ประวัติ ความเป็นมาของ เฟด History of the Federal Reserve System

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง

ต่อไปนี้จะเล่านิทาน เรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง แล้วนะครับ กาลละครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเมืองนึงซึ่งมีเศรษฐกิจที่ดีมาก ในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 3% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 7%ประชาชนในเมืองนั้นนิยมฝากเงินไว้กับธนาคารและธนาคารก็เป็นแหล่งเงินทุน หรือ ก็ให้สินเชื่อกับบริษัทห้างร้านต่างๆในเมืองขยายกิจการได้อย่างพอเพียง ทำให้เศรษฐกิจในเมืองนั้นดีมากเลยครับ ประชากรมีกินมีใช้ไม่ลำบาก

 

แต่พอมีเจ้าเมืองคนใหม่ที่มีนโยบายขยายเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานทาง เศรษฐกิจเลยครับ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว บริษัทห้างร้านต่างๆก็ไม่มีเงินทุนเพียงพอก็เลยจัดทำแผนธุรกิจไปเสนอธนาคาร และธนาคารก็ไม่มีเงินพอที่จะปล่อยกู้ให้กับทุกๆคนเนื่องจาก ความต้องการเงินกู้ในเมืองนั้นมีสูงมากเลยครับ สิ่งแรกที่นายธนาคารคิดก็คือ

 

การเพิ่มอัตราอัตราดอกเบี้ยเงิน ฝากธนาคารเพื่อต้องการระดมทุนจากผู้ฝากเงินให้ได้มากที่สุดครับ ในที่สุดก็เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นจาก3% จนถึง 18% เลยครับ ในขณะที่นายธนาคารเพิ่มอัตราดอก เบี้ยเงินฝากเค้าก็ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จาก 7% มาเป็น 24% ในขณะนั้นคนที่ทำงานในเมืองเหมือนมนุษย์ทองคำเลยครับ เพราะที่คอก็มีสร้อยทองเส้นโต ที่ข้อมือก็มีกำไรข้อมือทองคำเส้นโต แถมยังใส่นาฬิกาแบรนด์เนมยี่ห้อดังอีกครับ

 

เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมนายธนาคารถึงเป็นมนุษย์ทองคำครับ ก็เพราะกิจการธนาคารได้กำไรจากส่วนต่างระหว่าง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครับ ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่ากับ 18% ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 24% ดังนั้นธนาคารก็จะเหลือกำไรถึง 24-18=6% เห็นไหมครับว่านายธนาคารได้กำไรมากในช่วงเวลานั้นครับ

 

แต่ความอยากได้ใคร่มีของนายธนาคารในเมืองนั้นมิได้สิ้นสุดลงครับเค้าคิดว่าถ้ากู้เงินจากเมืองอื่นที่ดอกเบี้ยถูกกว่าแล้วนำมาปล่อยกู้ให้กับบริษัทห้างร้านในเมืองจะได้กำไรเพิ่มขึ้นมาอีกมหาศาลเลยครับ เมื่อกี้เราคำนวนว่านายธนาคารได้กำไร 6% แล้วนะครับ แต่คราวนี้นายธนาคารไปกู้เงินจากต่างเมืองซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ย ถูกมากเลยครับ 3% ดังนั้นนายธนาคารก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นจาก 6% มาเป็น 21% โหผลกำไรมหาศาลเลยครับ

 

ทำให้กิจการธนาคารในเมืองขยายสาขาและจ้างบุคคลากรมาเพิ่มเป็นจำนวนมาก อีกทั้งผู้ที่ทำงานธนาคารก็จะได้เงินเดือนและโบนัสสูงมากครับ นี่เข้าข่ายมนุษย์ทองคำล้อมเพชรเม็ดโตเลยครับ เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะครับเดี๋ยวผมจะเล่าต่อครับ ถ้ามีเพื่อนๆยังสนใจอ่านนิทานเรื่อง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ต่อครับ :)

 

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 2

ผมขอเล่านิทาน เรื่องวิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากเมื่อวานนะครับ ขอเกริ่นนำจากตอนเมื่อวานก่อนนะครับ หลังจากที่นายธนาคารได้กำไรมหาศาลจากการกู้เงินในต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และนำเงินมาปล่อยกู้ให้กับบริษัทห้างร้านในประเทศในอัตราที่สูงลิบลิ่ว ธนาคารก็เลยได้กำไรจากส่วนต่างมากถึง 21% เลยนะครับ

 

แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้นนายธนาคารต้องการผลกำไรในปริมาณที่มากขึ้นไปอีกครับ เค้าก็เลยต้องขยายสาขาอีกหลายร้อยสาขา พร้อมทั้งเพิ่มบุคคลากรอีกหลายหมื่นคนครับ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานปล่อยสินเชื่อเพิ่ม คนที่ทำงานธนาคารในช่วงเวลานั้นก็เลยได้เงินเดือนสูงมากเลยครับ เนื่องจากในเมืองเริ่มขาดแคลนคนทำงานในตำแหน่งนายธนาคาร

 

ทำให้ธนาคารต้องจ่ายเงินเดือนให้นายธนาคารในอัตราที่สูงมากเลยครับนอกจากนี้นายธนาคารก็ยังได้โบนัสก้อนโตอีกด้วยครับ จึงทำให้เงินสะพัดในเมืองนั้นมากเป็นประวัติการณ์เลยครับ เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมเงินถึงสะพัดมากขนาดนี้ ก็เพราะว่า นายธนาคารทั้งหลายก็ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับการซื้อสินค้าราคาแพง ใช้บริการราคาแพง รวมทั้งการนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

ก่อนที่ผมจะเล่านิทานต่อ ผมขออธิบายเรื่องเงินสะพัดนิดนึงครับ คำว่าเงินสะพัด นี้ก็สอดคล้องกับคำว่า Money Multiplier (จำนวนรอบหมุนของเงิน) คือ ถ้ามีผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคา 100 บาท เงินจะถูกใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 1,000 บาท แสดงว่าจำนวนรอบหมุนของเงินเท่ากับ 1,000/100 = 10 รอบ เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าทำไมใช้เงินแค่ 100 บาทถึงมีมูลค่าถึง 1,000 บาทในระบบเศรษฐกิจ

 

ผมขออธิบายอย่างงี้ครับ หากว่าเราไปซื้อสินค้าราคา 100 บาท ทางร้านค้าจะได้รับเงิน 100 บาทในขณะเดียวกันร้านค้าก็มีภาระต้องจ่ายเงินให้กับโรงงาน 70 บาท และต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานขายอีก 10บาท และจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกครับ  ทำให้รายจ่ายของร้านค้าเป็นรายได้ของโรงงาน,​ พนักงาน,​ และเจ้าของร้าน

 

ดังนั้นเงิน 100 บาทก็ไม่ได้หายไปไหนครับเพราะว่า โรงงานผลิตสินค้า, พนักงาน, และเจ้าของร้านก็จะนำเงิน 100 บาทไปซื้อของต่ออีกเรื่อยๆครับ จนทำให้คำนวนยอดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 1,000 บาทเลยครับ

 

เล่านิทานต่อละครับ อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเงินสะพัดของเมืองนี้เกิดจากการใช้จ่ายของเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงมากเลยครับเพราะว่า บริษัทห้างร้านจะต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการของตนเองให้สูงเพื่อจะได้เอาเงินกำไรที่ได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราสูงลิบลิ่ว (24%) ในขณะนั้นราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกันครับ

 

ในเวลานั้นผู้คนในเมืองก็มีความสุขสนุกกับการใช้ชีวิตเยี่ยงราชาเลยครับ รวมทั้งมัวเมาไปกับความศิวิไลของเมืองในขณะนั้น ประชาชนในเมืองส่วนมากก็จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อรถยนต์ ซื้อสิ่งของราคาแพง ซึ่งเงินที่นำไปซื้อของเหล่านี้ก็มาจากเงินกู้ที่ธนาคารกู้มาจากต่างเมืองทั้งนั้นเลยครับ

 

แต่ตอนนั้นไม่มีใครในเมืองคิดว่าจะมีอะไรมาทำลายความสุข หรือหมายถึง การทำลายเศรษฐกิจ สิ่งนั้นคือ “อัตราเงินเฟ้อ”  ครับ (สำหรับเพื่อนๆยังไม่แม่นว่า “เงินเฟ้อ” คืออะไรก็ลองกลับไปอ่านข้อความที่ผมเขียนไว้ดูนะครับ) เงินเฟ้อค่อยๆเริ่มทำลายระบบเศรษฐกิจของเมืองครับ สินค้า, บริการ, อสังหาริมทรัพย์, ฯลฯ ก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของเมืองนั้นเริ่มอ่อนค่าลงเรื่อยๆครับ

 

ผมเริ่มรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มดราม่าแล้วครับ จะให้เล่าต่อดีรึเปล่าครับ ผมรู้สึกยังไม่อยากเล่าถึงความหายนะของคนในเมืองเลยรู้สึกเจ็บปวดแทนคนในนิทานจริงๆครับ

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 3

ผมขอเล่านิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากเมื่อวานครับ วันนี้ก็เป็นตอนที่ 3 แล้วครับ ก่อนจะเล่าต่อผมขอบอกว่าตอนนี้เป็นตอนที่ดราม่ามากเลยครับ เมื่อวานผมเล่าถึง ศัตรูตัวฉกาจที่ค่อยๆทำลายเศรษฐกิจของประเทศทีละน้อยทีละน้อย ก็คือ “เงินเฟ้อ” ครับ ช่วงเวลานั้นในเมืองก็มีเจ้าเมืองคนใหม่มาบริหารเมือง เจ้าเมืองคนนี้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนในเมืองนั้นครับ โดยที่คนในเมืองทุกคนฝากความหวังไว้และอนาคตไว้กับเจ้าเมืองคนนี้มากเลยครับ

 

ถ้าเราเปรียบความฝันของประชาชนในเมืองนั้นหนึ่งคน กับ ลูกโป่งหนึ่งใบที่มีก๊าซอยู่ข้างในซึ่งลูกโป่งใบนั้นจะสามารถลอยขึ้นไปได้ สิ่งที่จะไม่ทำให้ลูกโป่งใบนั้นลอยไปบนท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมายก็คือ เชือก นั่นเอง ในเวลานั้นเจ้าเมืองคนใหม่พร้อมกับคณะผู้บริหารเมืองนั้นมีภารหน้าที่ในการจับเชือกลูกโป่งแห่งความฝันของประชาชนทุกคนเอาไว้ เพื่อไม่ให้ลูกโป่งลอยไปอย่างไร้จุดหมายครับ

 

สิ่งที่เจ้าเมืองทำก็เพื่อรักษาความฝัน และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในเมือง โดยพยายามปิดบังว่าเมืองกำลังจะตกอยู่ในภาวะอันตรายหลังจากนี้ การที่ไม่ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังของประเทศเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ โดยการปล่อยให้เศรษฐกิจโตแบบฟองสบู่ ทำให้ต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าครับ

 

ผมขอเวลานิดนึงนะครับก่อนที่จะเล่าต่อ เพื่อนๆสงสัยไหมว่าทำไมอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นถึงอ่อนค่าลง และทำไมเจ้าเมืองถึงต้องทำการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้อ่อนค่าลงครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายเหตุผลว่าทำไมอัตราแลกเปลี่ยนถึงอ่อนค่าลงก่อนนะครับ จากการที่เศรษฐกิจในเมืองขยายตัวแบบก้าวกระโดด ทำให้ประชาชนในเมืองใช้ข้าวของอย่างสุรุ่ยสุ่ร่าย ซึ่งสินค้าในเมืองก็มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในเมือง

 

ส่งผลให้จะต้องนำเข้าสินค้ามาจากต่างเมืองเป็นจำนวนมากเลยครับการที่เมืองต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมาก ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากในการชำระค่าสินค้าที่นำเข้ามาใช้ในเมือง พ่อค้าในเมืองก็ต้องนำเงินสกุลท้องถิ่นมาแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองเพื่อชำระค่าสินค้าที่นำเข้าครับ

 

ก็อย่างที่รู้กันอยู่นะครับ หลักกลไกตลาดง่ายๆ คือ ความต้องการขายเงินสกุลท้องถิ่น มีมากกว่า ความต้องการซื้อเงินสกุลท้องถิ่น ทำให้ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลงเนื่องจากความต้องการเงินสกุลท้องถิ่นลดลงครับ

 

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเจ้าเมืองต้องแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้อ่อนค่าลง ก็เพราะว่าเจ้าเมืองต้องการให้ประชาชนสุขสบายเหมือนเดิม ไม่อยากปล่อยเชือกลูกโป่งที่ถือเอาไว้ ไม่อยากให้ประชาชนต้องรับรู้ความจริงว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้อยู่ทุกวันนี้แพงขึ้นเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง รวมทั้งนายธนาคารก็มีอิทธิพลล๊อบบี้ให้เจ้าเมืองแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นด้วยครับ

 

อย่างที่เล่าให้เพื่อนๆฟังไปแล้วในตอนที่ผ่านๆมาครับ นายธนาคารไปกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำจากต่างเมืองเพื่อมาปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยแพงให้กับบริษัทห้างร้านในเมืองครับ ในขณะนั้นธนาคารจะได้กำไรขั้นต้นจากส่วนต่างถึง 21%

 

ส่วนต่างที่ได้นี้นายธนาคารก็นำมา จ่ายเงินเดือนให้ผู้บริหารธนาคารในอัตราที่สูงมาก, ขยายสาขาธนาคารอีกหลายพันแห่ง, จ้างบุคคลากรมาเพื่อปล่อยสินเชื่ออีกหลายหมื่นคน, ส่วนที่เหลือก็เป็นกำไรให้กับผู้ถือหุ้น และก็โบนัสของนายธนาคาร  ส่วนต่างที่ธนาคารได้นี้เป็นจุดเริ่มต้นของเงินสะพัดอย่างที่ได้อธิบายไปแล้วครับ

 

นายธนาคารรู้ว่าถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงจะทำให้ธนาคารมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาลจนทำให้ธนาคารขาดทุนมหาศาล นายธนาคารจึงล๊อบบี้ให้เจ้าเมืองเอาทุนสำรองระหว่างประเทศมาแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ในขณะที่เจ้าเมืองก็กลัวคะแนนนิยมตกเนื่องจากเศรษฐกิจในเมืองจะเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงถ้าหากว่าปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาด

 

เจ้าเมืองจึงตัดสินใจแทรกแซงค่าเงินสกุลท้องถิ่นโดยการนำเอาเงินตราสกุลต่างเมืองที่เก็บไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน มาซื้อเงินสกุลท้องถิ่น เมื่อพ่อค้าที่นำเข้าสินค้าต้องจ่ายเงินค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างเมือง จึงทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เก็บเอาไว้เริ่มลดลงเรื่อย และไม่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเลย

 

เพราะว่าในช่วงเวลานั้นไม่มีคนต่างเมืองคนไหนที่ต้องการแลกเงินสกุลท้องถิ่นเลย ทำให้ไม่มีเงินสกุลต่างเมืองเข้ามาในคลังของเมืองเลย ก็มีแต่ต้องใช้ไป เพราะเจ้าเมืองไม่บอกความจริงกับประชาชนในเมืองว่า ต้องหยุดความเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ทางออกของเมืองตอนนั้นคือ ลดความฟุ้งเฟ้อ เพิ่มความพอเพียง

 

แต่ด้วยความกลัวเสียคะแนนนิยมในตัวเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็ปฎิเสธคำว่า “พอเพียง” ก็ทำให้เจ้าเมืองต้องใช้เงินแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงเวลานั้นก็มีนักเก็งกำไรค่าเงินซึ่งเป็นคนต่างเมืองคนนึง มองเห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจของเมืองนี้ ซึ่งเค้าเจอจุดอ่อนของนโยบายการแทรกแซงค่าเงินของเจ้าเมือง

 

เพื่อนๆลองคิดดูนะครับว่าจุดอ่อนของเมืองคืออะไรครับผมจะยังไม่บอกตอนนี้ เพราะผมอยากจะเปรียบเทียบกับภาพยนต์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรครับ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆเคยดูตอนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงวางแผนเข้าโจมตีเมืองคังรึเปล่าครับ ถ้าเพื่อนๆยังจำได้ผมว่าเพื่อนๆก็คงรู้แล้วครับว่าอะไรคือจุดอ่อน

 

เมืองคังมีจุดอ่อนอยู่ที่เป็นเมืองบนภูเขาสูง สิ่งที่ขาดก็คือน้ำ เพราะธรรมชาติของน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เมืองคังเป็นเมืองที่อยู่บนภูเขาสูงซึ่งยากต่อการที่ข้าศึกจะเข้าไปยึดเมือง ลองนึกดูสิครับกว่าที่ข้าศึกจะเดินขึ้นไปถึงประตูเมือง ทหารเมืองคังก็โยนหิน โยนลูกไฟลงมา ยิงธนูลงมา ทำให้ข้าศึกขึ้นไปประชิดประตูเมืองไม่ได้เลยครับ กองทัพพม่าจึงไม่สามารถยึดเมืองคังได้ครับ

 

แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรทรงวางแผนที่จะเข้าตีเมืองคังในทิศทางที่ทหารเมืองคังต้องลำเลียงน้ำขึ้นไปใช้ในเมือง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเมืองคังเลยครับ ในที่สุดสมเด็จพระนเรศวรก็ทรงยึดเมืองคังได้ตามพระประสงค์ครับ เพื่อนๆเห็นไหมว่าจริงๆแล้วกลยุทธ์ไม่ได้ต่างกันเลยครับ ระหว่าง กลศึกซึ่งสมเด็จพระนเรศวรใช้เพื่อเข้าตีเมืองคัง กับ วิธีที่นักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติเข้าโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่น

 

ตอนนี้ยาวนิดนึงนะครับเพราะผมอยากให้เพื่อนๆคิดตามและเข้าใจนิทานอย่างละเอียด ความหวังในใจลึกๆของผมก็คือ อยากให้เพื่อนๆสามารถเล่านิทานเรื่องนี้ให้กับคนอื่นๆได้ครับ เพราะผมคิดว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านคิดได้ครับ ผมก็เลยขออธิบายทฤษฎีต่างๆไปพร้อมกับการเล่านิทาน ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะเบื่อกันรึยัง ถ้าเบื่อเดี๋ยวผมจะรีบรวบรัดให้สั้นขึ้นครับ

 

ตอนแรกผมคิดว่าจะให้จบในตอนนี้เลยแต่ผมคิดว่าเพื่อนๆคงเหนื่อยกันแล้วครับ ผมขอเล่าต่อในตอนหน้าละกันนะครับ ตอนหน้าจะเฉลยว่านักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติใช้วิธีอะไรในการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ถ้าเพื่อนๆคิดได้แล้ววันพรุ่งนี้มาลองดูกันว่าเราคิดตรงกันรึเปล่าครับ

นิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ตอนที่ 4

ผมขอเล่านิทานเรื่อง วิกฤตต้มยำกุ้ง ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ ตอนนี้ก็เป็นตอนที่ 4 แล้วนะครับ และก็เป็นวันที่ 6 ของการเปิด Page นี้นะครับตอนที่แล้วผมได้ทิ้งคำถามให้เพื่อนๆคิดกันว่า นักเก็งกำไรค่าเงินชาวต่างชาติใช้วิธีอะไรในการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ก่อนที่ผมจะอธิบายถึงกลยุทธ์นะครับ ผมอยากให้เพื่อนๆคิดก่อนว่าจุดอ่อนของนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ของเจ้าเมืองคืออะไร

 

เมืองนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่ การชำระเงินค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศใช่ไหมครับ เกิดมาจาก การบริโภคและการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายของประชาชนในเมืองทำให้ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างเมืองเป็นจำนวนมากครับ ซึ่งเจ้าเมืองก็รู้ดีว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องอ่อนค่าลงตามกลไกของตลาด

 

แต่เพื่อไม่ให้ราคาสินค้านำเข้าในเมืองมีราคาสูงขึ้น ประกอบกับการล๊อบบี้ของนายธนาคารในเมืองที่กลัวว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ ก็เลยต้องนำเงินตราต่างประเทศที่เก็บไว้ในคลังของเมืองมาแทรกแซงเงินสกุลท้องถิ่นครับ ซึ่งนักเก็งกำไรค่าเงินก็รู้จุดอ่อนนี้ เพราะว่าการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินท้องถิ่นไม่ให้อ่อนค่าไปตามกลไกของตลาดจะต้องใช้เงินสกุลเงินต่างเมืองเป็นจำนวนมหาศาลเลยครับ

 

ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เจ้าเมืองจะต้องเอาเงินสกุลต่างเมืองที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ มาแลกกับ เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อให้พ่อค้าเอาเงินสกุลเงินต่างประเทศไปชำระค่าสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างเมือง แต่ในขณะนั้นเงินสกุลต่างเมืองที่ได้จากการส่งออกมีจำนวนน้อยกว่าเงินสกุลต่างเมืองที่ต้องใช้สำหรับชำระค่าสินค้านำเข้าครับ จึงทำให้เงินทุนสำรองที่มีอยู่ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ

 

เมื่อเพื่อนๆเข้าใจว่าจุดอ่อนคืออะไรแล้ว ผมจะขออธิบายกลยุทธ์ของนักเก็งกำไรค่าเงินต่างเมืองเลยนะครับ กลยุทธ์ที่นักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติใช้ ก็เป็นกลยุทธ์ง่ายๆที่เพื่อนๆทุกคนก็คิดได้ครับ

 

ขั้นตอนแรก ก็ต้องกู้เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองโดยที่หวังว่าเจ้าเมืองจะประกาศให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง(หมายความว่า ในอนาคตนักเก็งกำไรค่าเงินจะใช้เงินสกุลต่างประเทศในจำนวน ที่น้อยกว่า เพื่อแลกกับเงินสกุลท้องถิ่น ในการชำระหนี้เงินกู้สกุลท้องถิ่น ที่เค้ากู้ไว้ในขั้นตอนแรก ส่วนที่เหลือก็คือกำไรครับ)

 

ขั้นตอนที่สอง นั่งเฉยๆเพื่อรอ เจ้าเมืองประกาศให้เงินอ่อนค่าลงครับ

 

และขั้นตอนสุดท้าย ก็ทำตามแผนที่วางไว้เลยก็คือ เอาเงินสกุลเงินต่างเมือง มาแลกเป็น เงินสกุลท้องถิ่น เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่ได้กู้ไว้ในขั้นตอนแรกครับ ส่วนเงินสกุลต่างเมืองที่เหลือก็เป็นกำไรของนักเก็งกำไรค่าเงินทันทีครับ กลยุทธ์ที่ผมอธิบายนี้เหมือนกับกลยุทธ์ที่เพื่อนๆคิดรึเปล่าครับถ้าไม่เหมือนกัน เพื่อนๆแลกเปลี่ยนวิธีการเก็งกำไรค่าเงินในแบบที่เพื่อนๆคิดมาได้นะครับ

 

ตอนนี้เพื่อนๆ รู้กลยุทธ์ในการโจมตีค่าเงินแล้วนะครับ ผมขอเล่านิทานต่อเลยนะครับ เจ้าเมืองก็พยายาม งัดข้อกับ นักเก็งกำไรค่าเงินจากต่างชาติครับ เพราะสิ่งที่เจ้าเมืองและผู้ว่าการธนาคารประจำเมืองนั้นคิด ก็คือ นักเก็งกำไรค่าเงินก็ต้องมีต้นทุนในการเก็งกำไรค่าเงินใช่ไหมครับ อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วในขั้นตอนแรกนักเก็งกำไรค่าเงินจะต้องกู้เงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเมืองสูงมากเลยครับ

 

แล้วนำไปแลกเป็นเงินสกุลต่างเมืองเพื่อฝากเงินในธนาคารต่างเมืองซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่ามาก กล่าวคือ ถ้าหากเจ้าเมืองไม่ประกาศลดค่าเงินในช่วงเวลาที่กำหนด นักเก็งกำไรค่าเงินก็จะขาดทุนเนื่องจากต้องแลกเงินจากสกุลเงินต่างเมืองมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อชำระหนี้ในเวลาที่กำหนดครับ

 

ในการโจมตีค่าเงินครั้งแรก เจ้าเมืองชนะครับ ทำให้นักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติขาดทุนเป็นจำนวนมากครับ ซึ่งในเวลานั้นเจ้าเมืองรู้สึกดีใจมากเลยครับ เพื่อนๆอยากรู้ไหมว่าเจ้าเมืองใช้วิธีอะไรถึงเอาชนะนักเก็งกำไรค่าเงินได้ครับ ผมขอเฉลยเลยละกันว่า เจ้าเมืองใช้ธุรกรรม SWAP ในการต่อสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงินครับ

 

ก่อนที่ผมจะเล่านิทานต่อ ผมขอธิบายเกี่ยวกับ ธุรกรรม SWAP ให้เพื่อนๆเข้าใจก่อนนะครับ แต่เพื่อความเข้าใจของเพื่อนๆ ผมจะอธิบาย การทำธุรกรรม SWAP ที่ใช้สำหรับนิทานเรื่องนี้เท่านั้นนะครับ การทำธุรกรรม SWAP เป็นการที่ ธนาคารประจำเมืองเอาเงินสกุลท้องถิ่น ไปแลกกับ เงินสกุลต่างเมือง ทันทีครับ โดยมีเงื่อนไขว่าจะเอาเงินสกุลต่างเมือง มาแลกกับ เงินสกุลท้องถิ่น ภายในวันที่ระบุไว้ในสัญญาการทำธุรกรรม SWAP ในอนาคตครับ

 

ดังนั้นเมื่อธนาคารประจำเมืองตัดสินใจทำธุรกรรม SWAP ก็หมายความว่า ธนาคารประจำเมืองก็จะมีภาระที่ต้องหาเงินสกุลต่างเมืองมาคืนในอนาคตครับ ซึ่งในขณะนั้นการทำธุรกรรม SWAP เป็นการที่ทำให้ธนาคารประจำเมืองได้เงินสกุลต่างประเทศมาเพื่อให้เพียงพอต่อการแลกเงินของนักเก็งกำไร และ เพื่อให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ค่าสินค้าที่นำเข้าจากต่างเมืองครับ

 

หลังจากการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่นครั้งแรกไม่นาน ก็ถึงช่วงเวลาที่ประชาชนในเมืองต่างก็มีความสุขสนุกสนานกับเทศกาลสาดน้ำประจำปี ในช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น นักเก็งกำไรค่าเงินซึ่งแพ้และขาดทุนจาการโจมตีค่าเงินในครั้งแรกก็เริ่มดำเนินการ โจมตีค่าเงินอีกครั้งนึง แต่คราวนี้เค้าวางแผนอย่างแยบยลกว่าครั้งแรก และเรียกเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์มาร่วมโจมตีค่าเงินในครั้งนี้ด้วย

 

ทำให้ปริมาณเงินที่ใช้ในการโจมตีค่าเงินในครั้งที่สองนี่มากกว่าครั้งแรกถึงสองเท่าตัวครับ แต่เจ้าเมืองก็ยังใช้วิธีเดิมในการต่อสู้ในครั้งที่สองอีก การต่อสู้กันครั้งนี้ไม่นานครับใช้เวลาแค่เดือนเดียวเจ้าเมืองก็แพ้อย่างราบคราบเลยครับเพราะว่า การทำธุรกรรม SWAP เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสกุลต่างเมืองที่ต้องหามาให้นักเก็งกำไรแลกกลับไปเป็นเงินสกุลต่างเมืองนั้น

 

ทำให้ธนาคารประจำเมืองมีภาระหนี้เป็นเงินสกุลต่างเมืองเป็นจำนวนมหาศาลครับจนไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ (ไม่มีเครดิตเพียงพอ) ที่จะทำธุรกรรม SWAP ได้อีกต่อไปแล้วครับ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเจ้าเมืองก็ไม่อาจจะจับเชือกลูกโป่งแห่งความฝันของประชาชนในเมืองได้อีกต่อไปเช่นกัน ทำให้ลูกโป่งแห่งความฝันว่าจะได้กินดีอยู่ดีของชาวเมืองหลุดลอยไปอย่างไร้จุดหมายเลยครับ

 

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองปล่อยลูกโป่งออกไป เจ้าเมืองและผู้บริหารเมืองบางคนในขณะนั้นก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับมาบริหารเมืองอีกรอบแล้ว ก็เลยทิ้งทวนไว้พร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัสของประชาชนในเมือง แต่โชคดีที่ในเวลานั้น ชาวเมืองยังไม่มีความรู้ทางการเงินที่ดีพอก็เลยไม่รู้ว่าก่อนที่เจ้าเมืองจะประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อการโจมตีค่าเงินสกุลท้องถิ่น เจ้าเมืองได้ฝากแผลรอยใหญ่ไว้ที่กลางใจคนในเมืองทุกคนเลยครับ

 

เพื่อนๆรู้ไหมว่าเจ้าเมืองทิ้งทวนอย่างไร ทำไมผมถึงบอกว่าหากชาวเมืองรู้ก็จะเจ็บปวดแสนสาหัสเลยครับ ก็ใช้วิธีง่ายๆเลยครับ คือ ใช้วิธีเดียวกับนักเก็งกำไรค่าเงินเลยครับ คือ กู้เงินเป็นสกุลท้องถิ่นจำนวนมาก เพื่อเอาไปแลกกับ เงินสกุลต่างเมือง หลังจากนั้นเจ้าเมืองก็ประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่นเท่าตัวเลยครับเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง

 

และหลังจากนั้น นักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ก็นำเงินสกุลต่างเมืองที่แลกไปแล้ว กลับมาแลก เป็นเงินสกุลท้องถิ่นโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลังจากการประกาศลดค่าเงินแล้ว ทำให้ นักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ใช้เงินสกุลต่างเมืองเพียง ครึ่งเดียว ของจำนวนที่ได้แลกไว้ก่อนการประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่น

 

ดังนั้นนักเก็งกำไรค่าเงิน เจ้าเมือง และผู้บริหารเมืองบางคน ก็จะมีเงินสกุลต่างเมืองเหลืออีกครึ่งนึง ซึ่งถือว่าเป็น กำไรที่ได้จากการโจมตีค่าเงิน ผมถือว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินที่ได้จากหยาดน้ำตาของประชาชนในเมืองเลยครับ

 

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนๆอยากให้จบแค่ตอนนี้ หรือว่า อยากจะให้ผมเขียนต่ออีกตอนนึงครับ ถ้าเพื่อนๆยังไม่เบื่อ และอยากให้ผมเล่านิทานเรื่องนี้ต่ออีกหนึ่งตอน ผมก็จะเล่าถึงเหตุการณ์ในเมือง หลังจากการประกาศลดค่าเงินสกุลท้องถิ่นครับ ตอนนี้อำนาจอยู่ในมือเพื่อนๆแล้วครับ (ยืมประโยคจากรายการ Take Me Out มาใช้บ้างนะ) จะให้ผมเล่าต่อ หรือ ว่าจะให้ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายครับ

Saturday, July 23, 2011

จาก Conflict of Interest สู่ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

ในการประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ครั้งที่ 5 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 
ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาในงานดังกล่าวด้วยครับ สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ก็เพื่อต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ
ทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และเปิดโอกาสให้เหล่านักเศรษฐศาสตร์จาก สถาบันต่างๆเสนอผลงานทางวิชาการที่ตนเองสนใจ 
ทั้งนี้ทางผู้จัดได้แบ่งกลุ่มสาขาเศรษฐศาสตร์ออกเป็นหลายแขนง โดยส่วนตัวผมเองสนใจที่จะเข้าฟังใน
 “กลุ่มเศรษฐศาสตร์สถาบันและธรรมภิบาล” ครับ ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับ “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”

สำหรับหัวข้อที่เกี่ยวกับการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้น ผู้นำเสนอเป็นอาจารย์และศิษย์จากสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 คือ ผศ.นพนันท์ วรรณเทพสกุลและคุณต่อภัสสร์ ยมนาค โดยหัวข้อที่ทั้งสองท่านนำเสนอในวันนั้น คือ
 “ข้อสังเกตบางประการสำหรับลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ครับ

อย่างที่ทราบนะครับว่าช่วงระหว่างที่รัฐบาลของคุณทักษิณบริหาร ประเทศนั้นมีข้อสังเกตรวมไปถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ 
“การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อยู่หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน, นโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค, 
การเซ็นสัญญา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย, การให้ EXIM BANK อนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า หรือ 
การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ในธุรกิจโทรคมนาคม เป็นต้น

ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเราจะคุ้นชินกับการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองขี้โกง ข้าราชการขี้ฉ้อผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเป็นหลัก
 จนอาจกล่าวได้ว่า ส.ส. ไปจนกระทั่งรัฐมนตรีนั้นส่วนใหญ่ผูกพันอยู่กับการทำธุรกิจกับรัฐด้วยกันทั้ง นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 
“ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง”ครับ

อย่างไรก็ตามใน สมัยรัฐบาลคุณทักษิณได้เกิดกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาแทนที่กลุ่มทุนเดิมที่เคย หากินอยู่กับการผูกขาดงานประมูลต่างๆของรัฐ
 โดยกลุ่มทุนใหม่ที่ว่านี้มาพร้อมกับความพยายามที่จะผลักดันนโยบายต่างๆผ่าน ทางฝ่ายบริหารและพยายามจัดวาง “สมดุลแห่งผลประโยชน์”
 (Balance of Benefit) ระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนตัวเองกับผลประโยชน์ของประชาชนในฐานะผู้ลง คะแนนเสียงเลือกตั้ง
 ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งคุณทักษิณเคยกล่าวในทำนองว่า “การบริหารประเทศก็เหมือนกับการบริหารบริษัท”

จริงๆแล้วการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corruption or Structural Corruption) นั้นยังไม่มีนักวิชาการท่านใดออกมาให้คำจำกัดความ
ที่ชัดเจนมากเท่าไรนะครับ อย่างไรก็ตามในทัศนะของศาสตราจารย์ ดร. ผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้นเป็นการทุจริตที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายที่ เกิดจากฝ่ายการเมืองตัดสินใจโครงการหรือดำเนินมาตรการใดๆแล้วส่งผลต่อ ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องโดยไม่อาจเอาผิด
ทางกฎหมายได้ ซึ่งท่านอาจารย์ผาสุกมองว่าการคอร์รัปชั่นประเภทนี้เกิดขึ้นจากการทับซ้อน ของผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest นั่นเองครับ

ในงานวิจัย ของอาจารย์นพนันท์และคุณต่อภัสสร์ได้พยายามหยิบชุดความคิดทางเศรษฐศาสตร์การ เมือง เศรษฐศาสตร์สถาบันและแนวคิดทางรัฐศาสตร์
มาอธิบายเรื่องคอร์รัปชั่นเชิง นโยบาย ซึ่งชุดความเหล่านี้ประกอบไปด้วยเรื่องหน่วยงานราชการสมัยใหม่ (Public Office),
 เรื่องผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest), เรื่องกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Groups), เรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ
 (Economic rent seeking) และเรื่องการคอร์รัปชั่นทางการเมือง (Political Corruption) 

จะ ว่าไปแล้วแนวทางการศึกษาและอธิบาย “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) นั้นสามารถอธิบายได้อย่างน้อย
สองแนวทางนะครับ 

แนว ทางแรกนั้นเป็นแนวทางที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหยิบหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค เรื่องทฤษฎีนาย-บ่าว (Principal-Agent Theory) 
มาอธิบายและยังพัฒนาไปสู่การหาระดับการคอร์รัปชั่นที่เหมาะสมในสังคมรวมไป ถึงการคำนวณต้นทุนในการควบคุมการคอร์รัปชั่น
 ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าการคอร์รัปชั่นนั้นเปรียบเสมือน “มลภาวะ” ที่ไม่มีวันจะทำให้หมดไปได้เพียงแต่จะหาระดับที่เหมาะสมและ
ควบคุมมันไว้ได้ อย่างไร

นอกจากนี้ชุดความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอีกชุดหนึ่ง ได้พยายามหาสาเหตุ (Causes) หรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นรวมไปถึง
การคำนวณถึงผลกระทบ (Consequences) จากการคอร์รัปชั่นซึ่งงานส่วนใหญ่ศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์คอร์รัปชั่นสายมหภาคที่มีความชำนาญใน
การสร้างโมเดลประมาณการผลกระทบของการคอร์รัปชั่น  ขณะเดียวกันแนวทางการศึกษาคอร์รัปชั่นแนวทางที่สองนั้นเป็นแนวทางของนักเศรษฐศาสตร์
ที่มักเรียกตัวเองว่า “กระแสรอง” ครับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนักคิดเศรษฐศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics)
 และสำนักคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) โดยในเมืองไทยนั้น กลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันมีฐานที่มั่นอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์
 ธรรมศาสตร์ (สำนักท่าพระจันทร์) ส่วนกลุ่มศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมืองมีฐานที่มั่นอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา (สำนักสามย่าน)

ทั้งนี้แนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสำนักสามย่าน นั้นพยายามหาหลักเกณฑ์ในการจำแนกลักษณะของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายโดย
 พิจารณาจากเรื่องความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ Conflict of Interest เป็นสำคัญ
 ขณะเดียวกันก็ยังยึดโยงกับเรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent seeking) ที่เป็นฐานคิดดั้งเดิมของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ว่า
ด้วยการคอร์รัปชั่นซึ่งนำ โดยนักเศรษฐศาสตร์หญิงอย่าง แอน โอ ครูเกอร์ (Ann O. Kruger)

นอก จากนี้เกณฑ์ในการจำแนกลักษณะการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายยังมองไปที่เรื่องของ การใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม 
(Political legitimacy) ซึ่งเกณฑ์ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจได้ชัดเจนว่า “ทำไมนักธุรกิจส่วนใหญ่จึงต้องลงมาเล่นการเมือง”

อย่างไรก็ตามการ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายยังต้องพิจารณาถึงการกระจายตัวของผู้รับประโยชน์ (Rent Diversification) อีกด้วยครับ 
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายไม่ได้เป็นการ “ขโมย” เงินเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่มันได้กระจายผลประโยชน์
ไปยังกลุ่มคนต่างๆ ซึ่งลักษณะนี้เองที่ทำให้เราสามารถเข้าใจได้อีกเช่นกันว่า “ทำไมชาวบ้านส่วนใหญ่ถึงเสพติดกับนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณ”

สุด ท้ายการพิจารณาหลักเกณฑ์การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้นเราอาจจะต้องดูการ สร้างขึ้นหรือการรักษาไว้ซึ่งค่าเช่าทางเศรษฐกิจครับ
 ซึ่งตรงนี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลประชานิยมทั้งหลายพยายาม ครองอำนาจให้ได้นานที่สุด

จะว่าไปแล้วการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายนั้น มีพัฒนาการมาจาก Conflict of Interest ครับ ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องคอร์รัปชั่นมอง
คล้ายๆกันว่าการ คอร์รัปชั่นทุกกรณีเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เองการป้องกันและควบคุมการคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุด
 คือ การแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

งานวิจัยชิ้นนี้สรุปไว้น่าสนใจว่ารูปแบบการทุจริตของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามความเหลื่อมล้ำและความก้าวหน้าของสังคมครับ 

นักเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งสองท่านจากสำนักสามย่านมองว่าหากระดับความเหลื่อม ล้ำในสังคมมีน้อยขณะที่ระดับความก้าวหน้าของสังคมก็ยังพัฒนาไป
ไม่มากเท่าไร การคอร์รัปชั่นก็ยังเป็นเพียงแค่การยักยอกเงินหลวง ติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือเอาทรัพย์สินของหลวงไปใช้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นเพียง
การคอร์รัปชั่นระดับเล็กๆหรือ Petty Corruption ครับ

และแม้ว่าสังคมยังไม่พัฒนาไปมากนักแต่ปรากฏว่าเกิด ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น รูปแบบการทุจริตก็จะเปลี่ยนไป เช่น
 เริ่มมีการจับจองสัมปทานให้กับตัวเองและพวกพ้อง มีการฮั้วประมูลงานหลวง เกิดการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือใช้อิทธิพลข่มขู่ เป็นต้น
 ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้เริ่มแพร่หลายในยุคที่สังคมไทยเต็มไปด้วยมาเฟีย หรือเจ้าพ่อท้องถิ่นครองเมือง

อย่างไรก็ตามหากสังคมก้าวเข้าสู่การ พัฒนาที่ทันสมัยแล้วแต่ยังมีระดับความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมอยู่มาก รูปแบบการคอร์รัปชั่นก็จะเริ่มเข้าสู่การ
แสวงหาประโยชน์จากการใช้ข้อมูลภาย ใน (Insider) เช่น รู้ว่าจะตัดถนนเส้นไหนก็จะรีบไปกว้านซื้อที่ไว้เก็งกำไร, มีการบิดเบือนกฎระเบียบของรัฐ
เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง เช่น แก้ไขกฎหมายบางอย่างเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ควรจะต้องจ่ายให้รัฐ, มีการยักย้ายถ่ายเทฟอกเงิน
อย่างสลับซ้อน รวมไปถึงเกิดองค์กรอาชญากรรมขึ้นมาควบคุมดูแลจัดสรรผลประโยชน์จากการ คอร์รัปชั่น เป็นต้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ารูปแบบ
การทุจริตลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ นะครับโดยเฉพาะเมื่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่รวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองและอาศัย กติกาที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”
 เข้ามาในตลาดการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองตลอดจนสร้าง สมดุลแห่งผลประโยชน์ใหม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งทางการเมือง

และท้าย ที่สุดหากสังคมที่พัฒนาทันสมัยมากขึ้นและมีระดับความเหลื่อมล้ำของคนใน สังคมลดลงแล้ว การคอร์รัปชั่นก็จะเป็นไปในรูปแบบของ
การแข่งขันนโยบายที่หวังผลทางการเมือง เป็นหลัก ซึ่งการคอร์รัปชั่นในลักษณะนี้เราจะพบได้ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น
 เป็นต้นครับ

ในฐานะที่ผมสนใจเรื่องการ คอร์รัปชั่นแต่ไม่คิดที่จะเอาดีด้วยการคอร์รัปชั่น ผมคิดว่าแนวทางการอธิบายของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองทั้งสองจากสำนัก 
เศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬานั้นน่าจะทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ “ทักษิณกินเมือง” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดีนะครับ 

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นผมว่าการที่เราจะใช้ “วิชา” เพื่อกำจัด “อวิชชา” หรือความไม่รู้ทั้งปวงได้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการไม่มีอคติกับใครคนใดคนหนึ่งนะครับ

 โดย hesse004

รู้ทัน IMF พาชาติล่มจม /วิกฤติการเงินไทย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
IMF หรือ International Monetary Fund คือองค์กรที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศพันธมิตรได้ร่วมก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือกำเนิดขึ้นจากการประชุม United Nations Monetary and Financial Conference เมื่อปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) มีวัตถุประสงค์ เพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ อันจะเอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการค้าโลก และเป็นพื้นฐานสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
IMF เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี และมีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ มีหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือทางการเงิน การค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ สร้างเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยน ป้องกันการแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า ให้ความสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศสมาชิก ในการปรับฐานะดุลการชำระเงินให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นและประเทศสมาชิกอื่น ๆ โดยส่วนรวม เป็นต้น
ถ้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติอยู่ก่อนแล้ว ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกของ IMF ได้ และ เมื่อเป็นสมาชิกIMF แล้วก็จะได้ “โควตา” โดยจำนวนโควตาจะขึ้นกับขนาดของเศรษฐกิจและเงินสำรองของประเทศนั้นๆ เมื่อได้จำนวน “โควตา” ก็จะรู้ว่าประเทศนั้นๆ สามารถกู้เงินจาก IMF ไปได้จำนวนเท่าใด และ “โควตา” ก็ใช้เป็นหลักในการคิด “คะแนนเสียง” เช่นกัน
เงินทุนที่ IMF ใช้จะเรียกว่า “resources” หรือ “ทรัพยากร” (เงิน) ได้มาจากการชำระเงินค่าโควตาของประเทศสมาชิกเป็นสำคัญ (ค่าสมาชิก) แต่ว่า IMF ไม่ได้ให้กู้เงินเป็น US ดอลลาร์ โดยจะใช้หน่วยเงินเป็น SDR (Special Drawing Rights) คือ สิทธิพิเศษถอนเงินเป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ (1 SDR ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

การเข้าเป็นสมาชิก IMF ของประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นสมาชิก IMF เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นสมาชิกลำดับที่ 44 โดยมีโควตาปัจจุบันเท่ากับ 1,081.9 ล้าน SDR คะแนนเสียง 11,069 คะแนน หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 0.52 ของคะแนนเสียงทั้งสิ้น นับตั้งแต่เป็นสมาชิก IMFประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ตามโครงการเงินกู้ Stand-by รวม 5 ครั้งด้วยกันในวงเงินรวมทั้งสิ้น 4,431 ล้าน SDR โดยเข้าโครงการ Stand-by
1 ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 จำนวนเงิน 45.25 ล้าน SDR
2-4 ต่อมาในช่วงที่ไทยประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2524 -2529 ประเทศไทยได้เข้าโครงการ Stand-by 3 ครั้ง รับจำนวนเงินทั้งหมด 1,486 ล้าน SDR
5 ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540 ไทยได้รับความช่วยเหลือจาก IMF เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินเป็นวงเงินทั้งสิ้น 2,900 ล้าน SDR
(ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย )
________________________________________

 

ก่อนไทยจะกู้เงินไอเอ็มเอฟมีการวางแผนดังรายละเอียดดังนี้

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยภายใต้การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
กองนโยบายและวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ   สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

บทความนี้แบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่นำไปสู่การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่วนที่สองรายงานข้อมูลเบื้องหลังของการเจรจาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่วนที่สามสรุปประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ IMF Financial Package ส่วนที่สี่กล่าวถึงพัฒนาการของการจัดทำและปรับปรุงหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือ
ด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 1 2 3 และ 4 สำหรับส่วนสุดท้ายเป็นบทสรุป

1. สาเหตุของวิกฤตการณ์จนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF

1.1 การเปิดเสรีภาคการเงินโดยขาดมาตรการรองรับและขาดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายเปิดเสรีภาคการเงินของรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้องและ
เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากมีการกำกับตรวจสอบและควบคุมธุรกรรมด้านนี้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ ในแผนพัฒนาระบบการเงินของรัฐบาลในอดีตได้ระบุว่าจะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค การสนับสนุนให้มีการดำเนินธุรกรรมด้านการเงินของกิจการวิเทศธนกิจจัดว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลได้นำมาใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกรรมของวิเทศธนกิจไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แทนที่กิจการวิเทศธนกิจจะเน้นหนักการประกอบธุรกรรมประเภท out-out แต่กลับมาเน้นหนักธุรกรรมประเภท out-in

1.2 การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด

การส่งเสริมสนับสนุนการเปิดเสรีภาคการเงินประกอบกับการดำเนินธุรกรรมด้าน out-in ของกิจการวิเทศธนกิจจำนวนมาก และการที่อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศถูกกำหนดให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าต่างประเทศมาก รวมทั้งการผูกค่าเงินบาทไว้กับค่าเงินดอลลาร์ โดยอิงกับระบบตะกร้าอย่างเหนียวแน่น โดยไม่มีการปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ก่อให้เกิดการนำเข้าเงินทุนต้นทุนต่ำความเสี่ยงน้อยจำนวนมากของภาคเอกชนเข้ามาในประเทศไทย เงินทุนที่นำเข้ามานี้ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้นที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมเก็งกำไร เช่นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหนี้ต่างประเทศ โดยทำให้หนี้ระยะสั้นมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหนี้ต่างประเทศทั้งหมด

1.3 การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ไม่เด็ดขาด

ในช่วงเดียวกับการที่มีกระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจอย่างมากมายนี้ ความล้มเหลวอีกประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้แก่ ความไม่มีประสิทธิภาพและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ การปล่อยให้ปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ เรื้อรัง ไม่ได้รับการแก้ไขโดยทันท่วงทีก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่กับผู้ฝากเงินเจ้าหนี้และลูกค้าที่มีคุณภาพดีเป็นอย่างมาก รวมทั้งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการกำกับดูแลสถาบันการเงินของทางการและความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันการเงินทั้งระบบอีกด้วย ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินเริ่มที่จะเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัทเงินทุน จำนวน 16 แห่ง
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และประกาศต่อสาธารณชนว่า จะไม่มีการสั่งระงับการดำเนินกิจการสำหรับสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ แต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐบาลได้ประกาศระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัทเงินทุนเพิ่มอีก 42 แห่ง ก่อนที่รัฐบาลไทยจะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพียง 9 วัน

1.4 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงมาก

นอกจากปัญหาด้านเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ใช้จ่ายเกินตัวเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่สูงและน่าเป็นห่วง สาเหตุหลักๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงนี้ได้แก่ การขาดดุลการค้าในระดับที่สูง การขาดดุลรายได้จากการลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินตราต่างประเทศที่ต้องถูกนำไปชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่ภาคเอกชนไทยได้นำเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากภาคหลังจากการ
เปิดเสรีภาคการเงิน และการที่ดุลบริการมีขนาดของการเกินดุลลดลง ทั้งนี้เนื่องจากคนไทยเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการส่งบุตรหลาน
ไปฝึกอบรม ศึกษา และการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นนักท่องเที่ยวไทยได้ใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 40-50 ไปในการจับจ่ายใช้สอยซื้อของที่ระลึกในต่างประเทศ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้ถือว่าเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
Moody’s S&P และJBRI ใช้เป็นเหตุในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทย

1.5 การขาดเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการเมืองไทย

สาเหตุของการเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของไทยปัจจุบันที่สำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ ปัจจัยด้านการเมือง คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่อง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ประชาชนขาดความมั่นใจในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

ปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2540 เกิดกระแสข่าวว่าจะมีการลดค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุนของต่างประเทศ โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินบาท แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต นอกจากนี้ ในช่วงดังกล่าวเกิดความระส่ำระสายในระบบสถาบันการเงินอย่างหนัก มีข่าวลือว่าธนาคารบางธนาคารอยู่ในขั้นล้มละลาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจที่จะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

2. เบื้องหลังการจัดทำหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

2.1 การประชุม Tokyo Meeting

ก่อนที่รัฐบาลจะขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นั้น รัฐบาลได้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งนี้ เพื่อเตรียมที่จะกำหนดมาตรการในการเรียกความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยให้คืนกลับมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้จัดการประชุม Tokyo Meeting ขึ้นที่โรงแรม Imperial ณ กรุงโตเกียว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการระดมเงินทุนสมทบช่วยเหลือประเทศไทยใน IMF Financial Package โดยมีประเทศที่ได้รับเชิญจากประเทศญี่ปุ่น 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และมีสถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมนอกเหนือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีก 2 สถาบัน ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเซีย และธนาคารโลก

ในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไทย (นายทนง พิทยะ) ได้เริ่ม

กล่าวสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย และชี้แจงถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการปรึกษาหารือเบื้องต้นกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศแล้ว ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบ หลังจากนั้นประเทศที่เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความจำนงในการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศไทย โดยสามารถระดมทุนได้อย่างน้อย 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น 4 ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย เกาหลี ประเทศละ 0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยออสเตรเลีย จีน ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเซีย ได้แสดงความตั้งใจที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่จะต้องนำเรื่องนี้กลับไปขออนุมัติก่อน

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับเงื่อนไขของการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ระยะเวลาของการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งอยู่ระหว่าง
3.25-5 ปี อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และการเบิกถอนเงินให้ความช่วยเหลือจะเบิกจ่ายเป็นสัดส่วนเท่ากันสำหรับประเทศที่ให้กู้ทุกประเทศ เป็นต้น ในการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคารกลางของประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้เงิน สำหรับในการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเซีย กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้เงิน

2.2.  มาตรการที่รัฐบาลต้องดำเนินการก่อนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะอนุมัติความช่วยเหลือด้านการเงิน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้แนะนำเชิงบังคับให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการ 2 ประการ ก่อนที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะอนุมัติการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (Front-Load Measures) ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้กับประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มาตรการดังกล่าว ได้แก่

(1) การปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายในประเทศ โดยจะต้องแบ่งแยกสถาบันการเงินที่อ่อนแอกับสถาบันการเงินที่ดีออกจากกัน และเข้าควบคุมสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ส่วนสถาบันการเงินที่ดีให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) รับประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในการแห่ถอนเงินของประชาชน รัฐบาลได้ประกาศระงับกิจการของสถาบันการเงิน 42 แห่ง เป็นการชั่วคราวเป็นครั้งที่สองหลังจากครั้งแรกที่ได้ประกาศปิดกิจการชั่วคราวไปแล้ว 16 แห่ง มาตรการนี้ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันการเงินเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้ให้คำมั่นกับประชาชนไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการสั่งระงับการดำเนินกิจการกับสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ตามที่ได้กล่าวข้างต้น แต่เนื่องจากเป็นเงื่อนไขที่กำหนดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการมาตรการดังกล่าว

(2) มาตรการภาษีอากร โดยการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 สิงหาคม 2540

3. สรุปความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

การประชุม Tokyo Meeting เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2540 เป็นการปูทางของแผนการช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประเทศพันธมิตร หลังจากนั้นรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อแสดงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาเศษฐกิจตาม ข้อ 2 ข้างต้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2540 รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายทนง พิทยะ) และผู้ว่า

การธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 1 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17.2 พันล้านเหรียญ สรอ.สำหรับเงินให้ความช่วยเหลือที่ได้จากจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น อยู่ในรูป Stand-by arrangement เป็นระยะเวลา 34 เดือน (สิงหาคม 2540 – 31 พฤษภาคม 2543) จำนวน 2.9 ล้าน SDR (Special Drawing Right) หรือเทียบเท่ากับ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อรวมกับความช่วยเหลือจากประเทศ
พันธมิตรอีก 9 ประเทศ กับธนาคารพัฒนาเอเซียและธนาคารโลก ทำให้วงเงินความช่วยเหลือเป็นจำนวนเงิน 17.2 ล้านเหรียญ สรอ. ดังนี้

1. ออสเตรเลีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

2. จีน 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

3. ฮ่องกง 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

4. อินโดนีเซีย 500 ล้านเหรียญ สรอ.

5. ญี่ปุ่น 4,000 ล้านเหรียญ สรอ.

6. เกาหลี 500 ล้านเหรียญ สรอ.

7. มาเลเซีย 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

8. สิงคโปร์ 1,000 ล้านเหรียญ สรอ.

9. บูรไน 500 ล้านเหรียญ สรอ.(แสดงความจำนงหลังจากวันที่ 11 สิงหาคม 2540)

10. ธนาคารโลก 1,500 ล้านเหรียญ สรอ.

11.ธนาคารพัฒนาเอเซีย 1,200 ล้านเหรียญ สรอ.

การเบิกจ่ายเงินกู้จะเบิกจ่ายเป็นงวดทั้งหมด 12 งวด ซึ่งประเทศพันธมิตรจะเบิกจ่ายตามสัดส่วนการให้กู้ตามการเบิกจ่ายของ IMF หรือตามการเจรจาตกลงการเบิกจ่ายแบบทวิภาคี โดยการเบิกจ่ายจาก IMF ครั้งแรก เป็นจำนวน 1,200 ล้าน SDR ครั้งที่สอง 600 ล้าน SDR
งวดที่สาม 200 ล้าน SDR และที่เหลืออีก 9 งวด ครั้งละ 100 ล้าน SDR แต่ละงวดของการเบิกจ่ายห่างกัน 3 เดือน

เงินกู้ในข้อ 1-9 ข้างต้น รวมทั้งจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะนำมาใช้เพื่อการอื่นไม่ได้ นอกจากนำมาดำรงเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น สำหรับเงินกู้ใน ข้อ 10 และ 11 นั้น รัฐบาลสามารถนำมาใช้เพื่อการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจได้ แต่ห้ามนำมาใช้ทดแทนหรือเป็นเงินงบประมาณของรัฐบาล

ในการเบิกจ่ายเงินกู้แต่ละงวดข้างต้น จะต้องมีการประเมินการดำเนินมาตรการตามเป้าหมายที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศกำหนดไว้ให้ได้เสียก่อน
โดยในช่วง 34 เดือน ของการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินจะมีการประเมินผลการปฏิบัติการของรัฐบาลไทย ประมาณ 8 ครั้ง หลังการประเมินแต่ละครั้งจะมีการทบทวนและปรับปรุงหนังสือแสดงความจำนงฯ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงมาตรการและเป้าหมายต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์เศรษฐกิจ หนังสือแสดงความจำนงฯ ถือว่าเป็นแผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยที่ได้ตกลงไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการให้ได้ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าว

หนังสือแสดงความจำนงฯ โดยทั่ว ๆ ไปจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนที่สองจะเป็นการระบุมาตรการที่ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการด้านการคลัง มาตรการด้านการเงิน มาตรการปรับโครงสร้าง
สถาบันการเงิน มาตรการด้านต่างประเทศ มาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมาตรการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของเศรษฐกิจต่อกลุ่มบุคคลผู้ด้อย
โอกาสและยากจน ส่วนสุดท้ายจะเป็นตารางกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติและเป้าหมายแนวทางในเชิงปริมาณของการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ข้างต้น ตารางในส่วนสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นตารางที่จำกัดอิสรภาพของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศและรัฐบาลไทยร่วมกันกำหนด

3. พัฒนาการของการจัดทำหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(Letter of Intent – LOI) ฉบับที่ 1 2 3 และ 4

ในการจัดทำ LOI 1 นั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศและรัฐบาลไทยมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องดำเนินมาตรการการเงินและการคลังที่เข้มงวด ทั้งนี้ เพื่อลดขนาดของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก เท่ากับร้อยละ 7.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงินอย่างจริงจัง เนื่องจากในขณะนั้น ระบบสถาบันการเงินไทยขาดเสถียรภาพ และประชาชนขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งใน LOI 1 ได้แก่ การที่รัฐบาลจะต้องรับภาระต้นทุนของการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้มีการกำหนดให้รัฐบาลต้องมีงบประมาณเกินดุลในปีงบประมาณ 2541 เป็นจำนวนประมาณร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และกำหนดให้ฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจโดยรวมต้องสมดุล การกำหนดให้รัฐบาลต้องมีงบประมาณเกินดุล ทำให้รัฐบาลต้องตัดงบประมาณประจำปี 2541 ถึง 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 182,000 ล้านบาท และได้มีการเพิ่มอัตราภาษีหลายประเภท

ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 6 พฤศจิกายน 2540 ทางคณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 1 ณ สิ้นเดือนกันยายน 2540 ซึ่งปรากฎว่าประเทศไทยสามารถทำได้ตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทุกประการ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเศรษฐกิจไทยซบเซามากกว่าที่ได้ประมาณการไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากมีการลดลงอย่างมากในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชน ส่งผลให้ประมาณการรายได้ภาษีของรัฐบาลตลอดปีงบประมาณ 2541 ไม่เป็นไปตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อีกทั้งได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในอินโดนีเซียและเกาหลีใต้ รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดทำ LOI 2 ยังคงเน้นการดำเนินมาตรการการเงินการคลังที่เข้มงวดต่อไป สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดใน LOI 2 ได้แก่ การกำหนดเงื่อนเวลาและมาตรการในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่เป็นระบบมากขึ้น

ในช่วงของการปฏิบัติตามเงื่อนไขใน LOI 2 รัฐบาลไทยได้รับความยากลำบากมากในการที่จะดำเนินการตามมาตรการที่ระบุไว้ใน LOI 2 โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเกินดุลงบประมาณของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2541 นอกจากนี้ ในช่วงดังกล่าวเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา ค่าเงินบาทยังไม่มีเสถียรภาพ บริษัทเงินทุน 56 แห่ง ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นการถาวร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กประสบปัญหาการขาดทุนและปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับการทบทวนและประเมินผลการปฏิบัติการตามเงื่อนไข ครั้งที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และคณะได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18-25 มกราคม 2541 เพื่อปรึกษาหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจภายใต้เงื่อนไขของ LOI 2 ให้กับเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศทราบ ทั้งนี้ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการกำหนดมาตรการเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้โอกาสการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกานี้เพื่อพบปะกับประธานธนาคารโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ (นายโรเบิร์ต รูบิน) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการยึดมั่นกับการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งส่งผลให้การจัดทำ LOI 3 มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและมาตรการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยมากขึ้น

ระหว่างวันที่ 2-14 กุมภาพันธ์ 2541 คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 2 ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2540 ซึ่งปรากฎว่ารัฐบาลไทยสามารถดำเนินมาตรการได้ตามเกณฑ์ปฏิบัติทุกประการ รัฐบาลไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายชัยวัฒน์ วิบูลย์-สวัสดิ์) ได้ลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541 สาระสำคัญของ LOI 3 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศผ่อนคลายมาตรการด้านการคลังลงระดับหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลกลางสามารถที่จะขาดดุลงบประมาณได้ร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปีงบประมาณ 2541 และอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจสามารถขาดดุลได้ร้อยละ 0.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรการด้านการเงินได้มีการยกเลิกการกำหนดช่วงของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามกลไกตลาดมากขึ้น LOI 3 ได้เน้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสังคมเป็นอย่างมาก โดยได้มีการจัดทำขอบเขตโครงการความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบทางลบต่อสังคม อีกทั้งได้มีการระบุแผนงานในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ รายได้ที่ได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิรูปโครงสร้างระบบการเงิน ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้นับว่าเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากสาธารณชน นอกจากนี้ ประเด็นที่ได้รับการวิพากวิจารณ์อย่างมากจากสาธารณชนอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การที่รัฐบาลจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบที่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชน และคาดว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 4-18 พฤษภาคม 2541 คณะเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข ครั้งที่ 3 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2541 ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถดำเนินมาตรการได้ตามเกณฑ์ปฏิบัติทุกประการ สำหรับในการจัดทำ LOI 4 นั้น ได้เน้นเกี่ยวกับการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) การปรับโครงสร้างของภาคเอกชน (Corporate Sector Restructuring) การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน การผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการการคลังและการเงิน โดยขยายขนาดของการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางจากร้อยละ 1.6 ของ GDP เป็นร้อยละ 2.4 ของ GDP นอกจากนี้ ได้ยอมผ่อนคลายให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยได้แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว

5. บทสรุป

การขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปี 2540 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้ลดลงอยู่ในระดับที่อันตราย นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ค่าเงินบาท ระบบเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งรัฐบาลไทยในขณะนั้น การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่เศรษฐกิจไทยระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการต่าง ๆ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้กำหนดไว้ใน LOI มิได้เป็นสิ่งที่ประกันว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจะประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่น่าจะขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของต่างชาติให้เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย

การที่มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2541 นี้ โดยในปี 2541 จะมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบนั้น หากรัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ทุกประการ อีกทั้งมีการระดมเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อเพิ่มทุน
สถาบันการเงินของไทย และเพื่อมาเสริมสภาพคล่องที่ยังอยู่ในสภาพวิกฤตในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะไม่ติดลบมากเท่ากับที่ได้ประมาณการไว้
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทปัจจุบันมีความผันผวนน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะกลับเข้าสู่เสถียรภาพได้ภายในปีนี้ อัตราดอกเบี้ยก็น่าที่จะมีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลกำลังให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ความสำเร็จของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับ การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องซึ่งจะโยงกับอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาท รวมทั้งการลดผลกระทบทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นี้จะต้องทำพร้อม ๆ กัน และมีความสมดุล มิใช่เน้นแก้ปัญหาที่คนรวยได้ประโยชน์เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับภาคการเงิน
ภาคการคลัง ภาคการผลิต และสังคม รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบเตือนภัยที่สามารถส่งสัญญาณให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและสามารถป้องกันได้ก่อนที่
เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นปัจจุบันจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต คาดว่าเศรษฐกิจไทยภายหลังจากการออกจากโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้การกำกับดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะมีโฉมใหม่ที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทนทาน และยืดหยุ่นต่อแรงกดดันภายนอกประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์ และมีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าและการเงินระหว่างประเทศ

ตารางการเบิกจ่ายเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะต้องเบิกจ่ายเป็นงวด รวม 12 งวด โดยประมาณ ดังนี้

งวดที่

วันที่

จำนวนล้าน SDR

เงื่อนไข

1

สิงหาคม 2540

1,200

วันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนอนุมัติคำขอกู้

2

30 พ.ย. 2540

600

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2540 การประเมินครั้งที่ 1

3

28 ก.พ. 2541

200

ปฏิบัติการเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2540 การประเมินครั้งที่ 2

4

31 พ.ค. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2541 การประเมินครั้งที่ 3

5

31 ส.ค. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2541 การประเมินครั้งที่ 4

6

30 พ.ย. 2541

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนกันยายน 2541 การประเมินครั้งที่ 5

7

28 ก.พ. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนธันวาคม 2541 การประเมินครั้งที่ 6

8

31 พ.ค. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมีนาคม 2542

9

31 ส.ค. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมิถุนายน 2542 การประเมินครั้งที่ 7

10

30 พ.ย. 2542

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนกันยายน 2542

11

28 ก.พ. 2543

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนธันวาคม 2542 การประเมินครั้งที่ 8

12

31 พ.ค. 2543

100

ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดทางการเงินการคลัง
ประจำเดือนมีนาคม 2543
รวม

2,900

หมายเหตุ : (1) ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางด้านการเงินการคลังที่ได้ตกลงในแต่ละงวดทางกองทุนฯ อาจระงับการเบิกจ่ายสำหรับงวดต่อไป

             (2) การเบิกจ่ายเงินกู้จากมิตรประเทศที่ร่วมให้เงินกู้ในวงเงินกู้ 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเบิกเป็นสัดส่วนในอัตราเดียวกับการเบิกเงินกู้จากกองทุนฯ


04/09/98 from  http://www.mof.go.th/fpobul/FFU001.htm

 

 

 

 

ในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ประเทศไทยประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าต่อเนื่องจากรัฐบาลบรรหาร ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท และทางการไทยเลือกที่จะปกป้องค่าเงินบาท จนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศแทบหมดสิ้น…สุดท้ายรัฐบาลพลเอกชวลิตประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” เมื่อวันที่ ๒ ก.ค. ๔๐

   หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยความวุ่นวายต่างๆ การปิดกิจการของบริษัทเงินทุนต่างๆ การเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก จนในที่สุดประเทศไทยต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF (เป็นการกู้ครั้งที่ ๕ นับตั้งแต่ไทยเป็นสมาชิกเมื่อ ๓ พ.ค. ๒๔๙๒) โดย IMF ให้ความช่วยเหลือด้าน “การเงิน” และด้าน “วิชาการ”

   หนังสือแสดงเจตจำนง หรือ Letter of Intent (LOI) ฉบับที่ ๑ ทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ ส.ค. ๔๐ เป็นสมัยของรัฐบาลพลเอกชวลิต โดยมี ดร.ทนง พิทยะ เป็นรมว.คลัง ต่อมาพลเอกชวลิตประกาศลาออกเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๔๐

   เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่ารัฐบาลที่มารับช่วงต่อคือรัฐบาลชวน ภาระต่างๆ ที่ต้องจัดการก็ยังมีอยู่มาก รวมถึงพันธะที่ได้ทำไว้กับ IMF ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต

   ผมยืนยันไว้ตรงนี้ว่า ผมไม่ขอกล่าวโทษแก่รัฐบาลพลเอกชวลิต เพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ขณะนั้น ทางเลือกของประเทศไทยมีอยู่ไม่มากครับ

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   เป็นที่แน่นอนว่ารัฐบาลชวน หลีกภัย หรือพรรคประชาธิปัตย์เองไม่ได้เป็นที่มาของ IMF 

   ประเด็นต่อมาก็คือใน LOI ฉบับที่ ๑ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีพันธะจะต้องปฏิบัติตามแนวทางและเงื่อนไขต่างๆ…” ทั้งนี้ก็เพราะในขณะนั้นไทยต้องใช้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือด้าน “วิชาการ”

   เรื่องของ “ด้านวิชาการ” ที่ IMF จะให้ความช่วยเหลือก็เพื่อให้ไทยได้ปรับโครงสร้างต่างๆ เพื่อก้าวให้พ้นวิกฤตเศรษฐกิจ (การช่วยเหลือไทยนี้จะด้วยความจริงใจหรือต้องการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์…ผมมิอาจกล่าวในที่นี้ได้ ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาแล้วกัน) เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะด้านพลังงาน ที่ IMF อ้างข้อดีมากมายว่าจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพ หรือลดภาระภาครัฐในสถานการณ์การคลังย่ำแย่ก็ตาม

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   จุดนี้ใช่หรือไม่ครับที่เป็นที่มาของกฎหมาย ๑๑ ฉบับ หรือกฎหมายขายชาติ ที่ผมเองก็ต่อต้าน แต่จะให้ทำยังไงครับในเมื่อ ณ ขณะนั้น ไทยยังอยู่ในพันธะของ IMF จะให้มีนายกชื่อพลเอกชวลิต, ชวน, บรรหาร หรือแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องทำตามพันธะนี้

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   นอกจากนี้พันธะของ IMF (ที่ไม่ได้มาจาก ปชป. อย่างที่หลายคนเข้าใจ) ก็ยังกำหนดให้ “เข้มงวดในการปรับเงินเดือนภาครัฐ…” จุดหมายก็เพื่อไม่ให้กระทบกับฐานะการคลังมากนัก

   ฉะนั้นแล้วการบริหารงานของสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, นายชวน หลีกภัย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงแต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

   ในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แท้จริงปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าได้แก้ไขไปมากแล้ว อีกทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศก็ได้เอื้ออำนวยกับการบริหารงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ การแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ด้วยกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ลดลงอย่างมาก และเปลี่ยนแนวมาเป็นการรุกโดยอาศัยแนวทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แม้ในช่วงแรกจะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งเรียกว่าฝ่ายโลกเสรีหรือฝ่ายทุนนิยม โดยมีสัมพันธภาพกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ประเทศแถบลาตินอเมริกา แถบตะวันออกกลาง รวมถึงในแถบเอเซีย ยกเว้นประเทศเวียดนาม พม่า และอีกฝ่ายหนึ่งคือ สหภาพโซเวียต ซึ่งเรียกว่าฝ่ายสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ โดยประกอบด้วยประเทศที่มีการปกครองในระบอบสังคมนิยมเหมือนกัน เช่น ประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก คือ เยอรมันตะวันออก เชคโกสโลวาเกีย โรมาเนีย โปแลนด์ ฯลฯ ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาบางประเทศ เช่น คิวบา และเนื่องจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้แข่งขันกันสะสมอาวุธต่างๆ โดยเฉพาะระเบิดนิวเคลียร์ จึงเรียกบรรยากาศในยุคนี้ว่า “สงครามเย็น”
ประเทศในกลุ่มโลกเสรีหรือทุนนิยมแตกต่างจากกลุ่มสังคมนิยม คือเอกชนสามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ทำให้เกิดการแข่งขันในการผลิตและสะสมทุน ผลทำให้การพัฒนาประเทศในกลุ่มทุนนิยมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มสังคมนิยมแล้วจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในฝ่ายทุนนิยม และมีสัมพันธภาพอันดีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในกลุ่มทุนนิยมเช่นเดียวกัน
ประเทศไทยได้วางแผนการพัฒนาประเทศโดยเน้นให้ความสำคัญในด้านอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑ ซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงจำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร รวมทั้งวัตถุดิบ ซึ่งต้องใช้ทุนเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันการสะสมเงินออมในประเทศมีไม่เพียงพอต่อการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๓๘ ก็พัฒนาได้ค่อนข้างจะต่อเนื่อง แต่การกระจายรายได้อย่างไม่เสมอภาคก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งแม้กระนั้นประเทศไทยก็ยังยึดแนวทางในระบบทุนนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดมา สำหรับการพัฒนาก็โดยอาศัยทุนจากต่างประเทศ และนำเข้าเทคโนโลยีต่างๆ การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูง การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็เติบโตในอัตราสูงเช่นกัน จนทำให้ไทยได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) และเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย
   ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๔ รัฐบาลได้พยายามเปิดเสรีทางการค้า ชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้โดยมีการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ และการเปิดให้มีสัมปทานสาธารณูปโภคต่าง ๆ ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อมารัฐบาลก็ได้พยายามที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ จึงได้มีมาตรการผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนทางการเงินในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีผลทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกในปริมาณที่มากขึ้น และผลักดันให้ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมีมาตรฐานสากล โดยให้ธนาคารดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS (Bank for International Settlemtents)  และในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐบาลก็ได้ออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ยื่นขออนุญาตเพื่อประกอบกิจการวิเทศธนกิจ BIBFs (Bangkok International Banking Facilities) ได้
จากตารางด้านล่างแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ประเทศไทยเปิดตลาดการเงินเป็นระบบเสรีที่เรียกว่า BIBFs ส่งผลให้การปล่อยกู้ของสถาบันการเงินไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ กลับมีเงินฝากทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ ๑๓ บ่งบอกถึงช่องว่างระหว่างเงินฝากกับสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีระยะกว้างมากขึ้นส่อเค้าอันตราย 
การปล่อยสินเชื่อเมื่อเทียบกับปีก่อน
 

 

พ.ศ.2536

(เริ่มBIBFs)

พ.ศ.2537 พ.ศ.2538
พ.ศ. 2535 ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อทั้งระบบ    2.18  ล้านล้านบาท

 

เพิ่มขึ้น 23% เพิ่มขึ้น 28% เพิ่มขึ้น 23%
บริษัทเงินทุน

 

  เพิ่มขึ้น 37% เพิ่มขึ้น 23%

                 จากตารางด้านล่างแสดงลักษณะการปล่อยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 บริษัทเงินทุนได้ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อส่วนบุคคลเมื่อรวมกันแล้วมีค่าสูงถึงประมาณร้อยละ ๕๐ และแม้จะล่วงเข้าปี พ.ศ. 2539 ก็ยังคงมีสัดส่วนที่สูงเช่นเดิม 

 การปล่อยกู้ช่วงปี 2536 – 2538

 

บริษัทเงินทุน ธนาคารพาณิชย์
อสังหาริมทรัพย์

 

25% 10%
การบริโภคส่วนบุคคล

 

24-29% 12-13%

 

              ตารางต่อไปนี้แสดงถึงปริมาณการกู้เงินภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสถาบันและหน่วยงานภาคเอกชนได้กู้หนี้จากต่างประเทศด้วยอีกประมาณ 25,000ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี พ.ศ. 2536 – 2538 โดยหนี้ส่วนมากเป็นหนี้ระยะสั้นอีกด้วย ในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อส่วนบุคคลส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่ใช่ภาคการผลิตที่แท้จริง ในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่สมดุลกับความต้องการของตลาด ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบถึงสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ทำให้ขาดสภาพคล่องไม่สามารถชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ต่างประเทศได้เช่นกัน 

  พ.ศ.2535 พ.ศ.2536 พ.ศ.2539
การกู้เงินภาคเอกชน(ล้านเหรียญสหรัฐ) USD

 

43,621 52,107 90,536

 

จากสาเหตุดังกล่าว กองทุนการเงินข้ามชาติภาคเอกชนที่แสวงหากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ได้พยายามกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยายามรักษาค่าเงินบาทด้วยวิธีต่างๆ  แต่ผลกลับปรากฏว่าทุนสำรองลดน้อยลง จนต้องประกาศให้ค่าเงินบาทที่ใช้ระบบตะกร้าเงินมาเป็นระบบลอยตัว ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจาก ๒๕ บาท เป็น ๔๑ บาทต่อเหรียญสหรัฐโดยประมาณในระยะเวลาอันรวดเร็ว  ผลกระทบที่ตามมาก็คือทำให้หนี้เงินกู้จากต่างประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสถาบันการเงินหลายแห่งขาดสภาพคล่องจนกระทั่งต้องถูกสั่งปิดเป็นการถาวร ๕๖ แห่ง  และยังส่งผลถึงธนาคารพาณิชย์อีก ๓ แห่ง ที่ถูกสั่งให้ลดทุนและอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นเสมือนการปิดกิจการเช่นกันเพียงแต่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากให้ 

 ผลกระทบยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ปัญหายังได้ส่งผลถึงสภาพคล่องของภาคธุรกิจด้วย และจากการที่ทุนสำรองลดลงอย่างมากทำให้รัฐบาลต้องขอรับการช่วยเหลือจาก IMF ในที่สุด และ IMF ก็ได้เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมากจากจุดนี้เป็นต้นไป

เหตุแห่งทาสในเรือนเบี้ย

              นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ไว้ว่า บทบาทของ IMF เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสร็จสิ้นลง กล่าวได้ว่าเป็นแผนการของสหรัฐอเมริกาภายใต้การขับเคลื่อนของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council for Foreign Relations : CFR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่เป็นทางการของผู้นำกลุ่มทุน และกลุ่มอำนาจต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา สำหรับการจัดตั้ง IMFก็เพื่อจัดระเบียบการเงินและรักษาระดับค่าเงินตราของประเทศต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยการทำให้เงินสกุลดอลลาร์เป็นสกุลมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกาให้เหตุผลว่า เงินปอนด์ของอังกฤษและเงินฟรังก์ของฝรั่งเศสที่เคยเป็นเงินสกุลหลัก มีปัญหาปรวนแปร อันเกิดจากการเสื่อมค่าในภาวะวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งไม่สมควรที่จะเป็นเงินสกุลหลักหรือเป็นมาตรฐานกลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไปดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงได้วางแผนให้ทุกประเทศเทียบค่าของเงินตราของตนเองไว้กับค่าของดอลลาร์ และกำหนดให้ค่าดอลลาร์เทียบค่าไว้กับทองคำในอัตรา 1 ออนซ์ เท่ากับ 35 ดอลลาร์ (1 ออนซ์ = 28.35 กรัม) ด้วยหลักการเช่นนี้ จึงทำให้ค่าเงินตราของทุกประเทศเป็นค่า “มาตรฐานทองคำ Gold exchange standard” โดยมีสหรัฐอเมริกาและIMF ผลักดันให้ทุกประเทศใช้มาตรฐานนี้ติดต่อกันมา จนสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากการเงินของสหรัฐอเมริกาประสบภาวะวิกฤตเพราะผลิตดอลลาร์ออกมาใช้ในสงครามเวียตนามจำนวนมากเกินไป   จนทำให้อัตราเทียบค่า 35 ดอลลาร์เท่ากับทองคำ 1 ออนซ์ไม่เป็นจริง อย่างไรก็ตาม แม้ภารกิจหลักในการทำให้เงินตราทุกประเทศอิงค่าไว้กับทองคำได้สิ้นสุดลง แต่บทบาทของ IMF ในการจัดระเบียบและแทรกแซงระบบการเงินของโลกก็มิได้ยุติลงไปด้วย ซึ่งไทยก็เป็นชาติหนึ่งที่ตกเข้าสู่วังวนนี้

   โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้ากระบวนการกู้ยืมเงินจาก IMF ก็เริ่มเกิดข้อผูกพันต่อชาติในทันที มีข้อตกลงเป็นสนธิสัญญาต่อกันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ในระยะเวลาที่ตีกรอบไว้ให้ โดยที่ประชาชนไม่อาจล่วงรู้รายละเอียดเหล่านี้ได้เลย ดังเช่นเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๑ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าแม้แต่นักการเมืองด้วยกันก็ยังไม่ทราบข้อตกลงหรือแม้แต่ในคณะรัฐมนตรีก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเงื่อนไขเหล่านี้คืออะไร (ตามข้อมูลข้างต้น)

 

               หากมองย้อนถึงที่มาของวิกฤตที่เกิดขึ้นในไทยซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจต้องพังพินาศในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นี้ กล่าวได้ว่าเพราะชนชั้นนำของไทยหลงใหลมายาตลาดเงินเสรีว่าจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎข้อที่ ๘ ว่าด้วยการเปิดเสรีทางการเงินของ IMF นอกจากนี้ แม้ว่า IMF จะชอบเตือนและสั่งสอนรัฐบาลไทยอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมเตือนไปก็คือ หากเปิดเสรีทางการเงินโดยที่ยังไม่พร้อม ประเทศไทยจะเผชิญหายนะที่รุนแรงดังเช่นที่หลายๆ ประเทศเคยประสบมาแล้วเมื่อเกิดวิกฤตฟองสบู่ ชนชั้นนำของไทยก็หลงคิดไปว่า หากยอมทำตามเงื่อนไขของ IMF แล้ว สงครามการเงินจะสิ้นสุดลง แต่ผลกลับตรงกันข้าม ค่าเงินไทยก็ยังคงตกต่ำลง โดยที่ IMF ไม่ได้ช่วยไทยเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่จะเจรจากับบรรดานักปั่นหุ้น นักปั่นเงินระดับโลก และกองทุนเก็งกำไรทั้งหลายให้หยุดทำลายค่าเงินไทย IMF กลับปล่อยให้ค่าเงินไทยถูกทำลายอยู่ต่อไปจนทุนสำรองแทบพังพินาศสิ้น  จากนั้นยังแนะนำทางรอดให้ไทยด้วยการให้ไทยกู้หนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้โดยที่ไม่มีใครตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์นี้เลยว่าเป็นการแก้ปัญหา หรือสร้างภาระหนี้ที่หนักหน่วงเพิ่มยิ่งขึ้น  

ตัวอย่างแสดงเงื่อนไขที่ไทยต้องปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตจำนงกับ IMF

 หนังสือแสดงเจตจำนงLetter of Intent

 

 สาระสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินการด้านกฎหมาย
ฉบับที่ 1(14 สิงหาคม2540) 1. …2. …3. …
ฉบับที่ 2(24พฤศจิกายน 2540) 1. …2. ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายที่จำเป็น ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นบริษัทจำกัดภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ …       สำหรับกฎหมายทางด้านการเงิน ก็ได้มีการทบทวนและแก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งจะได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติเงินตรา เพื่อให้การออกกฎหมายสำหรับการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยทันสมัยขึ้น …

 

ฉบับที่ 3(28 กุมภาพันธ์2541)

 

1. …2. …3. …
 …

 

 …

              นอกจากนี้หากค้นหาความจริงของประเทศต่างๆ ซึ่งด้อยพัฒนากว่าประเทศไทย และต้องขึ้นต่อแนวนโยบายและเงื่อนไขของ IMF ปรากฏว่า ไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวที่สามารถพัฒนาขึ้นกลายเป็นประเทศที่รุ่งเรืองได้ อย่างเช่น ประเทศเม็กซิโก ที่ IMF อ้างว่าพ้นวิกฤต และข่าวสารตะวันตกสร้างภาพว่าพ้นวิกฤตแล้ว เพราะสามารถจ่ายเงินกู้อเมริกาได้ แต่ที่แท้ก็คือการสร้างภาพมายา เพราะเงินที่ใช้คืนก็คือเงินที่ไปกู้มาใหม่กรณีโปแลนด์ หลังจากที่นายทุนต่างชาติเข้ายึดครอง กิจการขนาดใหญ่ก็สามารถทำกำไรได้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอีกช่วงหนึ่ง ข่าวสารตะวันตกก็ออกข่าวสร้างภาพความรุ่งเรืองครั้งใหม่ แต่ทุนไร้พรมแดนที่ไปลงทุนส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุนที่ลงทุนทำการผลิตจริง แต่เป็นทุนเก็งกำไร ผลที่ตามมาคือฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ โปแลนด์ได้เผชิญวิกฤตครั้งใหม่ที่หนักกว่าเดิม นอกจากนี้นโยบายของIMF ยังก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในหลายประเทศเช่น เวเนซูเอล่า โมร็อคโค อินเดีย โบลิเวีย จนกระทั่งนักวิชาการประเทศโลกที่สาม เรียกสงครามนี้ว่าการลุกขึ้นสู้ IMF (IMF Riots) ซึ่งเกิดจากแนวทางของ IMF ได้ผลักหายนะทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนที่ยากจน เช่น ความล่มสลายทางเศรษฐกิจของอาเจนตินา  ทำให้ประชาชนนับแสนรวมตัวประท้วงรัฐบาลเมื่อปี พ.ศ. 2545

 

 

 หากพิจารณารูปแบบของสงครามหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เปลี่ยนจากสงครามที่ใช้กำลังกองทัพเข้าทำลายกัน สู่สงครามเย็นหรือสงครามด้านข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะทั้งอเมริกาและรัสเซียต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง ทำให้อเมริกามีการวางแนวยุทธศาสตร์ใหม่ มีเป้าหมายใหญ่คือการดำรงฐานะการนำสูงสุดของอเมริกาในเวทีทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ ยุคหลังสงครามเย็นจึงกลายเป็นสงครามแบบใหม่ เป้าหมายไม่ใช่ยึดอาณาเขตเป็นสำคัญ แต่คือการยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของสภาวะสงคราม คือการปล้นชิงความมั่งคั่ง ผู้ชนะคือผู้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยจากการครอบครองเหนือตลาดเหนือการผลิต และเหนือวัฒนธรรมการบริโภคการดำเนินชีวิตสำหรับผู้แพ้สงครามก็คือผู้ตกเป็นทาส ทาสที่เกือบจะไม่มีทางปลดปล่อยตัวเองได้ ทาสที่มีชีวิตอยู่กับหายนะที่รุนแรงและหนักหน่วงและเป็นหายนะที่ยาวนาน เพราะประเทศที่แพ้สงครามต้องตกเป็นทาสเงินกู้ ประชาชนมีชีวิตอยู่เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ หนี้ที่มีแต่ขยายตัวและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น และเมื่อประเทศใดทำสนธิสัญญากับ IMF ก็เหมือนกับว่าได้ก้าวเข้าสู่ภาวะแห่งความเป็นทาสเรียบร้อยแล้ว โดยประเทศผู้กู้ จะถูก IMF เข้าไปจัดการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ประเทศผู้กู้ทำตาม และเนื่องจาก IMF เกิดจากการลงขันถือหุ้นของประเทศมหาอำนาจ และมีสมาชิกขยายไปทั่วโลก โดยใช้หลักการหุ้นใหญ่ออกเสียงได้มาก หุ้นน้อยออกเสียงได้น้อย ทำให้มติของ IMF จึงถูกครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และมักมีบทบาทในการจัดระเบียบและเข้าแทรกแซงระบบการเงินของโลกและประเทศสมาชิก

ด้วยการเข้าครอบงำเช่นนี้ทำให้กฎเกณฑ์ข้อแนะนำหลายๆ ครั้งของ IMF มักไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและข้อจำกัดของประเทศผู้กู้ กลายเป็นการซ้ำเติมประเทศผู้กู้ให้ได้รับความเสียหายถึงขั้นวิกฤตร้ายแรง ทั้งรัฐบาลและเอกชนของประเทศนั้นๆ ต้องประสบปัญหาล้มละลาย ต้องขายทรัพย์สินให้ต่างชาติ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้สินให้แก่ IMF และหนี้อื่นๆ โดยแปรรูปรัฐวิสาหกิจสำหรับภาครัฐ ส่วนภาคเอกชนนอกจากการบีบให้ขายหุ้นแล้วยังอาจบังคับให้ขายทรัพย์สินโดยตรง เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามากวาดซื้อทรัพย์สินเลหลังถูกๆ ไปเป็นของต่างชาติ หรือให้เปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนข้ามชาติสามารถเปิดดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนก็ย่ำแย่ลงเมื่อเปรียบเทียบกับยุคที่ยังไม่ได้รับเงื่อนไขของ IMF มาปฏิบัติ ภาวะแห่งความเป็นทาสทางเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งใน เม็กซิโก อาเจนตินา ซิลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ฯลฯ ซึ่งต้องเสียเอกราชทางเศรษฐกิจหลายๆ ส่วนไปให้ต่างชาติในที่สุดเมื่อพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ของประเทศต่างๆ นำมาเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์ของประเทศไทยจะเห็นได้ว่า แม้ต้นเหตุและปัญหาจะต่างกันไป แต่เมื่อได้เข้าสู่กระบวนการพึ่งพา IMF โดยกู้ยืมและทำสนธิสัญญาผูกพันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของ IMF แล้ว ผลปรากฏว่า ปัญหาซึ่งเดิมก็หนักอยู่แล้วกลับยิ่งถูกกระหน่ำซ้ำเติมให้ดิ่งลงเหวยิ่งขึ้น กรณีของประเทศไทยก็เช่นกัน หลังการกู้ IMFทางการไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น§ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การตัดรายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการต่างๆ รวมถึงการศึกษา วิจัย และรายจ่ายที่ไม่เกิดผลผลิต§ ให้ไทยเปิดตลาดเป็นระบบการค้าเสรีอย่างเต็มที่ กดดันให้ลดภาษี ลดข้อจำกัดในด้านการลงทุนทั้งส่วนที่เกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้น อีกทั้งสินค้าที่มีการผูกขาดก็ให้มีการแข่งขันอย่างเสรี§กำหนดให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติมีโอกาสในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเข้าบริหารกิจการรัฐวิสาหกิจได้อย่างเต็มที่ และให้ขึ้นค่าสาธารณูปโภคให้สูงกว่าต้นทุน เพื่อทำกำไรหลังจากที่ทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นแล้ว เรียกว่าทำสินค้าให้มีราคาดี แต่เอากิจการไปขายถูกให้ต่างชาติ§ ให้ไทยปฏิรูปกฎหมายเพื่อรองรับในการเข้ามาลงทุน เช่น การถือครองกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ การลดระยะเวลายึดทรัพย์ในส่วนของกฎหมายล้มละลาย ฯลฯ§ ให้ไทยยุบทุนสำรองเงินตราหรือคลังหลวงซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายของค่าเงินบาทไทยไปรวมกับทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศ เรียก “การรวมบัญชี” โดยอ้างว่าเพื่อความคล่องตัวในการบริหารทุนสำรอง แต่ถ้าหากไทยถูกโจมตีค่าเงินอีกครั้งจะล้มละลายในทันที และกิจการต่างๆ ในประเทศจะถูกทุนต่างชาติเข้าครอบครองจนหมดสิ้น เป็นการสูญเสียเอกราชอย่างแท้จริงจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขหลายประการส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเป็นวงกว้างโดย IMF ไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนาหรือขนบประเพณีแต่อย่างใดเลย  IMF เห็นความสำคัญเฉพาะเรื่องเงิน ทุน การลงทุน รายได้ กำไร ฯลฯ เป็นสำคัญ และโดยมากเป็นการสร้างความได้เปรียบและเอื้อประโยชน์เฉพาะทุนต่างชาติ ขณะที่ชาติเหล่านั้นค่อยๆ อัปปางและจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ


              ดังนั้นนักวิชาการชั้นนำหลายท่านจึงตั้งข้อสังเกตถึงวิกฤตการณ์ในไทยครั้งนี้ว่า  IMF มีส่วนสำคัญยิ่งในการล่อหลอกประเทศไทยให้หลงกลมายา หลงแสงสี และยอมตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามคำแนะนำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กฎเกณฑ์เหล่านั้นเหมือนเกลียวเชือกที่ ผูกเงื่อนมัดตนเองไปทีละเงื่อนๆ เมื่อแน่นหนามากเข้าจนไม่อาจไหวติงได้แล้ว ก็ต้องหันไปพึ่ง IMF ซึ่งคิดว่าช่วยแก้ปมเหล่านั้นได้ หารู้ไม่ว่าเงื่อนที่มัดแน่นหนาเหล่านั้นก็มาจากกฎระเบียบที่ IMF ได้วางกลหลอกล่อเอาไว้ และเมื่อไทยต้องกู้และพึ่งกระบวนการของ IMF อย่างเต็มที่แล้ว ไทยก็กลับต้องเผชิญกับปัญหานานาประการ และมีข้อเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น ในขณะที่คำแนะนำของ IMF กลับเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ทุนต่างชาติมากยิ่งกว่า

 

๑๙ วิกฤตเศรษฐกิจ ทุนสำรอง ๒ โอ่งย่อยยับ

“…เวลานี้คนกำลังวิ่งตามไอ้หลังลาย (อเมริกา)มันกำลังจะตายรู้ไหมล่ะ ไอ้หลังลายก็ธนบัตรนั่นแหละจะเป็นอะไร ท่านมีมาไว้สำหรับความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันธรรมดา ท่านไม่ได้มีมาไว้ให้คนเป็นบ้าวิ่งตามไอ้หลังลายนะ ไอ้หลังลายก็ประสากระดาษจะมีอะไร มาสมมุติขึ้นใช้ธรรมดา แต่นี้มันไม่ได้เพียงเท่านี้มันดีดมันดิ้นเลยไอ้หลังลายไป ไอ้หลังลายเป็นเจ้าอำนาจใหญ่โตละทุกวันนี้ บีบบี้สีไฟโลกให้ดีดให้ดิ้นไปทั่วหน้ากันหมดเศรษฐีก็ไม่พอ ไอ้หลังลายคว้าเรื่อยๆ เวลาตายแล้วไม่เห็นไอ้หลังลายไปเผา ก็มีแต่ฟืนแต่ไฟ มีแต่ถ่านมีแต่ไฟฟ้าเผากันเท่านั้น ไอ้หลังลายมันเฉยไม่เห็นมีอะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ดิ้นกับมันจนจะเป็นจะตาย ได้มาเท่าไรไม่พอได้ไอ้หลังลายนี่ ไม่มีใครพอ ดีดตลอดเวลา นี่ละถึงได้ว่าพวกบ้ากับไอ้หลังลาย เอามาใช้เฉยๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าเอามาใช้เป็นความสะดวกต่อกันเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเอามาใช้จนกระทั่งไอ้หลังลายเผาหัวคนแทนไฟ…”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน “ความโลภจะทำลายชาติ” ๒๑ พ.ย. ๒๕๔๘ “…มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นเหยียบหัวคน ๆ อะไรก็ไม่รู้ ดินน้ำลมไฟต้นไม้ภูเขาแร่ธาตุต่าง ๆ ก็มีอยู่เต็มแผ่นดินแต่ไหนแต่ไรมา เอามาสมมุติเป็นเงินเท่านั้นก็เป็นบ้ากัน กระดาษเห็นไหมล่ะเอามาพิมพ์เป็นไอ้หลังลายมันเหยียบหัวคนแหลกหมด เวลานี้ไอ้หลังลายมีอำนาจมากนะ คนเอามาใช้ให้ได้ประโยชน์มันไม่ได้เป็นประโยชน์ มันเป็นโทษแก่คนเพราะคนไม่รู้จักประมาณ ถ้ารู้จักประมาณสิ่งเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ทั้งนั้น เพราะท่านทำไว้เพื่อเป็นประโยชน์ไม่ใช่ทำเพื่อความฉิบหายอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ โถ เห่อเป็นบ้ากันเลยนะ กระดาษ ถ้าว่าเงินเหรียญก็แร่ธาตุต่าง ๆ เหมือนหินนั่นผิดแปลกอะไรกัน มันหากเป็นบ้ากันเฉย ๆ มนุษย์เรา อยู่ที่ไหนเหมือนกงจักรนะหมุนติ้ว ๆ อยู่ภายในใจ กิริยาอาการร่างกายภายนอกนี้เก็บไว้ประดับหน้าร้าน ดูว่าสงบเสงี่ยม ภายในเป็นไฟ ๆ อยู่ ดูภายในนั่นซิ นี่คิดภายในนะที่เอามาพูดนี่ไม่ได้คิดภายนอกนะ…”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน “ความพอดี” ๗ ก.ค. ๒๕๓๘

วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็ว“แบบก้าวกระโดด” ขณะที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังไม่เข้มแข็ง จุดตั้งต้นของวิกฤตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเริ่มตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อได้มีการตัดสินใจจะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค และมีความชัดเจนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เมื่อได้เริ่มดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน ในขณะที่ยังคงรักษาช่วง (band) อัตราการแลกเปลี่ยนที่แคบมากไว้ (ประมาณ ๒๕ บาท เท่ากับ ๑ เหรียญสหรัฐ) แทนที่จะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากกว่านี้  ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายทางการเงินครั้งสำคัญ และกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. ๒๕๔๐

p19.01.jpg

*วิเทศธนกิจ (BIBF: Bangkok International Banking Facility)  หมายถึง กิจการการกู้ยืมเงินโดยมีแหล่งเงินจากต่างประเทศ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทยครั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากการก่อหนี้ของภาคเอกชน ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินของรัฐดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของระบบการเงินการคลัง การเปิดเสรีทางการเงินมีส่วนทำให้การก่อหนี้บานปลายโดยเฉพาะหนี้สินต่างประเทศ บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยขยายการลงทุนจนเกินความต้องการ ขณะที่ความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงิน ความตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และนโยบายอัตราค่าเงินบาทคงที่ ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ กระทั่งขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ความผิดพลาดในเชิงนโยบายทางการเงินและการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนปรน เป็นเหตุจูงใจให้บรรดากองทุนเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่หรือกองทุนเก็งกำไรที่เรียกว่า เฮจฟันด์ (Hedge Fund) เห็นโอกาสเข้าโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่งเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นประชาชนผู้ออมก็เกิดความไม่มั่นใจในด้านคุณภาพของสินทรัพย์และความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินและของธนาคารพาณิชย์บางแห่งอีกด้วย และเมื่อมีข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางว่าสถาบันการเงินบางแห่งประสบปัญหาจนถึงขั้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปอีกได้ ยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และพากันระดมถอนเงินที่ฝากไว้

ในขณะนั้นสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ก็มีปัญหาขาดสภาพคล่องในการไถ่ถอนเงินฝากของประชาชน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ)ให้การสนับสนุนสภาพคล่องด้วยการให้กู้ยืมตามความต้องการทุกกรณี แต่ได้กำหนดให้ผู้กู้ยืม(คือสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์) นำเอาสินทรัพย์ ๒ เท่ามาเป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวแต่เนื่องจากมีการวิเคราะห์และมีข่าวลือต่างๆ สะพัดออกมามากมาย กลายเป็นการเร่งให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นและพากันระดมถอนเงินฝากมากขึ้นไปอีก ตกเป็นภาระของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งทวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะต่อมา

p19.02.jpg

 

 

 

จากจุดนี้ทำให้รัฐบาลโดยข้อเสนอสุดท้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว โดยสั่งปิดรอบแรกจำนวน ๑๖ แห่งในวันที่ ๒๗มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ และรอบที่ ๒ อีก ๔๒ แห่งในวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ รวม ๕๘ แห่ง และรัฐบาลยังได้ประกาศนโยบายค้ำประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินอีกด้วย ทั้งนี้ได้ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยว่าผู้ฝากบางประเภทยังคงสามารถถอนเงินฝากได้ และสำหรับผู้ฝากเงินอีกบางประเภทได้ให้ย้ายเงินฝากไปยังสถาบันการเงินของรัฐ คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะกำหนดให้เปิดรับการชำระหนี้คืนได้ แต่เนื่องจากสถาบันการเงินทั้ง ๕๘ แห่งไม่สามารถให้บริการด้านธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ซึ่งถือเป็นปกติวิสัยของลูกค้าสินเชื่อโดยทั่วไป จึงทำให้ฐานะและการดำเนินงานของลูกค้าด้านสินเชื่อได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันทีคุณภาพของสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเหล่านี้จึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพสินทรัพย์ของระบบการเงินของประเทศที่เหลือจึงเสื่อมคุณภาพไปด้วย เท่ากับเป็นการซ้ำเติมการถดถอยของระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงภาวะวิกฤตให้หนักยิ่งขึ้น และเนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นนิติบุคคลในธนาคารแห่งประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงกลาย “เป็นหนี้สาธารณะ” และเป็นภาระของชาติ

เงินบาทไม่เป็นเศษกระดาษ..เพราะโอ่งคลังหลวง
              ในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ จากการโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องของกองทุนเก็งกำไรตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่งเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ลอยตัวค่าเงินหรือทำให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นขึ้นทำให้ต้องสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐  ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขปัญหาการโจมตีค่าเงินบาทโดยการทุ่มเททุนสำรองระหว่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลเข้ามาพยุงหรือปกป้องค่าเงินบาทอย่างขาดความรอบคอบ ส่งผลให้สูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจากเดิมที่เคยมีถึงประมาณ ๓๙,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เหลือ ๒๖,๖๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐) และลดลงเหลือ ๒,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ (เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐) ประเทศไทยจึงต้องประสบกับภาวะล้มละลายทางการเงินจนต้องยอม “ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ จนกระทั่งในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ นับจากต้นปีได้เพียง ๗ เดือนเศษ ทุนสำรองระหว่างประเทศสุทธิก็ได้ลดลงเหลือเพียง ๑๕๘ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
p19.03.jpg

ตารางที่ 1
องค์ประกอบของทุนสำรองทางการของไทย
ณ วันที่ 13กุมภาพันธ์ พ.ศ.2540

ประเภทบัญชี/ทุนสำรอง   

 

ปริมาณเงิน 
(พันล้านเหรียญสหรัฐ)  

 

ร้อยละของ
ทุนสำรองทางการ

 

ร้อยละของ
ทุนสำรองทางการสุทธิ

 

1. บัญชีทุนสำรองเงินตรา[1]

 

21.32

 

55.1

 

80.15

 

2. บัญชีทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน

 

0.69

 

1.8

 

2.59

 

3. บัญชีทุนสำรองทั่วไป

16.64

4. หัก:ภาระผูกพันล่วงหน้า      12.05

 4.59  43.0  17.26
5. เงินทุนสำรองทางการ

(1) + (2) + (3)

38.65 100.0 100.0
6. เงินทุนสำรองทางการสุทธิ (5) – (4) 26.60

 

   


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สภาพการเงินของประเทศในตอนนั้นจึงถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสารพัดอย่าง เช่น ปัญหาความไม่เพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศปัญหาความไม่มั่นใจของประชาชนผู้ออมในระบบการเงินไทยซึ่งต่อมาได้ขยายตัวเป็นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นการทั่วไป และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย ความมั่นคงของระบบการเงิน สภาพการประกอบการของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง การขาดรายได้ของประชาชนทุกระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของประชาชนที่มีรายได้น้อย อันส่งผลให้เกิดผลกระทบด้านสังคม และสภาพของเศรษฐกิจสังคมไทย มิหนำซ้ำยังต้องประสบกับภาวะการขาดความไม่มั่นใจทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ กล่าวได้ว่าเป็นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

 (ล้านเหรียญ)  

สิ้นปี

2539

 

 กุมภาพันธ์ 2540

 

มิถุนายน

2540

 

 

สิงหาคม

2540

 

 ทุนสำรองทางการสุทธิ

 

 39,000

 

 26,600

 

 2,800

 

 158

 

(ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ข้อเท็จจริงในด้านนโยบายเกี่ยวกับ ปรส..”: ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์”))

[1] ภาระผูกพันล่วงหน้า (คือการทำธุรกรรม swap 12.05 พันล้านเหรียญฯ) ไม่ส่งผลกระทบทุนสำรองเงินตรา(โอ่งคลังหลวง) เนื่องจากพ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ห้ามนำทุนสำรองเงินตราไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากเป็นทุนหนุนหลังการออกธนบัตร โอ่งคลังหลวงจึงยังมั่นคงปลอดภัยและมีบทบาทสูงสุดในขณะนั้นในการพยุงค่าเงินบาทไว้มิให้พังพินาศไปยิ่งกว่านี้

p19.8.jpg

 

กู้ IMFเพิ่มทุนสำรอง         
เมื่อทุนสำรองทางการลดน้อยลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในความสามารถชำระเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขหรือหามาตรการใดมารองรับผลเสียหายอาจถึงขั้นต่างประเทศไม่ยอมรับเลตเตอร์ออฟเครดิต (Letter of Credit) ซึ่งใช้สั่งสินค้าและวัตถุดิบเพื่อการผลิต เศรษฐกิจไทยก็จะต้องประสบกับภาวะชะงักงัน เพราะไม่มีวัตถุดิบเพื่อการผลิตสำหรับส่งออก และผลิตเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับประชาชนภายในประเทศ รัฐบาลจึงต้องยอมลดค่าเงินเพื่อดึงความเชื่อถือของต่างประเทศให้กลับมาในระดับหนึ่งด้วยการประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) โดยกู้ในวงเงิน ๑๔,๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำเงินที่กู้ไปทดแทนทุนสำรองซึ่งร่อยหรอลงจากภาวะวิกฤต โดยรัฐบาลมิได้นำเงินกู้นี้ไปใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ขอความช่วยเหลือจาก IMF เมื่อวันที่ ๑๔สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๐ ทำให้รัฐบาลต้องผูกพันเงื่อนไขกับ IMF ไว้หลายประการ โดยถือเป็นการผูกพันต่อภาครัฐด้วย ทำให้รัฐบาลต้องมีวาระการพิจารณาร่างหนังสือแสดงเจตจำนงก่อนลงนามผูกพันโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรียังมีมติแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของ IMF ดังนี้ 

              “ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามเงื่อนไขเวลาและเป้าหมายที่ได้ตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศต่อไป
เงื่อนไขหนึ่งที่ถูกกำหนดในหนังสือแสดงเจตจำนงกับ IMF ก็คือจะดำเนินนโยบายการคลังที่เข้มงวดโดยได้กำหนดว่าจะต้องมีงบประมาณเกินดุล และหากรายได้ของรัฐมีไม่พอจะต้องขึ้นภาษี (ต่อมาได้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ ๗ เป็นร้อยละ ๑๐) ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินตึงตัวคือให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศคงไว้ในระดับสูงเพื่อหยุดยั้งการไหลออกของเงินตราต่างประเทศนอกจากนี้ต้องจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และปลอดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ มาทำหน้าที่แก้ปัญหา ๕๘ สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ โดยแยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดีออกจากสินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพ และมีมาตรการให้รัฐคุ้มครองผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน

p19.05.jpg

p19.06.jpg

บางส่วนไปด้วย รวมทั้งได้กำหนดให้รัฐเป็นผู้รับความเสียหายทั้งหมดในอนาคตต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๔๐ จัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”(ปรส.) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นไป เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการทั้ง ๕๘ แห่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการปรส.มีมติว่า สามารถฟื้นฟูให้ดำเนินกิจการต่อไปได้เพียง ๒ แห่ง ที่เหลืออีก ๕๖ แห่งไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้ และนำเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีต่อไป
สำหรับผลกระทบจากการปิดกิจการสถาบันการเงิน ๕๘ แห่งนานถึง ๗-๙ เดือน ทำให้ลูกหนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก กลายเป็นลูกหนี้เสียเกือบทั้งหมด จากนั้น ปรส. ได้ดำเนินการต่อ โดยนำสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ไม่ผ่านเกณฑ์ให้ตกไปเป็นสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ และเข้าสู่กระบวนการ ปรส. โดยจัดจำหน่ายด้วยวิธีการประมูลขายสินทรัพย์ทั้งหมดออกไป เพื่อให้สินทรัพย์เหล่านั้นถูกถ่ายโอนไปสู่มือของเอกชน หวังช่วยให้การแก้ปัญหาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำได้โดยเร็ว ช่วยให้กิจการของลูกหนี้ฟื้นตัวได้เร็ว และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วยในแง่ของการจ้างงาน สร้างรายได้และรักษารายได้ของประชาชนที่เกี่ยวข้อง
          จากปัญหาในด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัญหาในด้านภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง ปัญหาในด้านสภาพคล่องและการประกอบธุรกรรมทางด้านการเงิน ปัญหาวงจรธุรกิจที่ได้เคยมีกับลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการได้ขาดสะบั้นลง ปัญหาค่าเงินบาทที่ได้ลดลงทำให้ภาระหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น และปัญหาความไม่สามารถอำนวยสภาพคล่องของระบบสถาบันการเงินเป็นการทั่วไป ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ย่อมจะกระทบต่อฐานะและการดำเนินงานของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งในด้านการเงิน การผลิต การตลาด และการจ้างงาน รวมทั้งความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งในท้ายที่สุดจะมีผลในด้านคุณภาพของลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ทำให้ความมั่นคงของระบบการเงินไทยทรุดลงอีก เพราะปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือหนี้เสียจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สถาบันการเงินไทยซึ่งเพิ่งผ่านวิกฤตปัญหาความไม่มั่นใจของประชาชนผู้ออม เกิดปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในด้านหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ในด้านภาคประชาชน สำหรับประชาชนผู้ออมซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมากนัก ก็ได้มีพฤติกรรมในการลดการจับจ่ายใช้สอยลง สำหรับภาคประชาชนที่อยู่ในตลาดแรงงานซึ่งรวมถึงทั้งระดับบริหารและลูกจ้าง ทั้งในภาคเอกชนและลูกจ้างราชการ ก็มีความพะวงต่อสถานภาพในการจ้างงาน นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีฐานะยากจนและเป็นลูกจ้างรายวันก็มีปัญหาจากการถูกให้ออกจากงานและการลดลงของรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่ชัดเจนว่าการอุปโภคบริโภคในระบบเศรษฐกิจมหภาคก็จะลดลงไปด้วยอย่างมาก จะคงเหลือเพียงแต่ในด้านภาคการเกษตรที่ยังพอได้รับประโยชน์บ้างจากการขายผลิตผลทางการเกษตรที่มีมูลค่าเป็นเงินบาทมากขึ้น จึงทำให้ภาคเกษตรสามารถรองรับสภาพการณ์พ้นจากงานโดยทั่วไปได้ในระดับหนึ่ง
ประวัติความเป็นมาของกองทุน
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528  โดยมีเจตนารมณ์เพื่อดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือในทางการเงินเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ  โดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงเกิดขื้นในระบบสถาบันการเงิน  ภายใต้กรอบนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาล  รวมถึงการให้ประกันความเสียหาย และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามสมควรแก่กรณีสำหรับผู้ฝากเงินของสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างร้ายแรง การบริหารจัดการทรัพย์สิน หนี้สินและพันธบัตรกองทุน การกำกับดูแลการจัดการด้านนโยบายบริหารสินทรัพย์ และสถาบันการเงินที่กองทุนเป็นผู้ถือหุ้น ตลอดจนดำเนินการเพื่อเรียกเก็บหนี้ บังคับชำระหนี้และหลักประกันในส่วนที่บุคคลภายนอกเป็นหนี้กองทุน ศึกษาและเตรียมการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
สถานะของกองทุน
กองทุนมีฐานะทั้งเป็นส่วนหนึ่งและเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากธนาคารแห่งประเทศไทย  ในส่วนของการบริหารงานกองทุนเป็นฝ่ายหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสายจัดการกองทุนและหนี้ทำหน้าที่ในการบริหารภายใต้กรอบของคณะกรรมการจัดการกองทุน มีการจัดทำบัญชีและงบประมาณเป็นของกองทุนเอง และมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจบัญชี  โดยได้รายงานผลการสอบบัญชีนั้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบ

p19.12.jpg

การที่ค่าเงินบาทได้ลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ ๒๕-๒๖ บาทต่อ ๑ เหรียญสหรัฐ มาอยู่ในระดับ ๔๐ กว่าบาทต่อ๑ เหรียญสหรัฐ ก็ได้ก่อเกิดปัญหาต่อภาคการลงทุนที่ได้มีการกู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศเนื่องจากทำให้มีภาระหนี้สินมากขึ้น ส่วนปัญหาภาคการส่งออกในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบและการบริการ รวมทั้งการต่อรองของผู้ซื้อในต่างประเทศก็มีความเข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้ราคาส่งออกก็ย่อมที่จะได้รับผลกระทบ มีเพียงภาคธุรกิจการท่องเที่ยวขาเข้าที่จะได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม สำหรับภาคประชาชนโดยทั่วไป ภาวะการครองชีพก็จะถูกกระทบจากการที่ราคาสินค้าที่มีส่วนประกอบจากต่างประเทศสูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาเวชภัณฑ์สูงขึ้น แม้กระทั่งภาคเกษตรเองก็จะมีปัญหาในด้านต้นทุนสูงขึ้น เพราะราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงขึ้นเช่นกัน
จากสภาพที่ได้เกิดขึ้นมาทั้งหมดนี้ ทำให้เศรษฐกิจมหภาคของประเทศได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต้องติดลบอย่างรุนแรง ความมั่นใจทั้งในและนอกประเทศอยู่ในสภาพที่เปราะบาง ประชาชนต่างก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ยากจน และเนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ มีภาระมากในการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินของประเทศ ขณะที่กองทุนฟื้นฟูฯ เองก็ไม่มีทรัพยากรเป็นของตัวเอง จึงต้องอาศัยการกู้ยืมเงินระยะสั้นในตลาดเงินเพื่อรองรับภาระของตนเกือบทั้งหมด หนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ จึงกลายเป็นหนี้สาธารณะซึ่งเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นก็จะต้องตกเป็นภาระของรัฐบาลต่อไป
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มิได้เป็นปรากฏการณ์แต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยังได้ลุกลามไปอีกหลายประเทศในทวีปนี้ ทำให้เกิดเป็นวิกฤตภูมิภาคเอเชีย และได้ส่งผลต่อกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ประกอบการทั้งจากภายในและภายนอกประเทศเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ผลของวิกฤตยังกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก  โดยความรุนแรงที่สุดจะอยู่ในประเทศแถบเอเชีย ผลของเหตุการณ์ส่งผลร้ายต่อการล้มละลายของภาคการเงินและตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก รวมทั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ต่างก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สำหรับประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทยก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF หลังจากที่ประเทศไทยได้เข้ารับความช่วยเหลือจาก IMF ไปได้ระยะหนึ่งก็ได้ถูกวิจารณ์อย่างแพร่หลายว่า ประเทศไทยประสบกับความตกต่ำอย่างรุนแรงเกินความจำเป็น  เพราะนโยบายของ IMF ดังกล่าวนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้แล้วกลับเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น และเกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นได้ถูกบ่มเพาะมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายปีแล้ว การชี้นำให้หลงเดินทางผิดของ IMF จึงไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการที่คนไทยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย หลงในอำนาจเงิน อำนาจทุน ฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่าย เปรียบได้กับแมลงเม่าที่หลงแสงไฟย่อมยินดีที่จะบินเข้าหาภัย ซึ่งในข้อนี้ก็เป็นต้นเหตุวิกฤตการณ์ของชาติด้วยเช่นกัน

ลำดับเหตุการณ์ล่มสลายสถาบันการเงิน

p19.14.jpg

แหล่งที่มาของข้อมูล

http://www.klangluang.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=365&Itemid=343

 

 

Financial Crisis 2008

 
Note:
*Sub-prime mortgages = สัญญาซื้้อบ้านชั้นแย่
*Collateralized Debt Obligations = ตราสารอนุพันธ์ CDO
*Frozen Credit Market = ตลาดสินเชื่อแช่แข็ง
*Credit Default Swaps = สัญญาสินเชื่อที่เป็นหมัน

ดู VDO ข้างต้นแล้วคุณจะเข้าใจสาเหตุของวิกฤติการเงินปีพ.ศ.2551(2008) ที่เริ่มต้นจากอเมริกา แล้วก็ลามไปทั่วโลกได้ดียิ่งขึ้น

ยิ่งหากใครได้ดูภาพยนต์เรื่อง“Inside Job” ด้วยแล้วก็จะยิ่งเห็นความสัมพันธ์ความโลภของคนและธุรกิจภาคการเงินโลกได้เป็นอย่างดี

 

แนะนำว่าควรอ่านบทความด้านล่างก่อนดูวีดีโอด้านบนนะคะ เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

 

 

มติชนรายวัน พฤ. 8 ก.ค. 54

 

“Inside Job” อธิบายวิกฤตเศรษฐกิจโลก

 

วรากรณ์  สามโกเศศ /มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

http://www.varakorn.com/upload/page/matichon_daily/28_july_11_daily.pdf

 

 

 

ใครทียังรู้สึกว่าตนเองไม่ชัดเจนเกี ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจครั*งสําคัญของโลกในปี

 

2008   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุของมันแล้ว     ต้องไม่พลาดภาพยนตร์สารคดีเรื อง Inside Job

 

(IJ)  ทีได้รับรางวัลใหญ่ของโลก    ปัจจุบันสามารถซื้อหาได้ในรูปของ DVD

 

สารคดียาว 120 นาทีนี้ อธิบายเรื่องราวของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008  ได้อย่างชัดเจน

 

ตรงไปตรงมาด้วยภาษาง่าย ๆ ใครก็สามารถเข้าใจได้        และเมื อเข้าใจแล้วก็จะรู้สึก “หนาว”

 

อยากกอดเงินของเราไว้แน่น ๆ อย่างไม่ไว้ใจใคร

 

สารคดีเรื่องนี้ฉายครั้งแรกที  Cannes Film Festival  ในเดือนพฤษภาคม 2010

 

ถึงปัจจุบันได้รับอีก 7รางวัล     เป็นทีรู้จักกันอย่างกว้างขวางในโลกว่าเด่นทั้งบทเขียนและเนื้อหา

 

โดยรวม

 

ผู้สร้างคือ Charles H Ferguson   นักเขียนบทความเศรษฐกิจในนิตยสารและ

 

ผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีชาวอเมริกันผู้ประสบความสําเร็จมาหลายเรื่อง       เขาบอกว่า IJ เป็น

 

เรื่องราวของ “การคอรัปชันอย่างเป็นระบบในสหรัฐอเมริกาโดยภาคธุรกิจการเงินและผลพวงของ

 

มัน (เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง) ”

 

IJ ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการเงินทีเกิดขื้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นมาแบบสุ่ม ๆ       หาก

 

หลีกเลี่ยงได้ถ้าผู้ควบคุมกฎกติกาทํางานอย่างจริงจัง โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

 

ในช่วง ค.ศ. 1940-1980  เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งโดย

 

ไม่มีวิกฤตการเงินแม้แต่ครั้งเดียว     เพราะว่าภาคธุรกิจการเงินถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์อย่างเข้มงวด        ในทศวรรษ1980  ภาคธุรกิจการเงินขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่ปรากฏว่าในช่วง 1981-2011 มานี้ กลับกลายเป็นยุคเสรีทีผ่อนปรนกฎเกณฑ์ควบคุม (de-regulation) ภาคธุรกิจการเงิน  จนเกิดวิกฤตย่อยในปลายทศวรรษ 1980      ธุรกิจการเงินหลายแห่งรวมตัวกันกลายเป็นยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

 

มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อผ่อนปรนกฎเกณฑ์ควบคุมทางการเงิน     เพราะเชื่อทฤษฎี

 

เศรษฐศาสตร์ทีว่า “การมีกฎเกณฑ์น้อยลงทําให้เกิดความคล่องตัวทางธุรกิจมากขึ้น     ต้นทุนจะต่ำลง  กลไกตลาดที่สาธารณชนเห็นการทํางานอย่างชัดเจน จะผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพ และผู้ได้รับประโยชน์คือประชาชน “

 

การกู้ยืมอย่ างเสรีโดยธุรกิจการเงิน นําไปสู่การผสมกันของธุรกิจไฮเท็คและ กฎเกณฑ์ทีหย่อนยานจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า“อนุพันธ์ทางการเงิน (derivatives)W      ซึ่งมีความซับซ้อน โยงใยกันระหว่างหลายธุรกรรมเพื่อการสร้างกําไรของธุรกิจการเงิน      ตัวอย่างเช่นมีการออก ตราสารการเงินทีมูลค่าขึ้นอยู่ กับปริมาณหิมะตก      ฝนตก       การเปลียนแปลงของอัตราดอกเบี้ย       ดัชนีราคาหุ้น      ฯลฯ      พูดง่าย ๆ ก็คือสามารถเอาทุกสิ่งมาเล่นพนันได้ ผ่านตราสารการเงิน  ทีมีหลากหลายรูปแบบ

 

ต้นทศวรรษ 2000 ภาคธุรกิจการเงินถูกครอบงําโดย 5 ยักษ์ใหญ่ Investment

 

Banks (วานิชธนกิจ ซึ่งเป็นธนาคารที ทําหลายธุรกรรมกว่าธนาคารธรรมดาทีเรารู้จักกัน)  คือ

 

  1.        Goldman Sachs      
  2.        Morgan Stanley         
  3.        Lehman Brothers        
  4.        Merrill Lynch    และ
  5.        Bear Stearns        

 

บวกสองยักษ์ใหญ่ทางการเงินคือ  

 

  1.        Citigroup  และ
  2.         J.P. Morgan

 

บวกสามบริษัทประกันคือ

 

  1.        AIG   
  2.        MBIA     
  3.        AMBAC    

 

และสามผู้ประเมิน (rating agencies) คือ

 

  1.        Moody’s   
  2.        Standar Poors
  3.        Fitch

 

ทั้งหมดนี้ร่วมกันหากินคล้ายการเป็นวงจรอาหารของสัตว์      กล่าวคือธนาคาร ทั้งหลายทีปล่อยเงินกู้ให้แก่ประชาชนอย่างไม่พิจารณาเข้มข้น (sub-prime loans)  ขายหนี้ให้แก่วานิชธนกิจ       ซึ่งเอามารวมกันกับหนี้อื่น ๆ ให้เป็นหลักทรัพย์ค้าประกันการออกตราสารอนุพันธ์

 

ซึงเรียกว่า CDO’s (Collateralized Debt Obligations) แล้วเอาไปขายให้นักลงทุนทั่วโลก

 

ประชาชนหรือนักลงทุนหรือกองทุนลงทุนก็ให้เงินกู้แก่วานิชธนกิจซึ่งก็คือการซื้อ อนุพันธ์นี้นั่นเอง  เพราะได้ดอกเบี้ยในอัตราน่าสนใจและนักลงทุนเหล่านี้ ก็มั่นใจในอนุพันธ์นี้ว่าเป็นการให้กู้ทีเชื่อถือได้ (ว่าจะได้เงินคืนในอนาคตแน่นอน)เพราะสามยักษ์คือ Moody’s/        Standard & Poors

 

และ Fitch  มักประเมินให้ในระดับ AAA เสมอ

 

วานิชธนกิจยักษ์ก็ได้กําไรจากการซื้อหนี้และหลักทรัพย์มา และเอามาเป็ น

 

หลักทรัพย์และออกอนุพันธ์ได้เงินกู้มา        บริษัทประกันก็ได้จากการทีวานิชธนกิจเหล่านี้ เอา

 

CDO’s มาประกัน        สาม rating agencies ก็ได้จากการประเมินอนุพันธ์      ถ้าประเมินว่าดีก็ ได้ค่าธรรมเนียมสูง

 

ทุกคนได้หมดยกเว้นผู้ลงทุนปลายทางทีมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปในตอนท้าย

 

เมื่อต้นน้ำคือผู้กู้เงินมาซื้อบ้านไม่มีปัญญาผ่อนส่ง เพราะเศรษฐกิจเกิดผันผวน

 

การสะดุดขึ้นเช่นนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่         เมื่อบ้านถูกยึดและถูกปล่อยเข้าขายทอดตลาดมากขึ้น

 

ราคาหลักทรัพย์ก็ตกลง       หลักทรัพย์ค้ำประกัน CDO’s ก็มีค่าลดลง       ส่งผลให้มูลค่าอนุพันธ์

 

มีค่าลดลง       ใครซื้อไว้ก็มีมูลค่าลดลงจนเป็นศูนย์      วานิชธนกิจยักษ์ใหญ่การเงิน

 

ตลอดจนบริษัทประกันก็ถูกกระทบเพราะหลักทรัพย์ที่ตนถือไว้มีค่าลดลง       ผู้คนตื่นตระหนกพา

 

กันขาย CDO’s    แต่หาคนซื้อไม่ได้       สถานการณ์ก็เลวร้ายลงทุกที       ผู้ซื้ออนุพันธ์ต่างสูญเงิน

 

กันยับเยิน

 

คําถามก็คือ     แล้วทางการสหรัฐปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร        มองไม่เห็นหรือ

 

ว่าวิกฤต กําลังมาเยือน       คําตอบก็คือ มีคนเห็นว่าการขาดการควบคุมการออกอนุพันธ์และ

 

CDO’s       ตลอดจนการขาดกฎเกณฑ์กําหนดต่าง ๆ ทีเหมาะสมเข้มงวด คือจุดเริ่มต้นของความหายนะ     

 

แต่ไม่มีการฟังกัน       ทางการสหรัฐก็เดินหน้าผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่อไป

 

ภาพยนตร์เรืองนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจการเงินเป็นตัวพยายามปิดกั้นมิให้มี

 

กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดแน่นหนา  เพราะมันทํากําไรให้แก่ทุกฝ่ายอย่างมหาศาล      CEO บางคนของบรัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าก็

 

หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   ทีปรึกษาทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดี

 

บางคนก็เป็นกรรมการบริษัทเหล่านี้  อาจารย์มหาวิทยาลัย (อายทีจะบอกว่า

 

หลายคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์มีชื่อเสียงของโลก)     ก็เชียร์การผ่อนปรนกฎเกณฑ์และตัวเองก็ได้

 

ประโยชน์มหาศาลจากนโยบายเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน

 

IJ  ใช้การสัมภาษณ์บุคคลทีเกี่ยวพัน        ใช้กราฟ       ข้อความ    และการบรรยายเป็นตัวเดินเรื่องอย่างน่าตื่นเต้น       ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบบทีมีความโลภเป็นตัวขับเคลื่อน

 

ดูแล้วอดโกรธแค้นไม่ได้เพราะ CEO และผู้เกียวพันในภาคธุรกิจเหล่านี้ล้วนได้เงินกันไปคนละหลายร้อยล้านเหรียญถึงแม้บริษัทจะล้มระเนระนาดก็ตาม      และไม่มีใครติดคุกสักหนึงคน

 

IJ ชี้ว่าถึงแม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่คือ Obama         อิทธิพลเก่าก็ยังคงกลับมาอีก      Wall Street (สัญลักษณ์ตัวแทนของยักษ์ใหญ่ ธุรกิจการเงิน)       ยังทรงอํานาจมหาศาลในการเมืองอย่างไม่หายไปไหน ต้องดู IJ ให้ได้นะครับ     แล้วจะไว้ใจสถาบันเกียวพันกับเงินทองในระดับโลกน้อยลง     และสําคัญทีสุดจะไม่ไว้ใจทีปรึกษาผู้กําหนดนโยบายเศรษฐกิจการเงินทั้งหลายทีล้วน เป็นอาจารย์มาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง  และอดไม่ได้ทีจะคลางแคลงใจบางส่วนของเนื้อหาตําราเศรษฐศาสตร์ทีเคยเล่าเรียนกันมา

**นิดหน่อย** (^-^)

 

 

 

 

FED ธนาคารกลาง(ลวง)โลก

ประวัติศาสตร์การกำเนิดของ FED หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ ในปี 1912-1913 & สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น มาจนถึง ปี 1928-1932 คือ…

ช่วงปีที่เกิดThe Great Depression เลยไปจนถึง อีกช่วง1 คือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ในปี 1939-1945 ในด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ   ทำให้เข้าถึงข้อมูลบางอย่างซึ่งทั้งหมดคือ เรื่องเดียวกัน-ต่อเนื่องกัน คือ ทอง 8,000ตันนี้ อาจจะยังอยู่ในสหรัฐฯ ความจริงคือ เจ้าของไม่ใช่ รัฐบาลสหรัฐ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความเป็นมหาอำนาจของโลก ถูกเคลื่อนมายังสหรัฐ โดยกลุ่มทุนเดิม คือ กลุ่มนายธ.สากล หรือ International Banker (IB)

IB ที่มีฐานอยู่ในประเทศอังกฤษ & ยุโรป เกือบทั้งหมด จนกระทั่งในช่วงคริสมาสของปี1913 สหรัฐผ่านกม. Federal Reserve Act ก็คือ…

การจัดตั้ง Federal Reserve, CIA & IRS ในคราเดียว องค์กรทั้ง3นี้ ถูกจัดตั้งขึ้นมา โดยการยัดเยียดจากกลุ่ม นายธนาคารสัญชาติยุโรป เหล่านั้น

 

หลังจากสงครามโลกครั้งที่1 สหรัฐฯ เข้มแข็งยิ่งใหญ่ในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ , การคลัง & เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก

แต่หลังจากการจัดตั้ง Federal Reserve ขึ้นมาเป็น “กาฝาก” ในระบบการเงิน & เศรษฐกิจแล้ว หายนะทั้งหลายก็เริ่มก่อตัวขึ้น

เพราะจุดประสงค์จริงๆ ของ นายธนาคารสัญชาติยุโรป เหล่านั้นก็คือ การเข้ายึดครองระบบเศรษฐกิจ , การเงิน & ประเทศสหรัฐอเมริกาในที่สุด

 

พวกเค้าทำสำเร็จครับ โดยการควบคุมระบบการเงิน การธนาคาร ซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประเทศอเมริกาโดยรวม

ควบคุมปริมาณเงิน & ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ & ด้วยสิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐ & ของโลก นั่นก็คือ The Great Depression

ซึ่งทำให้สหรัฐ อยู่ในสภาวะล้มละลายทางงบประมาณ & การคลัง ในสภาพเดียวกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ (แต่ทองคำสำรองยังมีอยู่ในมือ ณ. ขณะนั้น) เช่นเดียวกัน

การที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้ ต้องกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาล เพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือที่ถูกเรียกว่า The New Deal

คำถามคือ เงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้น มาจากไหน? ในขณะที่สหรัฐเองเป็นมหาอำนาจใหม่ & ถือครองทองคำมากที่สุดในโลก

คำตอบก็ Federal Reserve นั่นเองครับ การจัดตั้ง Federal Reserve ในทางกฏหมายแล้ว ไม่ได้มี สถานะเป็นรัฐ หรือ เป็นหน่วยงานของรัฐ

* เพียงแต่ให้ บริษัทเอกชนแห่งนี้ ควบคุมดูแลการจัดพิมพ์ธนบัตร กระแสเงินสด & ดอกเบี้ย ซึ่งจริงๆแล้วทั้งหมดนี้ รัฐบาลสหรัฐ สามารถที่จะทำเองได้ทั้งหมด

 

เหมือนนาๆประเทศ เช่น ไทยเป็นต้น แต่การผ่าน Federal Reserve Actในครั้งนั้นอย่างที่บอก เป็นการยัดเยียดโดยสิ้นเชิง

โดยความร่วมมือระหว่าง นายแบงค์ข้ามชาติ & นักการเมืองที่ถูกกว้านซื้อในสภาคองเกรส (Congress)หลังจากการที่ใช้เงินกู้จากFed แล้ว ก็ต้องใช้คืนเค้าสิครับ ก็คือทองคำทั้งหมดที่สหรัฐนั่นแหละครับ ที่ราคา 35ดอลล่าต่อออนซ์

ขั้นตอนทั้งหมดก็ถูกควบคุมโดย Fed , นักการเมือง & ประธานาธิบดีในสมัยนั้น ก็คือ ทองหมด !  คร๊าบ

ทุกวันนี้ ที่ไปเอาตัวเลขเหล่านี้มายกมาได้ครับ แต่ในความเป็นจริง ทองคำเหล่านี้ ซึ่งอุปโลกว่ายังมีอยู่ & เก็บอยู่ที่ฟอร์ทน๊อก

ไม่ได้มีการ Audit หรือ ตรวจสอบจากหน่วยงานใดๆ แม้แต่หน่วยงานเดียวของโลกตั้งแต่ ทศวรรษที่50 เป็นต้นมา

แต่กลับมีทองคำสำรองเก็บจำนวนมหาศาล ที่สำนักงาน Fed สาขาNew York ซึ่งก็คงมีคนจำนวนมากที่สงสัยแต่ใครล่ะจะไปถาม นั่นคือประเด็นมากกว่า

หลังจากที่หมดตัวแล้ว สหรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด เพราะครั้งที่แล้วที่ร่ำรวยมาได้ก็เพราะสงครามโลกครั้งที่1 ฉะนั้นสงครามโลกครั้งที่2 ก็คือ “คำตอบ” ของปัญหา

เป็นแบบ Win Win Solution คือ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือ สหรัฐก็ได้ทำมาหากินฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสงคราม ฮิตเล่อร์ก็ได้ลุ้นทวงตำแหน่งคืน

ไซออนนิสBanker เหล่านี้ ได้ปล่อยกู้ทั้ง2ฝ่าย กลุ่มธนาคารกลางยุโรป ก็คือกลุ่มเดียวที่เป็นเจ้าของFed หนุนเงินทุนให้ฮิตเล่อร์ทั้งหมดในการเคลื่อนไหวในยุโรป เพื่อช่วยฮิตเล่อร์ทวงสิ่งที่พวกเค้าสูญเสียไปในสงครามโลกครั้งที่1 คืนมา และ นี่ก็คือจุดกำเนิดของสงครามโลกครั้งที่2

 

แต่จะให้เป็นสงครามโลกได้อย่างไร ถ้าแค่พรรคนาซีแห่งเยอรมัน รบกับ สหรัฐฯ ขณะที่ในอีกฟากโลก1 คือ Asia-Pacific ญี่ปุ่นบุกโจมตีสหรัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ

แต่อะไรที่ทำให้ให้ญี่ปุ่นตัดสินใจบุกสหรัฐ ซึ่งน้อยคนที่จะทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไม  ตัวหมัดถึงกล้าลุกไปต่อยกับช้าง

ก็เพราะสหรัฐเจ้าเก่า แทรกซึมและบ่อนทำลายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างย่อยยับ ก่อนนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดก็คือแผนการที่ถูกวางไว้ก่อนแล้วจนปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ผลักดันให้เกิดสงครามโลกครั้งที่2 ในที่สุด

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มต่างๆและเก็บอยู่ในห้องสมุดที่หาอ่านได้ทั่วไป หรือแม้ในกระทั่ง ในInternet

มีโศกนาฏกรรมอีกมากมาย ที่ก่อขึ้นโดยคนกลุ่มนี้ หรือ International Banker ตั้งแต่ปี 1913 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น

สงครามเกาหลี , สงครามเวียดนาม , การลอบสังหารบุคคลสำคัญต่างๆ การล้มอเมริกาในรอบแรก      ด้วยหนี้ โครงการStar War  โครงการอวกาศต่างๆ (ยุคเรแกน)

ทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้น เพื่อให้สหรัฐ กู้เงินให้มากที่สุด แล้วสุดท้ายก็จบลงด้วยการจ่ายหนี้คืนด้วยความเป็นเอกราชของสหรัฐทั้งหมด

ลองเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเปรียบเทียบ หรือ เรียงต่อกับสิ่งที่สหรัฐ กำลังประสบอยู่ในขณะนี้

* จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของFedที่จะทำให้ถึงทางตันในอนาคต

 

สหรัฐฯและคนอเมริกัน ไม่ได้มีความหมายหรือคุณค่าใดๆ เลย สำหรับกลุ่มทุนระดับโลกเหล่านี้  ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น ยิว(ปลอม)จากทวีปยุโรป หรือรู้จักในชื่อไซออนนิส

สำหรับคนอเมริกันนอกจากการมีชีวิตอยู่ หาเงินเพื่อจ่ายภาษีและประสบชะตากรรมในสิ่งที่กำลังจะมาถึง ถ้า คุณเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้แล้ว

* คงจะมองเห็นแล้วว่า ทำไมผมถึงกล้าฟันธงว่า สหรัฐฯต้องล้ม ชะตากรรมคนอเมริกันจะเป็นอย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง คงไม่ต้องถาม  เพราะคุณก็คงตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตัวคุณเองแล้ว

 ปัญหาก็คือมันไม่ได้จบอยู่แค่ในอเมริกา เพราะผลกระทบจะเปรียบเสมือนคลื่นยักษ์สึนามิ ที่จะกระแทกใส่ทุกประเทศทั่วโลกอย่างรุนแรง

ร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเงินโลก และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร คุณคงจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้กับตัวคุณเอง

คุณรับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว  ยังมีคนอีกหลาย พันล้านคน ที่ยังคิดว่า

” อเมริกาล้มไม่ได้ “ เพราะมีทองคำตั้ง 8,000ตัน ลองคูณ(x) ด้วย ราคาทองคำ

 

Ex.1    ณ.             ที่ $1,400 ก็คือ 8,000ตันx1,000กิโลx2.2ออนซ์ =17,600,000ออนซ์x$1400 = $24,640,000,000 หรือ 24.64Billion

ในขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 14Trillion ณ. ที่นี้ ซึ่งไม่รวมกับหนี้ผูกพันธ์ในอนาคต ที่คาดว่าจะต้องจ่ายแน่นอน หรือที่เรียกกันว่า Unfunded Liability

ซึ่งถ้ารวมเข้าไปแล้วก็จะอยู่ 75Trillion เข้าไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ตัวเลข24.64 Billion แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยครับ

Ex.2    ณ. ปัจจุบัน  ที่ $1,700 ก็คือ 8,000ตันx1,000กิโลx2.2ออนซ์ =17,600,000ออนซ์x$1700 = $29,920,000,000 หรือ 29.92Billion

 

สถานการณ์ปัจจุบันที่Fedเลือกวิธีปั๊มเงิน  มาจ่ายหนี้ต่างๆ ซึ่งก็คงเป็นความตั้งใจที่จะทำอย่างนั้น ถ้ามองกลับไปตอน The Great Depression

         ซึ่งสหรัฐก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากตอนนี้ แต่ ณ. วันนี้หนักหนาสาหัสกว่ามากๆและตอนนั้นเค้าหมดตัวแล้ว ก็เลือกทางออกด้วยการก่อสงครามโลกครั้งที่2

 

 

  •  ในครั้งนี้เค้าจะใช้วิธีไหนแล้วกลุ่มมือที่มองไม่เห็นหรือคือพวก พวกไซออนนิส Banker หวังจะใช้ให้สหรัฐทำอะไร ?

 

 

 

  •  คำตอบง่ายๆ ก็คือ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3ตัวเท่านั้น ก็คือ   ” NWO ”   นั่นเอง

 

 

 

  • NWO = What must be done if the plan proves unworkable? , Their team’s name is NWO.  &  They are unworthy of the praise given them.

 

 

 

ที่มา  :   http://www.goldhips.com

credit  :    http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10933327/I10933327.html

อมาตยา เซน-ทุนนิยมหลังวิกฤต: ไปให้พ้นมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น


โดย อมาตยา เซน

แปลจาก Capitalism Beyond Crisis โดย สฤณี อาชวานันทกุล
http://www.nybooks.com/articles/22490
หมายเหตุ: ในบทความแปลนี้ ได้มีการเพิ่มเติมหัวข้อและเชิงอรรถโดยกองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
1. 2008 เป็นปีแห่งวิกฤต ก่อนอื่น เราเผชิญกับวิกฤตอาหารซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากสำหรับผู้บริโภคยากจน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา วิกฤตที่เกิดขึ้นควบคู่กันคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทุกประเทศ สุดท้าย พอฤดูใบไม้ร่วงมาถึง เราก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยอย่างกะทันหัน ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งความเร็วอย่างน่ากลัว เป็นที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าภาวะถดถอยนี้จะทวีความเข้มข้นขึ้นในปี 2009 นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจจะเลวร้ายกว่าวิกฤตในทศวรรษ 1930 ถึงแม้ว่าความมั่งคั่งปริมาณมหาศาลจะลดลงอย่างฮวบฮาบ คนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นผู้ยากไร้ที่อยู่อย่างแร้นแค้นที่สุดในสังคมอยู่แล้ว

ทุนนิยมเก่า – ทุนนิยมใหม่

คำถามปัจจุบันทันด่วนที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของทุนนิยม และคำถามที่ว่าเราควรจะเปลี่ยนมันหรือไม่ บรรดาผู้ปกป้องทุนนิยมเสรีสุดขั้วที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเชื่อมั่นว่าทุนนิยมกำลังถูกโจมตีมากเกินไปว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ปัญหาที่พวกเขาบอกว่าเกิดจากธรรมาภิบาลล้มเหลว (ยกตัวอย่างเช่น โดยรัฐบาลบุช) และพฤติกรรมแย่ๆ ของปัจเจกชนบางคน (หรือสิ่งที่จอห์น แม็คเคน (John McCain ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2008 จากพรรครีพับลิกัน) อธิบายในฤดูหาเสียงเลือกตั้งว่า “ความโลภของวอลล์สตรีท”) อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์คนอื่นมองเห็นข้อบกพร่องร้ายแรงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจปัจจุบันและต้องการที่จะปฏิรูปมัน พวกเขามองหาทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับการขนานนามว่า “ทุนนิยมใหม่” มากขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดเรื่องทุนนิยมเก่าและใหม่นี้มีบทบาทสำคัญในวงเสวนาชื่อ “โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่” (New World, New Capitalism) ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม [2009] ในกรุงปารีส โดยมี นิโคลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นเจ้าภาพร่วม ทั้งสองคนนำเสนอคำอธิบายที่ฟังดูสละสลวยว่าเหตุใดโลกจึงต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนปาฐกถาของแอนเจลา เมอร์เกล (Angela Merkel)  นายกรัฐมนตรีเยอรมนีก็ฟังดูดีเหมือนกัน เธอพูดถึงความคิดเก่าแก่แบบเยอรมันเรื่อง “ตลาดสังคม” – ตลาดซึ่งถูกตีกรอบด้วยส่วนผสมของนโยบายที่สร้างมติมหาชน ว่าเป็นพิมพ์เขียวสำหรับทุนนิยมใหม่ที่น่าจะใช้การได้ (ถึงแม้ว่าในวิกฤตครั้งนี้ เยอรมนีจะไม่ได้มีสถานะดีไปกว่าประเทศอื่นที่ใช้ระบบตลาดเหมือนกันมากนักก็ตาม)

คำถามสามข้อ เพื่อไปให้พ้นจากวิกฤตทุนนิยม

แน่นอนว่า เราต้องใช้ความคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมในระยะยาว ที่ไปให้พ้นจากกลยุทธ์ในการจัดการกับวิกฤตในระยะสั้น ผมอยากจะแยกแยะคำถามสามข้อออกมาจากคำถามหลายข้อที่เราถามได้

 

ข้อแรก เราต้องการ “ทุนนิยมใหม่” จริงๆ หรือไม่ แทนที่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่โบราณ ใช้ประโยชน์จากสถาบันต่างๆ ในทางที่เป็นไปได้จริง และตั้งอยู่บนชุดคุณค่าทางสังคมที่เราตอบได้จากแง่มุมของศีลธรรม? เราควรจะค้นหาทุนนิยมใหม่ หรือหา “โลกใหม่” – ถ้าผมจะใช้อีกคำหนึ่งจากการประชุมที่ปารีส – ที่จะมีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม?

คำถามที่สอง เป็นเรื่องของประเภทของเศรษฐศาสตร์ที่เราต้องการในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราจะประเมินสิ่งที่นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์สอนและชี้นำว่าควรเป็นเครื่องกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร รวมถึงการฟื้นฟูความคิดแนวเคนเซียน (Keynesian) ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่วิกฤตทวีความรุนแรงขึ้น? ถามให้เฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือ วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันบอกอะไรเราได้บ้าง เกี่ยวกับสถาบันและน้ำหนักที่เราควรให้?

สุดท้าย คำถามที่สามคือ เราจะต้องคิดและคิดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า เราจะออกจากวิกฤตในปัจจุบันด้วยความเสียหายที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้อย่างไร นอกเหนือจากการหาวิธีประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง

2.การดำรงอยู่ของระบบเศรษฐกิจตลาด – พึ่งพาธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกระบบตลาด

ระบบที่เป็น “ทุนนิยม” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมเก่าหรือใหม่ จะต้องมีลักษณะอะไรบ้าง? ถ้าเราจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจทุนนิยมปัจจุบัน มีอะไรบ้างที่จะทำให้ผลลัพธ์เป็น “ทุนนิยมใหม่” แทนที่จะเป็นอย่างอื่น? ดูเหมือนว่าสมมุติฐานทั่วไปของคนคือ การพึ่งพาตลาดสำหรับธุรกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการเรียกเศรษฐกิจว่า “ทุนนิยม” ในทำนองเดียวกัน คนทั่วไปก็มองว่าการพึ่งพิงแรงจูงใจที่จะแสวงหากำไร และผลตอบแทนส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้นเป็น “ฟีเจอร์” สำคัญของทุนนิยม อย่างไรก็ดี ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น คำถามคือระบอบเศรษฐกิจที่เราใช้อยู่ตอนนี้ เช่นในยุโรปและอเมริกา เป็น “ทุนนิยม” อย่างแท้จริงหรือไม่?

ธุรกรรมนอกระบบตลาด: สวัสดิการและบริการสังคม

ประเทศร่ำรวยทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ พึ่งพาอาศัยธุรกรรมและการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นนอกระบบตลาด ไม่ว่าจะเป็นเงินประกันการว่างงาน เงินบำนาญของภาครัฐ ฟีเจอร์อื่นๆ ของระบบประกันสังคม ตลอดจนการให้การศึกษา สาธารณสุข และบริการอันหลากหลายอื่นๆ ที่กระจายผ่านโครงสร้างนอกระบบตลาด สิทธิทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับบริการเหล่านี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนกรรมสิทธิ์เอกชนและสิทธิในทรัพย์สิน

นอกจากนี้ การดำรงอยู่ของระบบเศรษฐกิจตลาดก็ต้องอาศัยกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่มิใช่การทำกำไรสูงสุด เช่น การรักษาความปลอดภัย และการให้บริการสาธารณะ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้บางรายการก็พาให้คนข้ามพ้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเพียงอย่างเดียว ผลการทำงานที่เชื่อถือได้ของสิ่งที่เรียกว่า ระบบทุนนิยม ซึ่งขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างไปข้างหน้านั้น จำต้องอาศัยส่วนผสมของสถาบันจำนวนมาก อาทิเช่น การศึกษาภาครัฐ การประกันสุขภาพ และขนส่งมวลชน ซึ่งไปไกลกว่าการพึ่งพาอาศัยเพียงเศรษฐกิจตลาดที่มุ่งทำกำไรสูงสุด และสิทธิส่วนบุคคลที่อยู่ในกรอบของกรรมสิทธิ์ส่วนตัว

สิ่งที่อยู่ใต้ประเด็นนี้คือคำถามที่พื้นฐานกว่านั้น นั่นคือ “ทุนนิยม” เป็นคำที่ยังมีประโยชน์อยู่หรือไม่ในปัจจุบัน อันที่จริง ความคิดเรื่องทุนนิยมมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ความเป็นประโยชน์นั้นอาจจะหมดลงไปแล้ว

งานรุ่นบุกเบิกของอดัม สมิธ (Adam Smith)

ยกตัวอย่างเช่น งานรุ่นบุกเบิกของอดัม สมิธ (Adam Smith) ในศตวรรษที่สิบแปดแสดงให้เห็นประโยชน์และพลวัตของเศรษฐกิจระบบตลาด และอธิบายว่า เหตุใดพลวัตดังกล่าวจึงทำงานได้ งานของสมิธนำเสนอบทวิเคราะห์ที่เผยให้เห็นกลไกการทำงานของตลาด ในช่วงเวลาที่พลวัตของมันกำลังอุบัติขึ้นอย่างทรงพลัง หนังสือของสมิธเรื่อง The Wealth of Nations (ตีพิมพ์ปี 1776) เติมเต็มความเข้าใจของเราอย่างมหาศาลในระบบซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ทุนนิยม สมิธแสดงให้เห็นว่าการค้าเสรีอาจจะช่วยสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจได้ดีมาก ผ่านการผลิตด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การแบ่งงานกันทำ และการใช้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด
บทเรียนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากกระทั่งในวันนี้ (ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานวิเคราะห์การค้าระหว่างประเทศที่น่าทึ่งและซับซ้อนมากซึ่งทำให้พอล ครุกแมน (Paul Krugman) (*) ได้รับรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดนั้น เกี่ยวโยงอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่สมิธคิดได้อย่างเปี่ยมวิสัยทัศน์กว่า 230 ปีก่อน) บทวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่เจริญรอยตามอรรถาธิบายชิ้นแรกๆ ของสมิธเกี่ยวกับตลาดและการใช้ทุนในศตวรรษที่สิบแปด ได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาระบบตลาดลงในแกนกลางของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่นักวิเคราะห์แจกแจงและอธิบายประโยชน์ที่ทุนนิยมสร้างผ่านกระบวนการต่างๆ ในตลาด แง่ลบของทุนนิยมก็เผยโฉมให้เห็นอย่างแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยมากต่อสายตาของนักวิเคราะห์คนเดียวกัน ในขณะที่นักวิพากษ์สายสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นำเสนออย่างทรงอิทธิพลถึงเหตุผลที่ทุนนิยมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและควรถูกแทนที่โดยระบบอื่นในที่สุด แม้แต่อดัม สมิธ เอง ก็มองเห็นข้อจำกัดของการพึ่งพิงเศรษฐกิจระบบตลาดและแรงจูงใจที่จะทำกำไรส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ว่ากันตามจริง นักคิดคนแรกๆ ที่เสนอให้เราใช้ระบบตลาด รวมทั้งสมิธเองด้วย ไม่ได้มองว่ากลไกตลาดล้วนๆ เป็นสิ่งที่ทำงานได้ดีในตัวมันเอง และพวกเขาก็ไม่เคยบอกด้วยว่าแรงจูงใจส่วนตัวเป็นปัจจัยเพียงหนึ่งเดียวที่จำเป็น

เศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจ นอกเหนือจากประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
ถึงแม้ว่าผู้คนจะเสาะแสวงหาการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเพราะเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง (หนึ่งในคำกล่าวของสมิธที่โด่งดังที่สุดคือ ไม่มีอะไรนอกเหนือจากประโยชน์ส่วนตนที่จำเป็นต่อการอธิบายว่าเหตุใดคนทำขนมปัง คนต้มเหล้า คนขายเนื้อ และผู้บริโภคจึงแสวงหาการแลกเปลี่ยน) ระบอบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลเช่นกัน เมื่อใดที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงกิจกรรมของธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ สร้างความเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถทำและทำตามสิ่งที่พวกเขาสัญญาได้จริง เมื่อนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็สามารถดำเนินไปในทางที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ดังที่อดัม สมิธ เขียนว่า –

เมื่อประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งมีความเชื่อมั่นในความมั่งคั่ง ความซื่อตรง และความรอบคอบของนายธนาคาร จนเชื่อว่านายธนาคารผู้นั้นพร้อมเสมอที่จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุบนตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อใดก็ตามที่มีใครยื่นตั๋วนั้นให้กับเขา ตั๋วเหล่านั้นก็จะมีค่าทัดเทียมกับเงินที่เป็นทองคำและธาตุเงิน จากความเชื่อมั่นว่าจะนำตั๋วดังกล่าวไปขึ้นเงินได้ทุกเมื่อ

สมิธอธิบายสาเหตุที่ความเชื่อมั่นดังกล่าวบางครั้งก็ไม่เกิดขึ้น และดังนั้นผมจึงคิดว่าเขาจะไม่พบอะไรที่น่าแปลกใจเลยในความยากลำบากที่ภาคธุรกิจและธนาคารประสบในวันนี้ จากภาวะความกลัวและความไม่ไว้วางใจอันแพร่หลายที่แช่แข็งตลาดสินเชื่อและกีดขวางการขยายสินเชื่ออย่างเป็นระบบ

ข้อเขียนจำนวนมากของสมิธ สะท้อนความห่วงใยคนจน

ในบริบทนี้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่า “รัฐสวัสดิการ” อุบัติขึ้นนานหลังจากยุคของสมิธ ประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวในที่นี้คือ ข้อเขียนจำนวนมากของสมิธ สะท้อนความกังวลและเป็นห่วงเป็นใยคนจนและผู้ด้อยโอกาสอย่างเด่นชัด ความล้มเหลวของกลไกตลาดที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายที่สุดอยู่ในสิ่งที่ตลาดไม่จัดการ ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของสมิธไปไกลกว่าการปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือที่มองไม่เห็นของกลไกตลาดหลายขุม สมิธไม่ได้เป็นแค่ผู้ปกป้องบทบาทของรัฐในการให้บริการสาธารณะ อย่างเช่น การศึกษา และการบรรเทาความยากจนเท่านั้น (เขาเรียกร้องด้วยว่าผู้ยากไร้ควรมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าความช่วยเหลือที่ได้รับจากกฎหมายความยากจนในสมัยนั้น) แต่เขายังกังวลใจอย่างลึกซึ้งถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและความยากจนที่อาจดำรงอยู่ในเศรษฐกิจระบบตลาดที่ประสบความสำเร็จในแง่อื่น

ความไม่ชัดเจนของความแตกต่างระหว่าง “ความจำเป็น” และ “ความพอเพียง” ของระบบตลาดอยู่เบื้องหลังความเข้าใจผิดของคนจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นสาวกของสมิธ เกี่ยวกับผลการประเมินกลไกตลาดของเขา ยกตัวอย่างเช่น คนมักจะตีความข้อเขียนของสมิธที่ปกป้องตลาดอาหารและวิพากษ์มาตรการที่รัฐใช้ควบคุมการค้าธัญพืชของเอกชนว่า สมิธเสนอว่าการแทรกแซงใดๆ ก็ตามของรัฐย่อมทำให้ปัญหาความหิวโหยและทุพภิกขภัยรุนแรงขึ้นในทุกกรณี

แต่ในความเป็นจริง สมิธปกป้องการค้าระหว่างเอกชนเฉพาะตอนที่เขาคัดง้างความเชื่อที่ว่าการยับยั้งการค้าอาหารจะช่วยลดความหิวโหยได้ เขาไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่จำเป็นจะต้องมีบทบาทในการหนุนเสริมกลไกตลาด ด้วยการสร้างงานและรายได้ (เช่น ด้วยโครงการจัดหางาน) ถ้าอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างลิบลิ่วในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือเป็นผลพวงของนโยบายรัฐที่ใช้ไม่ได้ ตลาดจะไม่สามารถฟื้นฟูรายได้ของคนที่ตกงานโดยตัวมันเอง สมิธเขียนว่า ในกรณีเช่นนี้คนที่เพิ่งตกงาน “จะอดตายหรือไม่ก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ขอทานหรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง” และ “ภาวะความแร้นแค้น ทุพภิกขภัย และความตายจะแผ่เข้าปกคลุมทันที….” สมิธปฏิเสธการแทรกแซงของรัฐที่กีดกันตลาด แต่เขาไม่ปฏิเสธการแทรกแซงที่รวมตลาดเป็นส่วนหนึ่งของกลไก ระหว่างที่พยายามทำเรื่องสำคัญๆ ที่ตลาดอาจจะจัดการไม่สำเร็จ

”ความรอบคอบ” เป็น คุณธรรมที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อปัจเจกชน

“มนุษยธรรม ความยุติธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และจิตสาธารณะ” เป็นคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเพื่อนมนุษย์

สมิธไม่เคยใช้คำว่า “ทุนนิยม” (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมพยายามสืบสาว) แต่เป็นเรื่องยากที่ใครก็ตามจะสกัดงานของเขาออกมาเป็นทฤษฎีอะไรสักอย่างที่ยืนยันว่าลำพังกลไกตลาดนั้นเพียงพอ หรือยืนยันว่าเราจำเป็นจะต้องยอมรับว่าทุนต้องมีบทบาทนำ ใน The Wealth of Nations สมิธพูดถึงความสำคัญของคุณค่ากว้างๆ ที่อยู่นอกเหนือกำไร แต่ในหนังสือเล่มแรกของเขาชื่อ The Theory of Moral Sentiments ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกสองร้อยห้าสิบปีที่แล้ว ในปี 1759 สมิธวิเคราะห์เจาะลึกถึงความจำเป็นของการกระทำซึ่งตั้งอยู่บนชุดคุณค่าที่พ้นไปจากประโยชน์ส่วนตัว อดัม สมิธ เขียนว่า “ความรอบคอบ” เป็น “คุณธรรมที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อปัจเจกชน” แต่เขาก็ถกเถียงต่อไปด้วยว่า “มนุษยธรรม ความยุติธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และจิตสาธารณะเป็นคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเพื่อนมนุษย์” [*]

ตลาด”และ”ทุน”ทำงานได้ดีมากในโลกของมัน แต่…

สมิธมองว่า “ตลาด”และ”ทุน”ทำงานได้ดีมากในโลกของมัน แต่ก่อนอื่น

- ประการแรก ทั้งตลาดและทุนต้องอาศัยการสนับสนุนจากสถาบันอื่นๆ รวมทั้งบริการสาธารณะอย่างโรงเรียน และคุณค่าที่อยู่นอกเหนือการแสวงหากำไรส่วนตน

- ประการที่สอง ตลาดและทุนจะต้องอาศัยการควบคุมและการปรับแก้โดยสถาบันอื่นๆ อีก เช่น กฏเกณฑ์การกำกับดูแลภาคการเงิน และการยื่นมือช่วยเหลือคนจนโดยรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพ ความไม่เท่าเทียมกัน และความอยุติธรรม

ถ้าเราจะมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการจัดระเบียบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รวมบริการสาธารณะอันหลากหลายและระบบการกำกับดูแลที่ไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน ก็เท่ากับว่าเราจะต้องเจริญรอยตามวาระการปฏิรูปที่สมิธอธิบายในระหว่างที่เขาปกป้องและวิพากษ์ทุนนิยมในขณะเดียวกัน ไม่ใช่เดินถอยห่างออกจากวาระดังกล่าว

3.
ระบอบทุนนิยมตั้งอยู่บนผลกำไรต้องพึ่งพาอาศัยคุณค่าเชิงสถาบันจำนวนมาก

ในประวัติศาสตร์ ระบอบทุนนิยมถือกำเนิดขึ้นต่อเมื่อระบบกฎหมายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปกป้องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และทำให้ระบอบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความเป็นเจ้าของนั้นใช้การได้ การแลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ไม่อาจเกิดขึ้นได้จนกว่า “ศีลธรรมทางธุรกิจ” ทำให้พฤติกรรมที่ตั้งอยู่บนสัญญาเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมีต้นทุนต่ำ เช่น คู่สัญญาไม่ต้องวุ่นอยู่กับการฟ้องอีกฝ่ายหนึ่งที่ละเมิดสัญญาตลอดเวลา การลงทุนในธุรกิจที่มีผลิตภาพไม่อาจแพร่หลายได้จนกว่าผลตอบแทนที่สูงกว่าจากการทุจริตคอร์รัปชั่นจะได้รับการบรรเทาจนเบาบางลง ระบอบทุนนิยมตั้งอยู่บนผลกำไรต้องพึ่งพาอาศัยคุณค่าเชิงสถาบันจำนวนมากตลอดมา

ศีลธรรมทางธุรกิจ กับตลาดรองที่ค้าตราสารอนุพันธ์

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา พันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและกฎหมายซึ่งเกี่ยวโยงกับธุรกรรมต่างๆ เป็นเรื่องยากเย็นกว่าเดิมมากที่จะสืบสาว อันเป็นผลพวงจากตลาดรองที่ค้าตราสารอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ตอนนี้เจ้าหนี้ซับไพรมที่หลอกลวงลูกหนี้ให้ยอมรับความเสี่ยงที่สูงเกินควร สามารถถ่ายโอนสินทรัพย์ทางการเงินไปให้กับบุคคลที่สามซึ่งอยู่ไกลจากธุรกรรมดั้งเดิมมาก ความรับผิดในระบบถูกบ่อนทำลายอย่างร้ายแรง และความจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมและกำกับดูแลก็เพิ่มสูงขึ้นมาก

แต่แล้ว บทบาทการกำกับดูแลของรัฐบาล โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกันนี้กลับถูกลดทอนลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากศรัทธาที่ฝังรากลึกลงเรื่อยๆ ในธรรมชาติการกำกับดูแลตัวเอง (self-regulatory nature) ของเศรษฐกิจระบบตลาด การกำกับดูแลที่จำเป็นจากรัฐหดตัวลงในช่วงเวลาที่มันเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหายนะจึงเป็นสิ่งที่รอวันเกิดเท่านั้น ในที่สุดหายนะนี้ก็เกิดขึ้นในปีที่แล้ว และแน่นอนว่า มันเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตการเงินที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ปัญหาที่ภาครัฐกำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินไม่เพียงพอนั้น ไม่เพียงแต่ให้ท้ายกิจกรรมผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มแนวโน้มที่คนจะเก็งกำไรเกินควร อันเป็นพฤติกรรมที่อดัม สมิธบอกว่า มักจะครอบงำคนจำนวนมากในยามที่พวกเขาวิ่งหากำไรอย่างหน้ามืดตามัว

สมิธเรียกคนที่ยุยงส่งเสริมให้คนรับความเสี่ยงสูงเกินควรในการเสาะหากำไรว่า “คนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ” (prodigals and projectors) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคำที่ใช้อธิบายผู้ขายสินเชื่อบ้านแบบซับไพรมในไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ดีมาก(*) ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาอภิปรายกฎหมายห้ามการคิดดอกเบี้ยสูงเกินควร (usury law) สมิธอยากให้รัฐออกกฏเกณฑ์เพื่อปกป้องพลเมืองจาก “คนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ” ที่ส่งเสริมการปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่ไม่น่าเชื่อถือ – ทุนของประเทศนี้จำนวนมากจะถูกกีดกันให้อยู่ห่างจากคนที่น่าจะใช้มันในทางที่ก่อให้เกิดกำไรและเป็นประโยชน์สูงสุด ไปเข้ามือของคนที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะใช้ทุนนั้นอย่างสิ้นเปลืองและผลาญมันไป

ศรัทธาที่ซ่อนเร้นในความสามารถของเศรษฐกิจระบบตลาดที่จะแก้ไขตัวเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เคยมีในสหรัฐอเมริกา มักจะมองข้ามกิจกรรมของคนฟุ้งเฟ้อและนักฉายภาพ ในทางที่จะช็อกอดัม สมิธ

วิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากการประเมินระดับสติปัญญาของกระบวนการตลาดสูงเกินจริงไปมาก และตอนนี้วิกฤตก็กำลังเลวร้ายลงจากความหวาดกลัวและการขาดความไว้วางใจในตลาดการเงินและภาคธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากปฏิกิริยาของตลาดต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งแผนมูลค่า $787,000 ล้าน ที่รัฐบาล(ประธานาธิบดี)โอบามาผลักดันจนผ่านเป็นกฎหมายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันที่จริง สมิธระบุปัญหาเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ในศตวรรษที่สิบแปด ถึงแม้ว่ามันจะถูกละเลยโดยผู้มีอำนาจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำสหรัฐอเมริกา และโดยคนที่ชอบยกอดัม สมิธ ขึ้นมาอ้างในข้อเสนอที่ว่า เราควรปล่อยให้ตลาดดูแลตัวเองโดยไร้การกำกับดูแล

4.

ในขณะที่ อดัม สมิธ ถูกยกมาอ้างบ่อยครั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคนที่มักจะอ่านงานของเขาไม่ละเอียด ตอนนี้คนที่ถูกอ้างอิงมากกว่านั้นอีกคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) แน่นอนว่าวิกฤตหลายระลอกที่เราสังเกตกันอยู่ตอนนี้ วิกฤตซึ่งกำลังนำเราไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (depression) มากขึ้นทุกขณะ มีลักษณะเป็นเคนเซียนอย่างชัดเจน กล่าวคือ รายได้ที่ลดลงมากของคนกลุ่มหนึ่งทำให้พวกเขาลดการบริโภค ซึ่งทำให้คนกลุ่มอื่นมีรายได้ลดลงต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่

อาร์เธอร์ เซซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou): จิตวิทยาด้านเศรษฐกิจของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม เคนส์ช่วยชีวิตเราได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องมองผ่านเขาไปในการทำความเข้าใจกับวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ตรงกับปัจจุบันแต่คนไม่ค่อยรู้จักเท่า คือคู่แข่งของเคนส์ นามว่า อาร์เธอร์ เซซิล พิกู (Arthur Cecil Pigou) (*) ซึ่งอยู่ที่คิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริจเช่นเดียวกับเคนส์ และเป็นคนร่วมรุ่นกัน พิกูให้ความสำคัญมากกว่าเคนส์ในจิตวิทยาด้านเศรษฐกิจของมนุษย์ และวิธีที่มันส่งอิทธิพลต่อวัฏจักรธุรกิจและทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแหลมคมและรุนแรงจนอาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเผชิญอยู่) พิกูบอกว่า ความผันผวนทางเศรษฐกิจนั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก “สาเหตุทางจิตวิทยา” ซึ่งประกอบด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจของคนที่พฤติกรรมของพวกเขาควบคุมอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปของความผิดพลาดสองประการ คือ “การมองโลกในแง่ดีเกินจริง”หรือ”มองโลกในแง่ร้ายเกินจริง”ในการคาดการณ์ทางธุรกิจ

เป็นเรื่องยากที่เราจะละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า เรากำลังอยู่ในภาวะ “ความผิดพลาดของ …การมองโลกในแง่ร้าย” นอกเหนือจากผลกระทบของวิกฤตแบบเคนเซียนที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน พิกูเน้นให้เห็นความจำเป็นของการปลดล็อกตลาดสินเชื่อออกจากภาวะแช่แข็งในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจถูกครอบงำโดยทัศนคติมองโลกในแง่ร้าย – ดังนั้น ถ้าปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง ความล้มเหลวทางธุรกิจก็จะแพร่กระจายออกไป ขึ้นอยู่กับว่าสินเชื่อของนายธนาคารในภาวะวิกฤตอุปสงค์จะมีให้กู้ยืมหรือไม่

ถึงแม้ว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบแล้ว ในเศรษฐกิจอเมริกันและยุโรป ส่วนใหญ่นำโดยรัฐบาล ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นก็ยังไม่ยินยอมที่จะปลดล็อกตลาดสินเชื่อออกจากภาวะแช่แข็ง ธุรกิจอื่นก็ยังล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากปฏิกิริยาต่ออุปสงค์ที่หดหาย (กระบวนการ “ตัวคูณ” แบบเคนส์) แต่สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็มาจากความกลัวว่า อุปสงค์จะหดหายยิ่งกว่าเดิมอีกในอนาคต ก่อเกิดเป็นภาวะหดหู่โดยทั่วไป (กระบวนการมองโลกในแง่ร้ายที่ระบาดได้แบบพิกู)

หนึ่งในบรรดาปัญหาที่รัฐบาลโอบามาจะต้องรับมือ คือข้อเท็จจริงที่ว่า วิกฤตที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการทางการเงินผิดพลาดและการละเมิดอื่นๆ นั้น ได้ถูกความล่มสลายทางจิตวิทยากระพือให้ใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว มาตรการฟื้นฟูตลาดสินเชื่อที่ถกกันอยู่ในกรุงวอชิงตันและที่อื่นทั่วโลกตอนนี้รวมถึงการ “อุ้ม” ภาคการเงิน ด้วยเงื่อนไขที่หนักแน่นว่า สถาบันการเงินที่ได้รับการช่วยเหลือจะต้องปล่อยสินเชื่อ มาตรการเหล่านี้มีตั้งแต่การให้รัฐเข้าไปซื้อสินทรัพย์เน่า การประกันการผิดนัดชำระหนี้ และการเพิ่มทุนให้ธนาคารกลายเป็นของรัฐ (ข้อเสนอข้อสุดท้ายทำให้นักอนุรักษ์นิยมหลายคนหวาดกลัว พอๆ กับที่การให้เอกชนควบคุมเงินสาธารณะที่เอาไปอุ้มธนาคารทำให้คนที่เป็นห่วงเรื่องความรับผิดเกิดความกังวล) ปฏิกิริยาอ่อนๆ ที่ตลาดมีต่อมาตรการของภาครัฐที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เราจะต้องประเมินนโยบายเหล่านี้ทีละอย่าง ในแง่ของผลกระทบที่มันมีต่อจิตวิทยาของนักธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

5.
รัฐสวัสดิการและการบริการสาธารณะ
ความแตกต่างระหว่างพิกูกับเคนส์มีความสำคัญด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ในขณะที่เคนส์มีส่วนร่วมอย่างมากในการตอบคำถามที่ว่า เราจะเพิ่มอุปสงค์รวมของระบบได้อย่างไร เขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมมากนักในการวิเคราะห์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายความมั่งคั่งและสวัสดิการสังคม ในทางกลับกัน พิกูไม่เพียงแต่เขียนบทวิจัยเศรษฐศาสตร์สวัสดิการฉบับคลาสสิกเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ตัววัดความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ในฐานะดัชนีหลักในการประเมินเศรษฐกิจและนโยบาย

ในเมื่อความทุกข์ยากของผู้ด้อยโอกาสที่สุดในระบอบเศรษฐกิจและในโลก เป็นปัญหาที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนที่สุด การร่วมมือกันระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่การประสานงานกันเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพียงอย่างเดียว เราจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้ด้อยโอกาสในสังคมในการวางแผนมาตรการรับมือกับวิกฤตปัจจุบัน และไปให้พ้นมาตรการที่จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว ครัวเรือนที่สุ่มเสี่ยงว่าจะตกงาน ไม่มีประกันสุขภาพ และประสบความเดือดร้อนทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ เราจะต้องตระหนักให้มากกว่านี้มาก ถึงขีดจำกัดของเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ในการแก้ปัญหาของพวกเขา

ระบบตลาดอาจส่งมอบบริการสาธารณะ (เช่น การศึกษาและสาธารณสุข) ได้แย่มาก

ผลกำไรและขาดทุนไม่ได้ตกอยู่กับผู้ขายและผู้ซื้อโดยตรงเท่านั้น

วิธีที่สามที่เราจะต้องเสริมแนวคิดของเคนส์เป็นเรื่องของบริการสาธารณะซึ่งเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร ว่ากันตามจริง แม้กระทั่ง อ็อตโต วอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck “บุรุษเหล็กแห่งเยอรมนี” ผู้รวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว) ยังพูดอะไรๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าเคนส์ ประเด็นที่ว่าระบบตลาดอาจส่งมอบบริการสาธารณะ (เช่น การศึกษาและสาธารณสุข) ได้แย่มากนั้นเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำแห่งยุคของเรา รวมทั้ง พอล แซมมวลสัน (Paul Samuelson) และ เคนเน็ธ แอร์โรว์ (Kenneth Arrow) (พิกูมีส่วนร่วมกับหัวข้อนี้ด้วยการเน้น “ผลกระทบต่อภายนอก” (externalities) ของธุรกรรมในตลาด ซึ่งผลกำไรและขาดทุนไม่ได้ตกอยู่กับผู้ขายและผู้ซื้อโดยตรงเท่านั้น) แน่นอนว่านี่เป็นประเด็นระยะยาว แต่เราก็ควรจะตระหนักว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นอาจทำความเดือดร้อนมากขึ้นเมื่อไม่มีการันตีว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

รัฐสวัสดิการ: คุณภาพชีวิตหยดสุดท้ายในยุโรป (บริการด้านสุขภาพพื้นฐานถ้วนหน้า)

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพโดยรัฐ ทุกคนที่ตกงานอาจเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น เพราะสูญเสียรายได้หรือประกันสุขภาพเอกชนที่เคยได้รับในฐานะพนักงานบริษัท ตอนนี้อัตราการว่างงานในอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 7.6 ซึ่งกำลังก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างแพร่หลาย คำถามข้อหนึ่งที่ควรจะถามคือ ประเทศยุโรปหลายแห่ง เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ซึ่งต้องทนเห็นอัตราการว่างงานที่สูงกว่านี้มากติดต่อกันนานหลายทศวรรษ สามารถหลีกเลี่ยงการพังทลายของคุณภาพชีวิตได้อย่างไรบ้าง คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในวิธีทำงานของรัฐสวัสดิการในยุโรป ซึ่งมีประกันการว่างงานที่เข้มแข็งกว่าในอเมริกามาก และที่สำคัญกว่านั้นคือ รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นส่งมอบบริการด้านสุขภาพพื้นฐานถ้วนหน้าให้กับประชาชน

รัฐบาลจีนยกเลิกบริการสุขภาพถ้วนหน้าในปี 1979 และผลกระทบ

ความล้มเหลวของกลไกตลาดในการส่งมอบบริการสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นอย่างฉาวโฉ่มาก ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือสหรัฐอเมริกา แต่ชัดไม่แพ้กันในการหยุดชะงักของอัตราสุขภาพดีและการมีอายุยืนในประเทศจีน หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกบริการสุขภาพถ้วนหน้าในปี 1979 ก่อนหน้าที่จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจในปีนั้น พลเมืองจีนทุกคนมีประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากรัฐหรือสหกรณ์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบริการค่อนข้างพื้นฐานมาก เมื่อจีนยกเลิกระบบไร้ประสิทธิภาพของสหกรณ์ คอมมูน และหน่วยผลิตที่ควบคุมโดยราชการ ก็เท่ากับทำให้ผลผลิตมวลรวมประชาชาติเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกัน ศรัทธาใหม่ในเศรษฐกิจระบบตลาดก็ทำให้จีนยกเลิกระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้หลังจากปี 1979 ประชาชนแต่ละคนต้องควักเงินซื้อประกันสุขภาพเอง (ยกเว้นในกรณีพิเศษมากๆ ที่รัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ทำประกันสุขภาพให้กับพนักงานและครอบครัว) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความก้าวหน้าของจีนในแง่อายุขัยประชากรชะลอตัวลงอย่างฮวบฮาบ

ประเด็นนี้เป็นปัญหามากพอแล้วในภาวะที่รายได้รวมของจีนเติบโตราวกับจรวด แต่แน่นอนว่ามันจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมอีก เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ตอนนี้รัฐบาลจีนกำลังใช้ความพยายามอย่างหนักในการค่อยๆ นำประกันสุขภาพถ้วนหน้ากลับมาใหม่ และรัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของโอบามาก็ประกาศว่า จะทำประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งประเทศจีนและอเมริกาจะต้องแก้ปัญหานี้ไปอีกนาน แต่การทำเรื่องนี้ก็ควรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจ และการบรรลุการปฏิรูปสังคมของทั้งสองประเทศในระยะยาว

6.
ความสำคัญของสถาบันนอกตลาดและคุณค่าเหนือผลกำไร
กระแสการฟื้นฟูแนวคิดของเคนส์ในปัจจุบันช่วยเราได้มากในแง่ของการวิเคราะห์เศรษฐกิจและการกำหนดนโยบาย แต่เราจะต้องเหวี่ยงแหให้กว้างกว่าเคนส์มาก ถึงแม้ว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะมองเคนส์ว่าเป็น“ขบถ”ในวงการ ข้อเท็จจริงก็คือ เขาเกือบจะเป็นกูรูของทุนนิยมใหม่ ผู้ให้น้ำหนักกับการสร้างเสถียรภาพให้กับความผันผวนของเศรษฐกิจระบบตลาด (โดยให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยกับสาเหตุทางจิตวิทยาของความผันผวนทางธุรกิจ) ถึงแม้ว่าสมิธและพิกูจะโด่งดังในฐานะนักเศรษฐศาสตร์หัวอนุรักษ์นิยม ความคิดอันล้ำลึกจำนวนมากเกี่ยวกับความสำคัญของสถาบันนอกตลาดและคุณค่าเหนือผลกำไรก็มาจากพวกเขา ไม่ใช่เคนส์และผู้เจริญรอยตามเคนส์

วิกฤตทุกครั้งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายเฉพาะหน้าที่เราต้องเผชิญ แต่ยังมอบโอกาสให้เราแก้ไขปัญหาระยะยาวในภาวะที่คนยอมทบทวนสถาบันและความเชื่อที่อยู่มานาน นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมเราถึงควรจะเผชิญหน้ากับปัญหาระยะยาวที่เคยถูกมองข้าม เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงความจำเป็นของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งถูกปล่อยปละละเลยอย่างเลวร้ายมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และก็ยังเป็นประเด็นที่อยู่ชายขอบของนโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลโอบามาประกาศ อย่างน้อยก็ ณ วันที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้ แน่นอนว่าการให้บริการในระดับที่คนมีกำลังซื้อเป็นประเด็น แต่รัฐเคราลาในอินเดียก็แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐในราคาย่อมเยานั้นเป็นไปได้ ตั้งแต่รัฐบาลจีนยกเลิกประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 1979 เคราลาซึ่งดำเนินนโยบายนี้สืบมาก็แซงหน้าจีนไปไกลลิบในดัชนีอย่างอายุขัยเฉลี่ยของประชากรและอัตราการตายของทารกแรกเกิด ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ต่อหัวน้อยกว่าจีนหลายเท่า ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศยากจนก็มีโอกาสเหมือนกัน

อดัม สมิธ: สังคมควรมีสถาบันที่หลากหลายเพื่อตอบสนองแรงจูงใจที่หลากหลาย

สหรัฐอเมริกาเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในด้านนี้ เพราะอเมริกามีระดับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวสูงที่สุดในโลกแล้ว แต่ผลงานด้านสุขภาพยังค่อนข้างต่ำโดยเปรียบเทียบ และยังมีประชาชนกว่า 40 ล้านคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ ส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและความเข้าใจของคน ความเข้าใจที่บิดเบือนอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการทำงานของระบบประกันสุขภาพโดยรัฐจะต้องถูกแก้ไข ผ่านการอภิปรายสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น คนอเมริกันมักจะคิดเอาเองว่าระบบประกันสุขภาพในยุโรปไม่เปิดโอกาสให้เลือกพบแพทย์ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม คนอเมริกันต้องทำความเข้าใจกับทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่อย่างถ่องแท้กว่าเดิมด้วย ในวงอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสุขภาพในอเมริกา คนชอบพูดถึงระบบของแคนาดา ซึ่งเป็นระบบประกันสุขภาพโดยรัฐที่ทำให้การเลือกประกันเอกชนทำได้ยากมาก ในขณะที่ในยุโรปตะวันตก ระบบประกันสุขภาพโดยรัฐส่งมอบบริการสุขภาพถ้วนหน้า แต่ก็เปิดช่องทางให้คนที่มีเงินสามารถจ่ายเงินซื้อบริการสุขภาพจากเอกชนได้ ถ้าพวกเขาต้องการ ผมไม่แน่ใจว่าเหตุใดคนรวยที่สามารถใช้เงินซื้อเรือยอชท์และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ อย่างไร้ขีดจำกัดจึงจะไม่ควรได้รับอนุญาตให้จ่ายเงินค่าเอ็มอาร์ไอ (MRI) หรือแคทสแกน (CAT scan) แทน ถ้าเราสำเหนียกในข้อเสนอของอดัม สมิธ ที่ว่าสังคมควรมีสถาบันที่หลากหลายเพื่อตอบสนองแรงจูงใจที่หลากหลาย เราก็จะพบว่ามีมาตรการที่ใช้การได้จริงหลายอย่าง

ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในโลกที่เราอาศัยอยู่

ผมอยากเสนอว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เรียกร้องต้องการ “ทุนนิยมใหม่” แต่มันต้องการความเข้าใจใหม่ในความคิดเก่า อย่างเช่นความคิดของสมิธ และความคิดของพิกูในยุคที่ใกล้กับเรามากกว่า ความคิดเก่ามากมายถูกละเลยอย่างน่าเศร้า สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสถาบันต่างๆ ทำงานอย่างไร และการมองเห็นว่าสถาบันที่หลากหลาย ตั้งแต่ตลาดไปจนถึงสถาบันภาครัฐ จะไปให้พ้นมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้น และมีส่วนร่วมในการสร้างโลกเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร

อ่านต้นฉบับได้ที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

http://61.47.2.69/~midnight/midnighttext/0009999714.html


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.