไม่อยากจะอยู่มันแล้วในโลกที่เป็นแบบนี้” )

(ปล. Hedge Fund คือกองเงินสำหรับการลงทุนที่มาจากนักลงทุน หรือสถาบัน โดยมีผู้บริหาร กองเงินเป็นผู้ดำเนินการลงทุนให้ เป้าหมายคือการแสวงหากำไรมหาศาล จากการคาดคะ เนการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือเงินตราต่างประเทศในอนาคต)

 

อย่างที่เห็นในสิ่งที่เป็นอยู่อยากรู้ว่ามีใครคิดจะหาทางออกร่วมกันบ้างไหม Where is the debate & discussion ?

บรรดานักการเมือง(ซึ่งมีผู้คอยบงการอยู่เบื่องหลัง)ได้แต่พูดแค่ว่า “ เลือกผมเข้าทำงานนะครับ แล้วปีหน้าทุกอย่างจะดีขึ้น”

(Harvey said : ไร้สาระสิ้นดี(crap!!!)

พวกเขาควรจะเปลี่ยนความคิดและวิธีการเสียใหม่แล้วบอกว่า “ we have a duty to change our mode of thinking “

——————————- The End ——————————————————————-

ข้อสรุปเนื้อหาสำคัญ

  • ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้เราเข้าใจในวิกฤติได้
  • วิกฤติของทุนนิยมวันนี้ เป็นเรื่องของการขัดแย้งภายในระบบอันเนื่องมาจากการสะสมทุน ซึ่งการสะสมนี้ขยายตัวออกไปเรื่อยๆโดยที่การขยายตัวและสะสมทุนนี้มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดแก่คนยากคนจน/แรงงาน/กรรมกร  ในขณะที่ฝ่ายทุนกลับร่ำรวย อยู่ดีกินดีมีเหลือกินเหลือใช้ แต่กรรมกรแรงงานกลับยิ่งลำบากยากแค้น ดังนั้นเมื่อแรงงานไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอในการใช้จ่าย จึงเกิดอาการ ขาดกำลังซื้อ คือ Demand มีไม่เพียงพอที่จะรองรับ supply หรือการผลิตที่พิ่มขึ้นตลอดเวลา(ในขณะที่คนรวยก็เน้นการเก็บออม เงินเลยกองจมอยู่ ไม่เคลื่อนไหว) แล้วสินค้าจึงขายไม่ได้ –> ลดการผลิต à ลดแรงงาน (ตกงาน)  ศศ. ชะงัก  (และแล้วก็กระตุ้นให้ ศ.ศ ดำเนินต่อไปได้ด้วย credit economy )
  • ที่ผ่านมา “ ทุนนิยม “ ไม่เคยแก้ไขวิกฤติใดเลย เพียงแต่ย้ายวิกฤติจากที่นึงไปสู่อีกที่นึงเท่านั้นเอง  เช่น เริ่มต้นวิกฤติเกิดที่อเมริกา – > กรีก – >  อิตาลี ->  เอเชีย  ป็นต้น
  • ท่ามกลางวิกฤติ “ธุรกิจภาคการเงินธนาคารนั้นมิได้ล่มสลาย” แต่คนที่ได้รับผลกระทบคือผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่นายธนาคารกลับร่ำรวย สุขสบาย เพราะได้รับงบแผ่นดินจากรัฐบาลเข้ามาช่วยพยุง ซึ่งงบแผ่นดินนี้ก็คือเงินภาษีของประชาชนคนทั่วไป(เอาเงินของคนส่วนใหญ่มาให้คนส่วนน้อย)
  • มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเปลี่ยนวิถีการมองโลกเสียใหม่ ถ้าเป็นอยู่แบบเดิมเราก็ย่อมต้องประสบกับวิกฤติแบบเดิมร่ำไป

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

One Response to The crisis of Capitalism by David Harvey วิเคราะห์วิกฤติทุนนิยมโดยเดวิด ฮาร์วี่

  1. Nantnapas Pra พูดว่า:

    LSE (long school Economics) –>ขอแก้เป็น London school Economics นะคะ

    ขออภัยๆๆๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: