inside job ว่าด้วยเรื่อง สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจปี2008 อเมริกาขี้หกเบ่เบ๊ …

เป็นภาพยนตร์กึ่งสารคดีอีกเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อ “เปิดโปง” ขบวนการฉ้อฉล ในแวดวงการเมือง การเงิน การธนาคาร ตลาดหุ้นวอลสตรีท และตลาดตราสารต่างๆ ของสหรัฐ ที่แยกกันไม่ออกครับ เพราะทั้งหมดก็คือคนกลุ่มเดียวกันหรืออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ภายใต้หน้ากากของ รัฐบาลอเมริกัน, FED, CFR, Bilderberg Group และอีกสารพัดกลุ่มทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อผลักดันวาระของพวกเค้าก็คือ “New World Order หรือการจัดระเบียบโลกใหม่”

อย่าง ที่บอกครับว่า คงถึงเวลาของพวกเค้าแล้วที่จะเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ที่ผู้คนส่วนใหญ่คิด ว่าเป็นเพียง Conspiracy Theory หรือทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด หรือเป็นเพียงการจับแพะชนแกะ ส่วนอะไรที่จะตามมาก็คงต้องไปลุ้นกัน

มติชนรายวัน พฤ. 8 ก.ค. 54

“Inside Job” อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจโลก

วรากรณ์  สามโกเศศ /มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

http://www.varakorn.com/upload/page/matichon_daily/28_july_11_daily.pdf

 

ใครทียังรู้สึกว่าตนเองไม่ชัดเจนเกี ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจครั*งสําคัญของโลกในปี

2008   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุของมันแล้ว     ต้องไม่พลาดภาพยนตร์สารคดีเรื อง Inside Job

(IJ)  ทีได้รับรางวัลใหญ่ของโลก    ปัจจุบันสามารถซื้อหาได้ในรูปของ DVD

สารคดียาว 120 นาทีนี้ อธิบายเรื่องราวของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008  ได้อย่างชัดเจน

ตรงไปตรงมาด้วยภาษาง่าย ๆ ใครก็สามารถเข้าใจได้        และเมื อเข้าใจแล้วก็จะรู้สึก “หนาว”

อยากกอดเงินของเราไว้แน่น ๆ อย่างไม่ไว้ใจใคร

สารคดีเรื่องนี้ฉายครั้งแรกที  Cannes Film Festival  ในเดือนพฤษภาคม 2010

ถึงปัจจุบันได้รับอีก 7รางวัล     เป็นทีรู้จักกันอย่างกว้างขวางในโลกว่าเด่นทั้งบทเขียนและเนื้อหา

โดยรวม

ผู้สร้างคือ Charles H Ferguson   นักเขียนบทความเศรษฐกิจในนิตยสารและ

ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีชาวอเมริกันผู้ประสบความสําเร็จมาหลายเรื่อง       เขาบอกว่า IJ เป็น

เรื่องราวของ “การคอรัปชันอย่างเป็นระบบในสหรัฐอเมริกาโดยภาคธุรกิจการเงินและผลพวงของ

มัน (เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง) ”

IJ ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเงินทีเกิดขื้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นมาแบบสุ่ม ๆ       หาก

หลีกเลี่ยงได้ถ้าผู้ควบคุมกฎกติกาทํางานอย่างจริงจัง โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

ในช่วง ค.ศ. 1940-1980  เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งโดย

ไม่มีวิกฤตการเงินแม้แต่ครั้งเดียว     เพราะว่าภาคธุรกิจการเงินถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์อย่างเข้มงวด        ในทศวรรษ1980  ภาคธุรกิจการเงินขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่ปรากฏว่าในช่วง 1981-2011 มานี้ กลับกลายเป็นยุคเสรีทีผ่อนปรนกฎเกณฑ์ควบคุม (de-regulation) ภาคธุรกิจการเงิน  จนเกิดวิกฤตย่อยในปลายทศวรรษ 1980      ธุรกิจการเงินหลายแห่งรวมตัวกันกลายเป็นยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อผ่อนปรนกฎเกณฑ์ควบคุมทางการเงิน     เพราะเชื่อทฤษฎี

เศรษฐศาสตร์ทีว่า “การมีกฎเกณฑ์น้อยลงทําให้เกิดความคล่องตัวทางธุรกิจมากขึ้น     ต้นทุนจะต่ำลง  กลไกตลาดที่สาธารณชนเห็นการทํางานอย่างชัดเจน จะผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพ และผู้ได้รับประโยชน์คือประชาชน “

การกู้ยืมอย่ างเสรีโดยธุรกิจการเงิน นําไปสู่การผสมกันของธุรกิจไฮเท็คและ กฎเกณฑ์ทีหย่อนยานจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “อนุพันธ์ทางการเงิน (derivatives)W      ซึ่งมีความซับซ้อน โยงใยกันระหว่างหลายธุรกรรมเพื่อการสร้างกําไรของธุรกิจการเงิน      ตัวอย่างเช่นมีการออก ตราสารการเงินทีมูลค่าขึ้นอยู่ กับปริมาณหิมะตก      ฝนตก       การเปลียนแปลงของอัตราดอกเบี้ย       ดัชนีราคาหุ้น      ฯลฯ      พูดง่าย ๆ ก็คือสามารถเอาทุกสิ่งมาเล่นพนันได้ ผ่านตราสารการเงิน  ทีมีหลากหลายรูปแบบ

ต้นทศวรรษ 2000 ภาคธุรกิจการเงินถูกครอบงําโดย 5 ยักษ์ใหญ่ Investment

Banks (วานิชธนกิจ ซึ่งเป็นธนาคารที ทําหลายธุรกรรมกว่าธนาคารธรรมดาทีเรารู้จักกัน)  คือ

  1. 1.       Goldman Sachs      
  2. 2.       Morgan Stanley         
  3. 3.       Lehman Brothers        
  4. 4.       Merrill Lynch    และ
  5. 5.       Bear Stearns        

บวกสองยักษ์ใหญ่ทางการเงินคือ  

  1. 1.       Citigroup  และ
  2. 2.        J.P. Morgan

บวกสามบริษัทประกันคือ

  1. 1.       AIG   
  2. 2.       MBIA     
  3. 3.       AMBAC    

และสามผู้ประเมิน (rating agencies) คือ

  1. 1.       Moody’s   
  2. 2.       Standar Poors
  3. 3.       Fitch

ทั้งหมดนี้ร่วมกันหากินคล้ายการเป็นวงจรอาหารของสัตว์      กล่าวคือธนาคาร ทั้งหลายทีปล่อยเงินกู้ให้แก่ประชาชนอย่างไม่พิจารณาเข้มข้น (sub-prime loans)  ขายหนี้ให้แก่วานิชธนกิจ       ซึ่งเอามารวมกันกับหนี้อื่น ๆ ให้เป็นหลักทรัพย์ค้าประกันการออกตราสารอนุพันธ์

ซึงเรียกว่า CDO’s (Collateralized Debt Obligations) แล้วเอาไปขายให้นักลงทุนทั่วโลก

ประชาชนหรือนักลงทุนหรือกองทุนลงทุนก็ให้เงินกู้แก่วานิชธนกิจซึ่งก็คือการซื้อ อนุพันธ์นี้นั่นเอง  เพราะได้ดอกเบี้ยในอัตราน่าสนใจและนักลงทุนเหล่านี้ ก็มั่นใจในอนุพันธ์นี้ว่าเป็นการให้กู้ทีเชื่อถือได้ (ว่าจะได้เงินคืนในอนาคตแน่นอน)เพราะสามยักษ์คือ Moody’s/        Standard & Poors

และ Fitch  มักประเมินให้ในระดับ AAA เสมอ

วานิชธนกิจยักษ์ก็ได้กําไรจากการซื้อหนี้และหลักทรัพย์มา และเอามาเป็ น

หลักทรัพย์และออกอนุพันธ์ได้เงินกู้มา        บริษัทประกันก็ได้จากการทีวานิชธนกิจเหล่านี้ เอา

CDO’s มาประกัน        สาม rating agencies ก็ได้จากการประเมินอนุพันธ์      ถ้าประเมินว่าดีก็ ได้ค่าธรรมเนียมสูง

ทุกคนได้หมดยกเว้นผู้ลงทุนปลายทางทีมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปในตอนท้าย

เมื่อต้นน้ำคือผู้กู้เงินมาซื้อบ้านไม่มีปัญญาผ่อนส่ง เพราะเศรษฐกิจเกิดผันผวน

การสะดุดขึ้นเช่นนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่         เมื่อบ้านถูกยึดและถูกปล่อยเข้าขายทอดตลาดมากขึ้น

ราคาหลักทรัพย์ก็ตกลง       หลักทรัพย์ค้ำประกัน CDO’s ก็มีค่าลดลง       ส่งผลให้มูลค่าอนุพันธ์

มีค่าลดลง       ใครซื้อไว้ก็มีมูลค่าลดลงจนเป็นศูนย์      วานิชธนกิจยักษ์ใหญ่การเงิน

ตลอดจนบริษัทประกันก็ถูกกระทบเพราะหลักทรัพย์ที่ตนถือไว้มีค่าลดลง       ผู้คนตื่นตระหนกพา

กันขาย CDO’s    แต่หาคนซื้อไม่ได้       สถานการณ์ก็เลวร้ายลงทุกที       ผู้ซื้ออนุพันธ์ต่างสูญเงิน

กันยับเยิน

คําถามก็คือ     แล้วทางการสหรัฐปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร        มองไม่เห็นหรือ

ว่าวิกฤต กําลังมาเยือน       คําตอบก็คือ มีคนเห็นว่าการขาดการควบคุมการออกอนุพันธ์และ

CDO’s       ตลอดจนการขาดกฎเกณฑ์กําหนดต่าง ๆ ทีเหมาะสมเข้มงวด คือจุดเริ่มต้นของความหายนะ     

แต่ไม่มีการฟังกัน       ทางการสหรัฐก็เดินหน้าผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่อไป

ภาพยนตร์เรืองนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจการเงินเป็นตัวพยายามปิดกั้นมิให้มี

กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดแน่นหนา  เพราะมันทํากําไรให้แก่ทุกฝ่ายอย่างมหาศาล      CEO บางคนของบรัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าก็

หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   ทีปรึกษาทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดี

บางคนก็เป็นกรรมการบริษัทเหล่านี้  อาจารย์มหาวิทยาลัย (อายทีจะบอกว่า

หลายคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์มีชื่อเสียงของโลก)     ก็เชียร์การผ่อนปรนกฎเกณฑ์และตัวเองก็ได้

ประโยชน์มหาศาลจากนโยบายเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน

IJ  ใช้การสัมภาษณ์บุคคลทีเกี่ยวพัน        ใช้กราฟ       ข้อความ    และการบรรยายเป็นตัวเดินเรื่องอย่างน่าตื่นเต้น       ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบบทีมีความโลภเป็นตัวขับเคลื่อน

ดูแล้วอดโกรธแค้นไม่ได้เพราะ CEO และผู้เกียวพันในภาคธุรกิจเหล่านี้ล้วนได้เงินกันไปคนละหลายร้อยล้านเหรียญถึงแม้บริษัทจะล้มระเนระนาดก็ตาม      และไม่มีใครติดคุกสักหนึงคน

IJ ชี้ว่าถึงแม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่คือ Obama         อิทธิพลเก่าก็ยังคงกลับมาอีก      Wall Street (สัญลักษณ์ตัวแทนของยักษ์ใหญ่ ธุรกิจการเงิน)       ยังทรงอํานาจมหาศาลในการเมืองอย่างไม่หายไปไหน ต้องดู IJ ให้ได้นะครับ     แล้วจะไว้ใจสถาบันเกียวพันกับเงินทองในระดับโลกน้อยลง     และสําคัญทีสุดจะไม่ไว้ใจทีปรึกษาผู้กําหนดนโยบายเศรษฐกิจการเงินทั้งหลายทีล้วน เป็นอาจารย์มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง  และอดไม่ได้ทีจะคลางแคลงใจบางส่วนของเนื้อหาตําราเศรษฐศาสตร์ทีเคยเล่าเรียนกันมา

เกี่ยวกับ nidnhoi
BKK,Thailand.

One Response to inside job ว่าด้วยเรื่อง สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจปี2008 อเมริกาขี้หกเบ่เบ๊ …

  1. Nantnapas Pra พูดว่า:

    ต้องขอบคุณน้องเป้ ที่ช่วยให้ความกระจ่างแก่คุณพี่นะคะ
    ไม่งั้นคงต้องงมโข่งต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: