ข้อแตกต่างระหว่าง Keynesian กับ New Classical

เศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคใหม่
(New Classical Economics)

สำนักคลาสสิคใหม่ (New Classical School) พัฒนาขึ้นมาในช่วงเงินเฟ้อและการว่างงานสูงในช่วงทศวรรษที่ 1970  และความไม่พอใจต่อแนวคิดของเคนส์เซียน
•ทั้งสำนักการเงินนิยมและคลาสสิคใหม่มีจุดเริ่มต้นมาจากสำนักคลาสสิคและได้ข้อสรุปการดำเนินนโยบายไม่แทรกแซง (Noninterventionist policies) เช่นเดียวกัน ผู้นำความคิดคือ Robert Lucas
•แต่สำนักคลาสสิคใหม่โจมตีสำนักเคนส์เซียนอย่างเป็นระบบและมีทฤษฎีที่มากกว่าสำนักการเงินนิยม
•โดยโจมตีว่าโครงสร้างทางทฤษฎีของสำนักเคนส์เซียนมีความบกพร่องโดยพื้นฐาน (fundamental flawed) (ความมีเสถียรภาพของเอกชน ความยืดหยุ่นของ Md ความสำคัญของนโยบายการคลัง)
การโจมตีของสำนักคลาสสิคใหม่

•ความเชื่อหลักเกี่ยวกับนโยบายของสำนักคลาสสิคใหม่ คือการดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพตัวแปรแท้จริง (ผลผลิตและการจ้างงาน) ไม่สามารถเกิดจากนโยบายจัดการอุปสงค์
•ตัวแปรแท้จริงไม่อ่อนไหวต่อนโยบายจัดการด้านอุปสงค์ที่เป็นระบบ(systematic)
•ความเชื่อว่านโยบายไม่มีประสิทธิผล (policy ineffectiveness proposition)
•การสำรวจสถานะความเชื่อของสำนักเคนส์เซียน (การใช้ปัจจัยด้านนโยบายหรือ AD ในการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ การคาดการณ์ที่ไม่สมบูรณ์)
ความเชื่อของสำนักเคนส์เซียน
เบื้องหลังความเชื่อของ Keynesian
•ในระยะสั้นการคาดการณ์ของแรงงานนั้นอยู่คงที่ Pe = Pt-1 และไม่สนใจในการเปลี่ยนแปลงของนโยบายในปัจจุบัน
•ในระยะยาวการคาดการณ์ของแรงงานจะปรับตามระดับราคาที่แท้จริง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการขยับการจ้างงานกลับไปทางซ้าย เป็นผลให้ทุกๆ อย่างกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม ดดยมีเพียงราคาเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง
แนวคิดว่าด้วยการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล 
(Rational Expectations)
•สำนักคลาสสิคใหม่ไม่เชื่อในความแตกต่างระหว่างผลระยะสั้นและระยะยาวของการดำเนินนโยบายด้านอุปสงค์ทั้งของเคนส์และสำนักการเงินนิยม
•วิจารณ์การคาดการณ์โดยใช้ราคาในอดีตเป็นหลักในการปรับตัว (ราคาต้องใช้เวลาปรับตัวและคงที่ในระยะสั้นแม้เมื่อมีการใช้นโยบายรัฐบาลแทรกแซง)
•ความเชื่อดังกล่าวแคบเกินไป เพราะไม่คำนึงความเป็นเหตุเป็นผลของการตัดสินใจของบุคคล (แรงงาน)
•สำนักคลาสสิคใหม่เสนอว่าหน่วยเศรษฐกิจจะสร้างการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล (Rational Expectations) โดยจะไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดที่เป็นระบบ (systematic errors)
การคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล (Rational Expectations)

ข้อสมมุติฐาน (Hypothesis)

•การคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผลคือการณ์คาดการณ์มีลักษณะดังนี้
1.การคาดการณ์ถูกสร้างมาจากข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับตัวแปรที่ต้องการคาดการณ์
2.ปัจเจกชนแต่ละคนใช้ข้อมูลที่มีอย่างฉลาด โดยเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่มีว่ามีผลกระทบต่อตัวแปรที่ต้องการคาดการณ์อย่างไร โดยทุกๆ คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายว่ามีผลอย่างไรต่อตัวแปรต่างๆ
การคาดการณ์ราคาในปัจจุบัน (Price Expectation)

•ถ้าการคาดการณ์เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล การคาดการณ์ราคาในปัจจุบัน
1.แรงงานจะใช้ข้อมูลในอดีตทั้งหมดที่มีทั้งที่เป็นปัจจุบัน (Current period information) มิใช่ข้อมูลราคาในอดีตเพียงอย่างเดียว
2.นอกจากนี้ยังใช้ข้อมูลในปัจจุบันที่มีผลต่อระดับราคาด้วย
3.และคำนึงถึงนโยบายการจัดการด้านอุปสงค์ที่คาดเดาได้ (anticipated policy) และเข้าใจว่านโยบายนั้นมีความสัมพันธ์กับระดับราคาอย่างไร
การวิเคราะห์ผลของนโยบายขยายตัว (จากด้าน AD) 
•ในการวิเคราะห์ผลของนโยบายภายใต้ข้อสมมุติการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล เราต้องพิจารณาว่านโยบายนั้นคาดเดาได้ (anticipated policy) หรือ คาดเดาไม่ได้ (unanticipated)
•นโยบายที่คาดเดาได้อาจเกิดจาก (1) การประกาศนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล หรือ (2) การตอบสนองอย่างเป็นระบบของรัฐบาลต่อปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ
•ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างสำนักคลาสสิคใหม่กับเคนส์เซียน คือปัจจัยที่กำหนดตำแหน่งของเส้นอุปทานแรงงานและอุปทานมวลรวม
การวิเคราะห์ผลของนโยบายขยายตัว (2)
สำนักเคนส์เซียน อุปทานแรงงานขึ้นอยู่กับค่าจ้างตัวเงินกับราคาที่คาดไว้ โดยการคาดการณ์ใช้ข้อมูลในอดีต (backward looking)
สำนักคลาสสิคใหม่ ราคาที่คาดการณ์ไว้จะขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ ที่คาดการณ์ไว้ (เป็นแบบคาดการณ์ไปในอนาคต: Forward Looking) ซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับราคา ได้แก่
•ปริมาณเงินที่คาดการณ์ไว้ (Me)
•การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดการณ์ไว้ (Ge)
•ภาษีที่คาดการณ์ไว้ (Te)
การลงทุนที่เป็นไปโดยอัตโนมัติที่คาดกาณ์ไว้ (`Ie) และอื่นๆ
ข้อแตกต่างระหว่าง Keynesian กับ New Classical
•Keynesian:

Ns = f( W )

Pe

•New Classical:

Ns = f( Me0, Ge0, Te0, Ie0)

นโยบายที่คาดเดาได้ (anticipated policy)

สมมุติให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการเงินที่คาดเดาได้ โดยประกาศว่าจะเพิ่มปริมาณเงินจาก (M0 เป็น M1)

กรณีที่ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อน

•เมื่อมีการปรับนโยบาย (เช่นการเพิ่มปริมาณเงิน: M0 =>M1)
•ในระยะสั้นจะเหมือนกรณีที่ทำให้ AD (M0,…) เป็น AD (M1,…) นั่นคือระดับราคาเพิ่มขึ้นเป็น Pe’1
•ความต้องการจ้างงานเพิ่มเป็น Nd (P’1) เท่านั้น
•แต่เมื่อแรงงานได้เข้าใจในนโยบายใหม่และปรับการคาดการณ์ของตัวเองเพื่อรักษาค่าจ้างแทนจริงของตนเองในระยะถัดไป
สรุปผลของนโยบาย
•แม้ในระยะสั้นการดำเนินนโยบายก็ไม่สามารถทำให้ผลผลิตและรายได้เปลี่ยนแปลงจากดุลยภาพเดิม หากประชาชนคาดการณ์นโยบายได้ และมีการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล
•แต่หากรัฐบาลดำเนินนโยบายโดยคาดเดาไม่ได้ เช่น monetary surprise ผลผลิตและการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น เหมือนกับกรณีของสำนักเคนส์เซียนและการเงินนิยม แต่เมื่อคนแรงงานรับรู้การเปลี่ยนแปลงผลผลิตและแรงงานจะกลับมาสู่ดุลยภาพเดิม
•สำนักคลาสสิคใหม่ยังเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์มวลรวมที่คาดเดาได้ก็ไม่ทำให้ผลผลิตและการจ้างงานเปลี่ยนแปลง
ข้อสรุปที่ไม่เห็นด้วยกับ Keynesian โดยรวมของ New Classical
•การใช้วิธีการคาดการณ์จากพฤติกรรมในอดีต ที่ไม่สะท้อนพฤติกรรมการใช้ข้อมูลที่มีเหตุมีผล
•การโจมตีเรื่อง Sticky wage ของ Keynesian
สำนักคลาสสิคใหม่ กับ สำนักคลาสสิคดั้งเดิม

•การวิเคราะห์ถึงผลของนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง สำนักคลาสสิคใหม่ กับ สำนักคลาสสิค
สำนักคลาสสิคใหม่ หน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ถูกสมมุติให้มีเหตุมีผลแต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์ ดังนั้นอาจเกิดความผิดพลาดได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวผลผลิตและการจ้างงานจะกลับมาสู่ดุลยภาพในระยะยาว
สำนักคลาสสิค หน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ถูกสมมุติให้มีข้อมูลสมบูรณ์ แรงงานรู้ค่าจ้างที่แท้จริง จึงไม่มีการเบี่ยงเบนจากดุลยภาพที่ถูกกำหนดจากปัจจัยด้านอุปทาน
ข้อสรุปเชิงนโยบายของสำนักคลาสสิคใหม่
•ผลผลิตและการจ้างงานไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์มวลรวม (ทั้งจากรัฐและเอกชน)ที่คาดเดาได้ แม้ในระยะสั้นก็ตาม
•สำนักคลาสสิคใหม่ก็ไม่ต้องการนโยบายรักษาเสถียรภาพเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้เหล่านั้น (การลดลงของการลงทุนที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ)
ถ้าเราไม่สามารถคาดเดาการลดลงของอุปสงค์ได้ อันนำมาสู่การลดลงของผลผลิตและการจ้างงาน? à นโยบายน่าจะเป็นสิ่งที่เราปรารถนาแต่เป็นไปไม่ได้เพราะเราสมมุติให้หน่วยเศรษฐกิจมีความสมเหตุสมผล หากเอกชนไม่สามารถคาดเดาได้ รัฐบาลก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน
•นำมาสู่ข้อเสนอที่ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายด้านอุปสงค์ในการรักษาเสถียรภาพ à Strongly noninterventionist policies
•นโยบายการเงิน ส่วนใหญ่ต้องการให้มีกฎเกณฑ์ในการดำเนินนโยบาย เช่น ปริมาณเงินเติบโตด้วยอัตราคงที่ เพื่อไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป และประชาชนสามารถคาดกาณ์ได้
•นโยบายการคลัง เสนอให้มีการควบคุมการขาดดุลการคลังไม่ให้ผันผวนจนคนคาดการณ์ไม่ได้
การตอบโต้ของสำนักเคนส์เซียนต่อสำนักคลาสสิคใหม่
1.แม้ว่าการลดลงของอุปสงค์มวลรวมที่คาดเดาไม่ได้เป็นที่มาของการเบี่ยงเบนจากการจ้างงานเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถอธิบายการว่างงานอย่างยาวนาน
2.เคนส์เซียนโต้แย้งว่าการสมมุติว่าคนมีการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผลเป็นการสมมุติที่ค่อนข้างห่างไกลจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับการคาดการณ์ของแรงงาน นอกจากนี้การเก็บข้อมูลต่างๆยังต้องใช้ต้นทุนที่สูง (high information cost)
3.การปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพในตลาดแรงงานทำได้ยาก ตลาดมีลักษณะเป็นตลาดแห่งพันธะสัญญา

รัฐบาลควรดำเนินนโยบายการเงินการคลังเพื่อบรรเทาปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอันเป็นเป้าหมายในระยะสั้น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.